
ทุกข์ยากของชาวนากับความหวังลมๆแล้งๆ
ทุกข์ยากของชาวนา กับความหวังลมๆแล้งๆ : กวินทรา ใจซื่อรายงาน
ท่ามกลางอากาศร้อนและแล้งที่เป็นอุปสรรคในการเกษตร แต่สำหรับชาวนาที่มีพื้นที่ติดน้ำหรืออยู่เส้นทางชลประทานไม่เคยต้องเดือดร้อน มีน้ำทำนาทั้งนาปีและนาปรัง เมื่อย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์ ต่างลงมือไถปรับเตรียมพื้นดินเพื่อเริ่มการเพาะปลูกอีกครั้ง
ดังเช่นครอบครัวของ "อัมพร โอชรัมย์" ชาว อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ทำนาได้เต็มพื้นที่ 14 ไร่มาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่ นับเป็นชาวนาที่ไม่เคยเสียโอกาสในการเพาะปลูก แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นเหมือนเช่นเคย "น้ำ" ไม่เป็นอุปสรรคให้ต้องขบคิดว่าจะมีเพียงพอหรือไม่ สิ่งที่เครียดมากกลับเป็น "เงิน" ที่ขณะนี้ยังกองอยู่ในใบประทวนจากการจำนำข้าวฤดูกาลที่ผ่านมา
เริ่มศักราชใหม่ของทุกปี ครอบครัวอัมพร ต้องเตรียมพร้อมเพื่อการเริ่มเพาะปลูกข้าวนาปรัง แต่ปีนี้ตลอดเดือนมกราคม 2557 อัมพรต้องเดินทางไปทวงถามเงินค่าจำนำข้าวกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาน้ำพอง มาแล้ว 5 ครั้ง คำตอบของพนักงานธนาคารคือเงินหมด ยังไม่มีจ่าย ต้องกลับมาบ้านมือเปล่า นั่งมองใบประทวนพร้อมกับความกังวลกับหนี้สินอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อหนี้เก่ายังไม่ชำระ จะไปยืมเงินที่ไหนมาลงทุนปลูกข้าวนาปรัง
วงจรการทำนาของครอบครัวชาวนาส่วนใหญ่ มักต้องไปซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ด้วยเงินเชื่อตามร้านค้าต่างๆ ค่ารถไถ รถเกี่ยวข้าว ก็ต้องใช้เงินเชื่อไปก่อน เมื่อขายข้าวได้เงินก็นำมาจ่ายหนี้เก่า เมื่อต้องทำนาอีกครั้งก็ไปใช้เครดิตกับร้านค้าและคนรู้จัก หมุนเวียนอยู่เช่นนี้ แต่ครั้งนี้ระบบการเงินสะดุดเพราะยังไม่ได้เงินจากการจำนำข้าว ขณะที่ฤดูกาลทำนาเริ่มขึ้นอีกครั้ง
"อัมพร" นำข้าวไปจำนำกับโครงการกว่า 3 ตัน เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 เป็นจำนวนเงิน 52,000 บาท แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับเงินจากรัฐบาล เมื่อถึงรอบฤดูการทำนาปรังที่หมุนเวียนมาอีกครั้ง จึงต้องยอมเสี่ยงหยิบยืมหนี้นอกระบบมาลงทุนไปก่อน ก้มหน้าแบกรับภาระหนี้สินเพื่อเริ่มทำนาในเดือนนี้
“ทั้งครอบครัวมี 4 ชีวิต ลูก 2 คนต้องเรียนหนังสือ ส่วนสามีรับจ้างทั่วไป มีรายได้มาจุนเจือครอบครัวบ้างแต่ก็ไม่เพียงพอ ส่วนตัวเองไม่ได้ทำอาชีพอื่นนอกจากทำนาเพียงอย่างเดียว แต่ละวันค่าใช้จ่ายในครอบครัวจิปาถะ เงินจากโครงการรับจำนำจึงเป็นความหวังเดียวที่ทำให้เรามีเงินก้อน”
วันนี้อัมพรเริ่มเตรียมไถที่นาเพื่อทำนาปรังที่เวียนมาอีกครั้ง ถึงแม้เงินลงทุนที่ควรจะได้จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยังมาไม่ถึง แต่เธอก็เลือกที่จะเสี่ยงโดยการหยิบยืมเงินนอกระบบมาลงทุนไปก่อน หวังว่านาปรังที่จะได้เก็บเกี่ยวอีก 4 เดือนข้างหน้าจะสามารถต่อชีวิตชาวนาไปได้ เพราะหากไม่เสี่ยงทำนาหนี้สินต้องเพิ่มขึ้น จนไม่รู้ว่าจะชดใช้คืนหมดได้เมื่อไร
“หากหยิบยืมเงินใครมาลงทุนทำนาปรังไม่ได้ ก็คงต้องเอาข้าวในเล้าที่เก็บไว้กินไปขายเอาเงินสดก่อน พอประทังรอจนครบฤดูเก็บเกี่ยวนาปรัง และหากข้าวที่เหลืออยู่ไม่พอ ทางสุดท้ายที่ตัดสินใจ คือการนำที่นาไปจำนอง ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย”
โครงการรับจำนำข้าวที่ยังมีปัญหาในการชำระเงินให้เกษตรกร ไม่เพียงส่งผลต่อชาวนาเท่านั้น ผลกระทบจากโครงการยังกระจายความเดือดร้อนเป็นลูกโซ่ไปยังคนรับจ้างไถนา รับจ้างเกี่ยวข้าว แรงงานในชุมชน รวมถึงร้านค้าที่ขายเกี่ยวกับสินค้าเกษตรอีกด้วย
เจ้าของร้านขายสินค้าทางการเกษตรในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีชาวไร่ ชาวนากว่า 80 ราย เป็นลูกค้าประจำ ซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง พันธุ์ข้าวและอื่นๆ กับทางร้านด้วยการเซ็นเฉลี่ยรายละ 2,000 บาทขึ้นไป ทำให้มีเงินหมุนเวียนกว่า 20-30 ล้านบาท เมื่อถึงฤดูกาลผลิต ลูกค้าจะเข้าออกร้านกันอย่างคึกคัก แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น
“ทุกปีเมื่อชาวนาขายข้าวแล้วก็จะมาใช้หนี้สินค้าที่เชื่อซื้อ ครบทุกบาททุกสตางค์ หมุนเวียนกันไป ไม่มีปัญหาค้างหนี้สินเพราะลูกค้าส่วนใหญ่คุ้นเคยกันมานาน การเชื่อซื้อส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจกัน”
กว่า 1 ปีที่ผ่านมาเจ้าของร้านแห่งนี้ จำใจต้องแจ้งลูกค้าประจำ ปฏิเสธการให้เชื่อซื้อสินค้าทางการเกษตรทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง สารบำรุงฉีดพ่น โดยจะรับเงินสดเท่านั้น หลังจากที่ทางร้านต้องประสบปัญหาเกษตรกรไม่มีเงินใช้หนี้ครบตามจำนวนที่ซื้อไป โดยเฉพาะปีนี้ลูกค้าประจำกว่า 80 คน สามารถใช้หนี้สินครบตามจำนวนได้เพียง 5 รายเท่านั้น จึงเกรงว่าหากยังปล่อยให้มีการเชื่อซื้อสินค้าจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของทางร้าน บางรายมีหนี้สินผูกพันมาตั้งแต่ปีที่แล้วเชื่อซื้อสินค้าประมาณ 3,000 บาท จ่ายหนี้ค้างชำระได้เพียง 1,000 บาท ที่เหลือก็ติดไว้รอฤดูทำนาใหม่ก็จะมาเชื่อซื้ออีก ทำให้หนี้สินเพิ่มมากขึ้น
ปัญหาการจ่ายหนี้สินไม่ครบเริ่มส่อเค้ามานานกว่า 2 ปีแล้ว เจ้าของร้านรายนี้บอกว่า สังเกตเห็นความผิดปกติ หลังจากที่โครงการประชานิยมเริ่มขึ้น โครงการรับจำนำข้าวเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจจากชาวนามาก เพราะรัฐบาลรับซื้อราคาสูงสร้างแรงจูงใจได้ แต่มีปัญหาเรื่องการขายข้าว เพราะตลาดต่างประเทศหันไปซื้อกับประเทศเพื่อนบ้านที่ขายถูกกว่า จึงทำให้มีข้าวค้างอยู่ในโรงสีเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้โครงการค่าแรง 300 บาท ถือว่าส่งผลกระทบต่อชาวนาโดยตรง เพราะทำให้สินค้าทยอยขึ้นราคา ที่สำคัญค่าแรงที่ต้องว่าจ้างในการทำนาก็เพิ่มขึ้นด้วย
“วิถีของชาวนาในอีสานปลูกข้าวขายครึ่งหนึ่ง เก็บไว้กินเองครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อมีโครงการรับจำนำข้าวเข้ามาทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป ขายข้าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 เพราะได้ราคาดี แต่เมื่อไม่ได้รับเงินจากโครงการ ทำให้เงินในระบบทั้งหมดสะดุด ชาวบ้านต้องไปเชื่อสินค้ามากินมาใช้ก่อน อนาคตสภาวะเศรษฐกิจระดับชุมชนจะนิ่งสนิทและค่อยล่มสลาย เพราะร้านค้าส่วนใหญ่อยู่ด้วยเงินหมุนเวียน”
เจ้าของร้านสินค้าเกษตร มองว่า เกษตรกรที่เป็นคนเลี้ยงประเทศต้องรับภาระหนัก ชาวนาอีสานที่ยากจนอยู่แล้วก็มีปัญหาเพิ่มขึ้น เป็นหนี้มากขึ้น อพยพย้ายถิ่นกันมากขึ้น ทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องเร่งหาเงินมาเข้าระบบโดยเร็ว จ่ายหนี้สินที่ค้างกับชาวนาให้หมด เพื่อให้เศรษฐกิจในระดับชุมชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้
--------------------------
(หมายเหตุ : ทุกข์ยากของชาวนา กับความหวังลมๆแล้งๆ : กวินทรา ใจซื่อรายงาน)



