
เทพไทติงทักษิณโฟนอินเซ็กส์เสื่อมมีนัย
เทพไท ติง ทักษิณ" สับสนยอมรับตัวเองเซ็กส์เสื่อม เย้ย พท. ส.ส.ติดหุ้นแค่ 7 รายอย่าทำร้อนตัวดิ้นของแก้รธน. ยัน ปชป.ไม่แก้แน่ โวเหลือแค่ 247 เสียงไม่สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล "พท."เผยฝ่ายกม.เตรียม7ส.ส.โดนร้องถือหุ้นเข้าให้ข้อมูล
(21 มิ.ย.) นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังคงบิดเบือนใส่ร้ายพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์เช่นที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่เป็นการขโมยคนของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมไปเป็นรัฐบาลนั้น ตนอยากชี้แจงว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ขโมยหรือดึงพรรคใดพรรคหนึ่งเข้ามาร่วมรัฐบาล แต่เป็นเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองต่างๆ และมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยพรรคเหล่านั้นมีมติให้เข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ใช่เรื่องการขโมยอย่างที่กล่าวหา
และ ที่กล่าวหาว่าเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วก็จำเป็นต้องเกี้ยเซี๊ยะให้ผลประโยชน์ลงตัวจึงอยู่กันได้ ขอชี้แจงว่าวันนี้ไมได้เกี้ยเซี๊ยะอะไรเลยในพรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นการทำงานตามหน้าที่ที่ต่างจากการบริหารในยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณที่มีการบริหารแบบกินรวบตามที่พ.ต.ท.ทักษิณชี้นำ ที่ยึดตามหลักซีอีโอ และสุดท้ายคือการกล่าวหาว่ารัฐบาลดำเนินการสองมาตรฐาน ในการดำเนินการกับคนเสื้อแดง ก็อยากถามว่าที่พ.ต.ท.ทักษิณเคยระบุว่าไมได้อยู่เบื้องหลังกลุ่มคนเสื้อแดง แต่วันนี้การโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณเป็นการให้กำลังใจคนเสื้อแดง มีการแก้ต่างให้กัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทักษิณ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มเสื้อแดงทั้งหมด
“สิ่งที่ผมรู้สึกถึงความสับสนของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ในตอนท้ายพูดว่าตอนนี้อายุ 60 กว่าปีแล้วเกิดอาการเซ็กส์เสื่อม ซึ่งถือว่าคนปกติคนไม่บอกกันเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่วันนี้กลับพูดออกมาเองต่อหน้าคนจำนวนมาก หรืออาจจะเจตนาสื่อให้คนที่นี่เข้าใจว่าตนเองเซ็กส์เสื่อมแล้วไม่ต้องกังวล “ นายเทพไทกล่าว
เย้ยพท.เด็กติดถือหุ้นแค่7ายดิ้นของแก้รธน.
นายเทพไท แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต. )ชี้มูล ส.ว.และส.ส.ที่ถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัมปทานกับรัฐว่าผิดมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น โดยเรื่องนี้อยู่ระหว่างการรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ก็มีนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่ามีส.ส.พรรคเดียวกันที่ถือครองหุ้นด้วย 7 คน อาจจะส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลว่า ส่วนตัวเห็นว่าในวันที่พรรคเพื่อไทยมีส.ส.จำนวน 180 กว่าคนก็เห็นว่าทำงานไม่มีประสิทธิภาพในการตรวจอบรัฐบาลเลย แค่หายไป 7 คน ทำเป็นออกมาตีโพยตีพาย และกล่าวโทษรัฐธรรมนูญปี50 ว่าเป็นต้นเหตุ
“ผมเห็นว่าเป็นนิสัยถาวรของกลุ่มคนเหล่านี้ที่มักจะโทษรัฐธรรมนูญปี 50 ทุกกรณี จึงน่าเห็นใจที่ตกเป็นจำเลยของนักการเมืองมาโดยตลอด ผมอยากให้ทุกพรรคการเมืองยอมรับกฎกติกาว่าเราใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ทุกคนก็ต้องยอมรับ เรื่องการแก้ไขเป็นเรื่องของอนาคต ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีส.ส.ถือหุ้นหลายคน และอาจจะถูกตัดสิทธิ์ และจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่รู้สึกกังวล เพราะวันนี้รัฐบาลมีเสียงสนับสนุน 269 เสียง ” นายเทพไท กล่าวและว่า
เมื่อตัดส.ส. ในกรณีถือครองหุ้นออกไป ประมาณ 22 เสียง คือ พรรคประชาธิปัตย์ 16 เสียง ที่เหลือเป็นของพรรคร่วมรัฐบาล ก็ยังเหลือเสียงอยู่ 247 เสียง และถ้ารวมฝ่ายค้านอีก 7 จะทำให้เหลือสมาชิกทั้งสภา 441 คน กึ่งหนึ่งก็ 221 คน ถือว่ายังเกินอยู่ 25 คน ยืนยันว่าไม่กระทบกับพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะมีการปล่อยข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นการพูดเพื่อปลอบใจตัวเองมากกว่า และเพื่อสร้างกระแสที่จะให้สอดรับกับการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่เน้นโฟนอินในช่วงหลังๆถี่มาก
จวกสื่ออคติ ปชป.
นายเทพไท กล่าวถึงกรณีที่บทวิเคราะห์ของทีมการเมืองจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ระบุใช้ข้อความรุนแรงพาดพิงการทำงานของรัฐบาลว่า “ จุดตายรัฐบาลอภิสิทธิ์กินมูมมาม งานห่วยแตก ” ว่า ตนเคารพในการทำหน้าที่ของสื่อ แต่อยากขอความเป็นธรรมเพราะคอมลัมน์นี้ได้วิเคราะห์วิจารณ์ถึงรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ด้วยความมีอคติมาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ถือว่าพาดหัวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงมาก จึงอยากจะชี้แจงว่ารัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศมา 6 เดือน อยากชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น หรือกินมูมมามตามที่ถูกกล่าวหา
"ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเต็มที่ที่จะผลักดันผลงาน ตามนโยบายหลักให้เป็นรูปธรรม แต่ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณอย่างที่ทราบจึงไม่สามารถทำได้เต็มที่เท่าที่ควร แต่วันนี้เรามีพ.ร.ก. และพ.ร.บ.กู้เงินแล้ว หลังจากนี้คงมีผลงานออกมาให้ได้เห็น จึงขออย่าใช้ความรู้สึกส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงมาวิเคราะห์จนทำให้รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เสียหาย จึงอยากให้ฟังกระแสสังคมผ่านผลโพลล์ต่างๆ " นายเทพไท กล่าว
จวกพท.ชงฉวยโอกาสแก้รธน.3วาระรวด
นพ.บุรณัชย์ กล่าวถึงกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทยออกมาเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 วาระรวด เพื่อปลดล็อคการถือครองหุ้นของส.ส. และส.ว. ที่รอวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต โดยพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่าหากไม่สนับสนุนก็จะกลายเป็นอีแอบว่า ตนขอถามกลับว่าคำว่าอีแอบใช้เรียกคนที่อาศัยสถานการณ์ โดยฉวยโอกาสทางการเมือง เพื่อแก้รัฐธรรมนูญว่าเป็นอีแอบมากกว่า ดังนั้น จึงต้องกลับไปย้อนถามตัวเอง อีกทั้งยังแสดงถึงความไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญด้วย โดยขอให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กลับไปศึกษารัฐธรรมนูญให้ถ่องแท้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทไม่สามารถแก้ไขผ่าน 3 วาระรวดได้ ซึ่งในวาระที่ 2 ต้องมีการแสดงความเห็นจากประชาชน จากนั้น 15 วันจึงสามารถดำเนินการต่อได้ กรณีนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นการฉวยโอกาสมากกว่า ทั้งนี้ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะกรณีนี้ยังไม่มีข้อสรุป กระบวนการยังไม่สิ้นสุด จึงต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเป็นบรรทัดฐานเสียก่อน
ชี้นปช.ชุมนุมใหญ่ตัวถ่วงรบ.
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พ.ร.ก.การกู้เงินจะเข้าสู่วุฒิสภาในวันที่ 22 มิ.ย.ว่า จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการแก้วิกฤตโดยมีเงินรอบแรก 2 หมื่นล้านบาท จาก 2 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถเบิกจ่ายดำเนินงานสานต่อโครงการต่างๆ ก่อนสิ้นปีงบประมาณนี้ หลังจากนั้นอีก 2 แสนล้านจะทยอยออกมากระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากเดือนต.ค.เป็นต้นไป และรัฐบาลก็ได้เปิดช่องทางการออกเงินผ่านพันธบัตรรัฐบาลอีก 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการออมเงินที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคน รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมประชุมวุฒิสภาเพื่อตอบข้อสักถามของสมาชิกวุฒิสภา
นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า แม้ว่าเรื่องเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ แต่ปัญหาวิกฤตการเมืองที่ยังเป็นตัวถ่วงรัฐบาลคือ การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยมีสัญญาณ 2 ส่วนผ่านสื่อเฉพาะกิจคือ 1. สื่อเฉพาะกิจของกลุ่มนปช.ทั้งวิทยุชุมชน สื่อสิ่งพิมพ์เฉพาะ และเว็บไซต์ที่บิดเบือนข้อมูลยังคงปลุกระดมมวลชนให้ไม่ยอมรับผลการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย.ที่ผ่านมา และ 2. ยังมีการหยิบยกประเด็นการเปลี่ยนแปลงวันชาติจากเดิม 5 ธ.ค. เป็นวันที่ 24 มิ.ย. ทั้งที่รู้ว่าประชาชนคนส่วนใหญ่รวมทั้งคนเสื้อแดงไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ แต่การที่แกนนำหัวรุนแรงยังคงชูประเด็นนี้มาปลุกปั่นอาจจะเป็นชนวนเหตุความขัดแย้ง และก่อให้เกิดความรุนแรงครั้งใหม่ขึ้นได้
เมื่อรวมกับการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่มีการโฟนอินมาถี่ขึ้นใน 2 จังหวัดอีสานคือ จ.สกลนคร และจ.บุรีรัมย์ ซึ่งยังคงบิดเบือนใส่ร้ายรัฐบาล สร้างความสับสนให้ประชาชน ทั้งจากเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่อ้างว่าทหารใช้กระสุนจริง มีคนตายและซ่อนศพ ซ้ำยังระบุว่ารัฐบาลกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่คนไทย ซึ่งเป็นการทำเพื่อหวังผลปลุกระดม กุเรื่องสร้างความไม่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ขึ้น เป็นพฤติกรรมของคนที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่เห็นด้วย เพราะต้องการให้ประเทศเดินหน้าแก้วิกฤตต่างๆ ไปได้ด้วยดี
"พท."เผยฝ่ายกม.เตรียม7ส.ส.โดนร้องถือหุ้นเข้าให้ข้อมูล
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เเถลงข่าวว่า ในวันที่ 22 มิ.ย. ทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทยเตรียมหารือเพื่อให้การช่วยเหลือ 7 ส.ส.ของพรรค ที่ถูกคำร้องให้พ้นสมาชิกภาพจากการถือหุ้นสัมปทานของรัฐ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เเละมีมติเช่นเดียวกับส.ว.ที่โดนคำร้องให้พ้นสมาชิกภาพการเป็นส.ว. โดยพรรคจะเรียกส.ส.ทั้ง 7 คนมาชี้แจง และให้ข้อมูลก่อนรวบรวมข้อมูลทั้งหมดชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมยืนยันพรรคเพื่อไทยเคารพคำตัดสินของกกต.และศาลรัฐธรรมนูญ หากมีคำวินิจฉัยว่ากระทำขัดต่อกฎหมายก็พร้อมจะเลือกตั้งซ่อม
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่าวันนี้ส.ส.ทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และ ส.ว.ก็โดนกันถ้วนหน้า แต่พรรคประชาธิปัตย์โดนมากที่สุด ซึ่งผู้ที่เคยเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยอำนาจรัฐประหาร กฎหมายที่เขียนขึ้นมาเพื่อทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว กำลังย้อนกลับมาหาตัวเอง เสมือนการขว้างงูไม่พ้นคอ แต่ส่วนตัวเห็นว่ากฎหมายระบุชัดว่า การถือหุ้นแม้เพียงบาทเดียวก็ถือว่ากระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ



