
มนุษย์มหัศจรรย์แห่งแปซิฟิก
09 ก.พ. 2557
มนุษย์มหัศจรรย์แห่งแปซิฟิก : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์
เรื่องราวเหลือเชื่อของหนุ่มลูกน้ำเค็มชาวเอลซัลวาดอร์ โฆเซ ซาลบาดอร์ อัลบาเรนคา วัย 37 ปี ที่รอดชีวิต หลังจากลอยคว้างกลางมหานทีเวิ้งว้าง 13 เดือน นับจากนำเรือไฟเบอร์ยาว 7 เมตร ออกไปจับฉลาม จากท่าเรือทางตอนใต้ของเม็กซิโกที่เขาอาศัยและทำงานเป็นชาวประมงอยู่ที่นั่นแบบผิดกฎหมาย เมื่อธันวาคม 2554 แต่โชคร้ายเจอคลื่นสูงและพายุพัดกระหน่ำจนเครื่องยนต์ ระบบจีพีเอสและวิทยุติดต่อใช้การไม่ได้ ก่อนคลื่นลมพัดพาไปถึงหาดเกาะห่างไกลที่สุดของประเทศหมู่เกาะมาร์แชล เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2557
แผนการออกเรือวันเดียวกลับ จึงตาลปัตรเป็นการล่องเรือไกลราว 12,500 กิโลเมตร พร้อมกับว่าที่ตำนานเล่าขานไม่รู้จบในฐานะมนุษย์มหัศจรรย์แห่งแปซิฟิก หากไร้หลักฐานอื่นมาแย้งได้ว่าเรื่องราวที่เจ้าตัวบอกเล่าไม่เป็นความจริง
แน่นอนว่าชะตาชีวิตสุดปาฏิหาริย์ของอัลบาเรนคาที่น่าจะมีแต่ในภาพยนตร์เท่านั้น ต้องเต็มไปด้วยคำถาม หลายคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งที่คนคนหนึ่งแม้เป็นชาวประมงก็ตามที จะมีชีวิตอยู่ในสภาพโดดเดี่ยว มีแต่น้ำกับท้องฟ้า กินปลาดิบๆ ดื่มเลือดนกทะเลและเลือดเต่าที่ใช้มือเปล่าจับขึ้นมา กับดื่มน้ำฝนและน้ำปัสสาวะตัวเองเพื่อประทังชีวิตได้ยาวนานขนาดนั้นได้
แม้การเดินทางน่าพิศวงเช่นนี้ ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในปี 2549 ชาวประมงเม็กซิกัน 3 คน เคยลอยเรืออยู่ในทะเล 9 เดือน โดยกินปลาและน้ำฝนประทังชีวิตกับอ่านคัมภีร์ไบเบิลเพื่อสงบจิตใจ กระนั้นยังมีข้อสงสัยว่า การติดอยู่ในที่จำกัดนานกว่าหนึ่งปี ร่างกายของอัลบาเรนคาน่าจะดูแย่กว่านี้ ภาพแรกของเขาที่ปรากฏต่อสายตาผู้คน แม้ดูผอมโทรม แต่ยังเดินเองไหว ไม่ได้อ่อนแรงอย่างที่น่าจะเป็นสำหรับคนที่กินน้อยมากและไม่ได้ออกกำลังมาเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังขึ้นบกได้ราว 8 วัน สภาพร่างกายของเขาอาจไม่ได้ดีเหมือนกับที่คิดในตอนแรก
อัลบาเรนคาต้องมีคนช่วยพยุงออกมานั่งแถลงข่าวที่หลายฝ่ายตั้งตารอ และไม่ได้พูดอะไรมากนัก นอกจากขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความช่วยเหลือ ก่อนถูกส่งกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อให้น้ำเกลือ แพทย์กล่าวว่า แขนขาของเขาเริ่มบวมกับมีแร่ธาตุและวิตามินต่ำ ผลตรวจเลือดพบว่ายังมีอาการขาดน้ำรุนแรงและบริโภคเนื้อมากเกินไป
แผนการเดินทางกลับบ้านในเอลซัลวาดอร์จึงต้องเลื่อนออกไปเป็นต้นสัปดาห์หน้าเป็นอย่างน้อย ด้วยเหตุผลสุขภาพไม่เอื้อและเรื่องเอกสาร
อัลบาเรนคาจากครอบครัวและลูกสาววัย 10 ขวบ ในเอลซัลวาดอร์ ไปทำงานเป็นชาวประมงในเม็กซิโกนาน 15 ปี นำเรือประมงออกจากท่าเรือปาเรดอน เบียโฆ เมืองโตนาลา รัฐเชียปาส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก เมื่อเดือนธันวาคม 2554 (ชาวประมงในหมู่บ้านระบุว่าเป็นเดือนพฤศจิกายน) โดยไปกับชาวประมงรุ่นน้อง เอเซเควียล คอร์โดบา อายุ 23 ปี แต่ 4 เดือนหลังติดค้างกลางทะเล เพื่อนร่วมชะตากรรมหมดสิ้นความหวังและอดอาหารเสียชีวิต เพราะไม่สามารถกินนกและเต่าได้ ที่สุดต้องโยนร่างของเขาลงกลางทะเล อัลบาเรนคา กล่าวว่า ไม่อาจทำอะไรได้มากกว่านี้ในสถานการณ์อย่างนั้น
ขณะที่ครอบครัวของคอร์โดบา ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลในเม็กซิโก เศร้าโศกกับข่าวที่ได้รับ มารดาของเขาทราบว่าสูญเสียลูกชายแน่นอนแล้ว แต่อยากขอโอกาสได้ซักถามผู้รอดชีวิตอย่างอัลบาเรนคาสักครั้งว่า เกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของเธอ ทำอะไรกับศพลูกชาย และลูกชายได้สั่งเสียอะไรหรือไม่ก่อนสิ้นใจ
ในด้านสภาพจิตใจของอัลบาเรนคา การตกอยู่ในสภาพโดดเดี่ยวขนาดนั้น ทำให้เขาตกอยู่ในอาการเพ้อคลั่ง "ผมไม่รู้ชั่วโมง ไม่รู้วัน ไม่รู้วันที่ ผมรู้แต่พระอาทิตย์กับแสงแดด ผมไม่เคยเห็นผืนดิน มีแต่ทะเล ทะแลและก็ทะเล" อัลบาเรนคาบอกหนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษ
และหลังจากรอนแรม 13 เดือนในเรือเล็กๆ ที่ทำให้อัลบาเรนคาเกือบเป็นบ้าและฆ่าตัวตาย แต่ได้พระเจ้าเป็นหลักยึด จึงกัดฟันมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็ได้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เชื่อว่า ปาฏิหารย์มีจริง เขากล่าวว่า "ผมเพิ่งฆ่านกกิน และเห็นต้นไม้ ผมร้องไห้ เรียกหาพระเจ้า เห็นบ้านหลังเล็กๆ ไม่มีเสื้อผ้าติดตัว มีแต่กางเกงในที่เก่าและขาดวิ่น"
ในทางทฤษฎี ทั้งแพทย์และผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาการอยู่รอดกลางทะเล ต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่าเรื่องราวของอัลบาเรนคาเป็นไปได้
ไมค์ ทิปตัน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ ผู้ร่วมเขียนหนังสือ Essentials of Sea Survival กล่าวว่า ไม่น่าแปลกที่ชาวประมงมากประสบการณ์คุ้นกับทะเลเป็นอย่างดีอย่างอัลบาเรนคา จะเอาตัวรอดและมีชีวิตอยู่ได้ 13 เดือน
ในหนังสือของทิปตันให้ข้อมูลเรื่องการหาน้ำหล่อเลี้ยงร่างกายด้วยวิธีสยอง อาทิ การดูดความชื้นจากก้างปลา และดื่มเลือดเต่า ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลบาเรนคาทำ
เต่าขนาด 20 กิโลกรัม ให้เลือดประมาณ 1 ลิตร ซึ่งนายดักลาส โรเบิร์ตสัน ชายชาวสกอตที่รอดชีวิต 38 วันกับครอบครัวหลังเรือจมเพราะวาฬในแปซิฟิก บรรยายรสชาติว่า เหมือนน้ำอมฤต นอกจากนี้ไขมันเต่ายังมีประโยชน์ เพราะมีสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีน แม้ว่าจะได้จากนกหรือปลาทางหนึ่ง แต่อาจส่งผลเสีย เพราะร่างกายต้องการของเหลวปริมาณหนึ่งสำหรับกระบวนการเผาผลาญ นอกจากนี้ ตาปลาเป็นอีกหนึ่งแหล่งของเหลวที่มีประโยชน์และอุดมด้วยวิตามินซี ซึ่งร่างกายจะขาดมากในสถานการณ์นั้น
ใครจะไม่เชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับเพื่อนชาวประมงที่รู้จักมักคุ้นหนุ่มเอลซัลวาดอร์คนนี้แล้ว พวกเขาไม่สงสัยว่า เหตุใดถึงรอดชีวิตจากการผจญภัยอันหฤโหดมาได้
เฟร์นานโด ไรเบรา เพื่อนที่ร่วมดื่มด้วยกันในคืนสุดท้ายก่อนอัลบาเรนคาออกทะเล กล่าวว่า ในสายตาเพื่อนๆ อัลบาเรนคาคือมนุษย์ทรหดที่สุดคนหนึ่งที่เคยรู้จัก คนคนนี้รับมือได้กับทุกเรื่อง อัลบาเรนคาเคยเล่าให้ฟังด้วยว่า ก่อนไปทำงานที่เม็กซิโก เคยเป็นสมาชิกกองกำลังติดอาวุธกลุ่มหนึ่งในประเทศบ้านเกิด และเคยผ่านการฝึกรบแบบกองโจรอย่างหนักในป่า เขาอยู่ในกองโจร 3 ปี และเคยร่วมรบชิงดินแดนกับกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ล้วนช่วยเพิ่มพูนทักษะการเอาตัวรอด นอกจากนี้จากคำบอกเล่าของเพื่อนชาวประมงคนอื่นๆ ยังทราบว่า อัลบาเรนคาเป็นคนที่ลองกินอาหารแปลกๆ แทบทุกอย่าง ไม่เว้นอาหารสุนัข ที่สำคัญเป็นคนชอบกินปลาดิบ และเคยดื่มเลือดเต่าเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย
ไรเบรา กล่าวว่า เมื่อรู้ว่าสูญหายไปในทะเลนานขนาดนั้น พวกเพื่อนๆ ทำใจคิดว่าเขาตายแล้ว แต่เมื่อรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าเพราะอะไร ที่น่าประหลาดใจคือ อัลบาเรนคา พูดเป็นลางๆ กับเพื่อนในวงเหล้าคืนก่อนออกทะเลว่า หากเลือกที่ตายได้ หวังว่าจะเป็นทะเล เพราะทะเลคือบ้านของเขา แต่อัลบาเรนคากลับแกร่งเกินกว่าทะเลจะเอาชีวิตของเขาไปได้
ดูเหมือนว่า จนถึงขณะนี้การรอดชีวิตในทะเลกว่าหนึ่งปีของอัลบาเรนคา ยังถูกเรียกว่า ปาฏิหารย์ เจ้าหน้าที่หมู่เกาะมาร์แชลยืนยันว่า จากการสอบสวนคำบอกเล่าของอัลบาเรนคา ยังไม่พบว่ามีอะไรน่าสงสัยเลย เหลือแต่คำตอบเดียวที่ยังไม่ชัดคือ ติดอยู่กลางทะเลนานแค่ไหนแน่ แต่ขอยุติความพยายามค้นหาความจริงในคำถามนี้ เพราะเวลาเท่านั้นที่จะยืนยันเรื่องราวของเขาได้
.........................
(มนุษย์มหัศจรรย์แห่งแปซิฟิก : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์)



