
"อภิสิทธิ์"ไม่หนักใจหาก"มนูญกฤต"นั่งหัวหน้าพท.
อภิสิทธิ์ ไม่หนักใจหาก มนูญกฤต นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยันไม่มีปัญหากับ ปชป.ยังคุยกันตามปกติ ไม่ห้าม ตร.-ทหารร่วมม็อบเสื้อแดงหากยังรู้หน้าที่
เมื่อเวลา 14.25 น.วันที่ 21 มิ.ย. นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีชื่อพล.ต. มนูญกฤต รูปขจร อดีต ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่า คงต้องรอฟังจากพล.ต.มนูญกฤต ว่ามีท่าทีอย่างไร
เมื่อถามว่าที่พล.ต.มนูญกฤต ออกไปเพราะมีปัญหากับพรรคประชาธิปัตย์ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ความจริงก็ยังมีการพูดคุยกันตามปกติ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนไม่เคยได้ยินว่าจะไปเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพิ่งมาได้ยินในช่วงหลัง
เมื่อถามว่าก่อนหน้าที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุว่าได้ข้อมูลเรื่องเงินบริจาคมาจากพล.ต. มนูญกฤต นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงเป็นคนละประเด็นกัน และคงไม่ต้องมีการพูดคุยอะไรกับพล.ต.มนูญกฤต เพราะพล.ต.มนูญกฤตมีอิสระในการตัดสินใจของตัวเอง และเวลานี้ท่านก็ออกไปจากพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว
เมื่อถามว่าถือเป็นเรื่องน่าหนักใจสำหรับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่เพราะคนกันเองกลับไปอยู่ฝั่งตรงข้าม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรน่าหนักใจเพราะเรามีแนวทางการทำงานทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งตนก็คิดว่าทางพรรคเพื่อไทยเขาก็มีความชัดเจนและต่อเนื่องมาจากพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทย
ต่อข้อถามว่าขณะนี้ดูเหมือนพรรคการเมืองต่างๆกำลังมุ่งไปสู่สนามการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา พรรคการเมืองก็ต้องมีการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่คิดว่าไม่น่าจะเป็นการนับถอยหลังอายุของรัฐบาลชุดนี้เพราะไม่เกี่ยวกัน ความจริงการเตรียมตัวเลือกตั้งต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะทั้งตัวผู้สมัครหรือคนที่จะมาเป็นผู้นำในการกำหนดแนวทางต้องใช้เวลาอยู่ดีๆ จะไปรวบรวมคนมาแล้วลงเลือกตั้งเลยในยุคนี้ทำไม่ได้ง่าย ดังนั้นทุกพรรคจึงต้องเตรียมการล่วงหน้า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ถือว่าขยับช้าไป เพราะเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ก็เพิ่งมีการประชุม กก.บห.พรรคเพื่อซักซ้อมในเรื่องนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การที่พรรคเพื่อไทยมักให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินมาช่วยหาเสียงบ่อยครั้งนั้น หากอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายก็ไม่มีปัญหา
เมื่อถามว่าสุดท้ายการเมืองไทยยังไม่พ้นคนชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างนั้นหรือ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในอดีตก็ยังมีบทบาทกันทั้งนั้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็สามรถแสดงความคิดเห็นตามปกติได้หากไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย ในส่วนของรัฐบาลเราทำงานไป
ไม่ห้าม ตร.-ทหารร่วมม็อบเสื้อแดงหากยังรู้หน้าที่
นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงการให้ความมั่นใจกับกลุ่มนักธุรกิจในระหว่างการกล่าวปาฐกถากับกลุ่มนักธุรกิจว่าจะไม่ยอมให้การชุมนุมของประชาชนส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาประเทศ ว่า ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์และการแก้ไขปัญหาของประเทศได้รับผลกระทบ หากมีเหตุการณ์ไม่สงบ และต่างชาติจะมองว่าบ้านเมืองเราไม่สามารถบริหารจัดการได้ จึงเป็นจุดที่ทำให้รัฐบาลต้องแน่วแน่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย เราจะนำประสบการณ์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่พัทยาและเหตุการณ์ในช่วงสงกรานต์มาเป็นบทเรียน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงก็ได้ทบทวนในเรื่องเหล่านี้และมีการเตรียมการอยู่กรณีที่จะมีการชุมนุมใหญ่ ซึ่งในการทำงานทั้งฝ่ายตำรวจและทหารก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยต้องทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีกฎหมาย และเป็นหน้าที่ของฝ่ายปฏิบัติโดยตรง ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็นก่อนหน้านี้นั้น ก็ได้ทำความเข้าใจมาโดยลำดับ
“ได้มีการทำความเข้าใจไปไปแล้ว 2 ประเด็น คือ 1. หลายครั้งเขาไปคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ประสงค์จะใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายใดเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่เป็นหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องประเทศชาติ และ 2. ในแง่การคุ้มครองทางกฎหมายผมก็ยืนยันว่ารัฐบาลมีนโยบายค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับแนวปฏิบัติต่างๆ ถ้าทำตามแนวทางนั้นฝ่ายนโยบายก็พร้อมที่จะเข้าไปดูแลให้ ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่าตำรวจที่ใส่เสื้อแดงยังมีอยู่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใครจะมีความคิดเห็นในใจทางการเมืองอย่างไรไปห้ามกันไม่ได้ แต่เมื่อสวมเครื่องแบบของรัฐก็ต้องทำหน้าที่ให้รัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนจะย้ำไป
เมื่อถามว่าได้มีการทำความเข้าใจกับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่จะมีการชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 27 มิ.ย.บ้างหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวเบื้องต้นยังไม่มีความชัดเจนถึงรายละเอียดการชุมนุมในวันที่ 27 มิ.ย. เพราะเท่าที่ทราบก็มีการออกไปในจังหวัดต่างๆ และการชุมนุมในวันที่ 27 มิ.ย. ซึ่งดูเหมือนทางแกนนำระบุว่าจะไม่ยืดเยื้อ สำหรับข้อเรียกร้องที่ใช้ปลุกระดมเพื่อการชุมนุมในครั้งนี้มองกันว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องเดิมนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญานของประชาชน แต่ไม่ว่าจะเชื่ออย่างไรก็ขอว่าอย่ามาทำอะไรที่ผิดกฎหมายเพราะจะเป็นกระทบต่อประเทศชาติบ้านเมือง ทั้งนี้ การที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการ 2 ชุดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆผ่านกลไกรัฐสภานั้น ตนเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งแต่จะทำให้ประชาชนเข้าใจหรือไม่ก็ต้องติดตามกันต่อไป ซึ่งในวันที่ 16 ก.ค.คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดก็จะรายงานให้ตนรับทราบ



