ข่าว

แอบขายไม่ได้

แอบขายไม่ได้

23 มิ.ย. 2552

ผมแต่งงาน จดทะเบียนสมรสครับ แต่ปัญหาผมมีอยู่ว่า ประมาณปี 2544 ผมซื้อห้องชุดต่อจาก คนอื่น แต่ยังไม่ได้โอนเพราะว่าขอกู้ไม่ผ่าน จึงมีแต่หนังสือสัญญาซื้อขายเท่านั้น และต้องผ่อนกับธนาคารตามหนังสือสัญญาที่ระบุไว้ ในกรณีนี้ผมและคู่สมรสมีสิทธิ์ในทรัพย์นั้นๆ หรือไ

นอกจากนั้น ก็ยังมีปัญหาตามมาอีก คือว่า ผมกับภรรยามีเรื่องต้องแยกกันอยู่ โดยอดีตภรรยาของผมได้อาศัยอยู่ให้ห้องชุดดังกล่าว เธออ้างว่าได้ผ่อนค่างวดกับธนาคาร และเธอบอกว่า ผมไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าว แต่เวลาจ่ายเงินดาวน์และผ่อนส่งธนาคารก็เป็นเงินของผมส่วนหนึ่งผมจึงอยากทราบว่า
 1.ผมมีสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวหรือไม่ เพราะผมมีส่วนผ่อนชำระกับธนาคารอยู่ส่วนหนึ่ง รวมทั้งเงินดาวน์ที่จ่ายครั้งแรกด้วย
 2.ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องการขายทรัพย์ดังกล่าว โดยทำสัญญาขึ้นมาอีกฉบับหนึ่ง สามารถทำได้หรือไม่ หรือต้องมีหนังสือยินยอมหรือไม่ครับ
 3.ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแอบขายทรัพย์ดังกล่าว จะมีสิทธิ์ถูกดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัยพหรือไม่ครับ
 วัฒน์
 ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำว่า ตอบในส่วนแรกก่อนเลยว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่กันไว้ ทำให้คุณและภรรยามีผลเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดนั้นตามสัญญา จึงไม่ต้องกังวล
 จากข้อมูลที่คุณให้มา เหมือนกับว่าคุณและภรรยากู้ซื้อห้องชุดนี้ร่วมกัน ถ้าเป็นการซื้อร่วมกัน โดยมีชื่อคุณและภรรยาเป็นเจ้าของในการทำสัญญาซื้อขาย นั่นหมายความว่า มีสิทธิ์ร่วมกัน แต่ถ้าในสัญญาซื้อขายเป็นชื่อคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว ในทางกฎหมาย คุณสองคนจดทะเบียนสมรสกัน ภรรยาของคุณก็ย่อมมีสิทธิ์ในอาคารชุดนี้ด้วยเช่นกัน เพราะได้มาหลังจากที่แต่งงานกันแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสินสมรส
 ส่วนเรื่องที่หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะไปทำสัญญาขายใหม่ โดยอีกฝ่ายไม่รู้นั้น ในทางกฎหมายไม่สามารถทำได้ เพราะการที่จะขายได้ก็ต้องได้รับการยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อน เนื่องจากทะเบียนสมรสที่มีอยู่ทำให้คุณมีทรัยพย์สินทุกอย่างที่เป็นสินสมรสร่วมกัน ดังนั้นที่ถามว่าจะแอบขายได้หรือไม่นั้น ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ หากอีกฝ่ายไม่ยินยอมที่จะขาย อีกคนก็ขายไม่ได้ แต่ถ้ามีการปลอมลายมือของอีกฝ่าย ว่ายินยอมให้ขาย แล้วแอบเอาไปขาย กรณีอย่างนี้หากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น มีผลทางกฎหมาย ถือเป็นดคีอาญา อาจจะอยู่ในข่ายยักยอกทรัพย์หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการอ้างเหตุในการฟ้องร้องในขณะนั้น