ข่าว

'พท.'ออกแถลงการณ์ย้ำลต.ไม่โมฆะ

'พท.'ออกแถลงการณ์ย้ำลต.ไม่โมฆะ

06 ก.พ. 2557

'พท.' ออกแถลงการณ์ 8 ข้อ แจงยิบกม.ย้ำเลือกตั้งไม่ 'โมฆะ' ด้าน 'คณิน' จี้ 'กกต.' เร่งดำเนินการเพื่อให้เปิดสภาฯตามม.127 ประเทศจึงจะสามารถเดินหน้าได้

 

                      6 ก.พ.57 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่พรรคเพื่อไทย นายโภคิน พลกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย รวม 8 ข้อ ดังนี้ 1.การเลือกตั้งที่ผ่านมาเกิดจากพระราชกฤษฎียุบสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 108 บัญญัติให้วันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

                      2.การกำหนดให้วันเลือกตั้งต้องกำหนดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรนั้น มีการบัญญัติเป็นครั้งแรกโดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 มาตรา 97 และเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดบังคับว่าบุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 68 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 72

                      3. เมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และพ.ศ. 2550 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ที่บุคคลต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ก็ได้กำหนดให้มีกฎหมายลงโทษไว้ด้วย นั่นคือ การเสียสิทธิต่างๆ ในหลายกรณี เช่น การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกหรือฝ่ายบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเป็นส.ส.หรือ ส.ว. การเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ การเข้าชื่อถอดถอน และการเสนอร่างกฎหมาย

                      4.การใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นเพียงสิทธิ ไม่ใช่หน้าที่ จึงไม่มีกฎหมายลงโทษ และการเลือกตั้งทั่วไปก็กำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งในต่างประเทศและการเลือกตั้งล่วงหน้า หากในวันเลือกตั้งทั่วไปหน่วยเลือกตั้งใดมีปัญหา เช่น การจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็น ก็สามารถเลื่อนวันลงคะแนนได้ ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นและได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วก็ไม่เคยถือว่าไม่ใช่การเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

                      นายโภคิน กล่าวอีกว่า 5.เมื่อกำหนดให้การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นหน้าที่ กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งตั้งแต่พ.ศ. 2541 จึงกำหนดให้มีการเลือกตั้งในต่างประเทศและการเลือกตั้งล่วงหน้า ดังนั้น ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา การเลือกตั้งทั่วไปจะมี 3 ช่วงคือ การเลือกตั้งในต่างประเทศ ซึ่งมีช่วงวันเลือกตั้งประมาณ 7 - 8 วันแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละประเทศ วันเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งกำหนด 1 วันคือ 1 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้งที่พระราชกฤษฎีกากำหนด และวันเลือกตั้งที่พระราชกฤษฎีกากำหนด ที่เรียกว่าวันเลือกตั้งทั่วไป

                      6.การเลือกตั้งทั่วไปที่พระราชกฤษฎีกากำหนดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 จึงไม่เคยมีการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เพราะมีวันสำหรับการเลือกตั้งในต่างประเทศ และวันเลือกตั้งล่วงหน้ามาโดยตลอด

                      7.การที่กกต.ไม่อาจจัดให้มีการรับสมัครใน 28 เขตและการลงคะแนนในอีกหลายหน่วยเลือกตั้งนั้นมีสาเหตุหลัก 2 สาเหตุคือ กกต.ไม่พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลุล่วง ทั้งๆ ที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเต็มที่ และมีกลุ่มอนาธิปไตยและพรรคการเมืองบางพรรคไม่ร่วมมือและขัดขวางแม้ด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เองถึงกับประกาศไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นชอบ และพ.ศ.2550 กำหนดให้เป็นหน้าที่ ด้วยเหตุนี้ที่ทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 ไม่อาจดำเนินการไปได้ จึงเกิดจากความจงใจสร้างเหตุการณ์ทั้งหมดโดยกลุ่มบุคคลและพรรคการเมืองที่กล่าวมา เมื่อเป็นเช่นนี้ยังกล้าร้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอีกหรือ อีกทั้งยังอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เช่นเดิมอีก

                      8.ข้อที่น่าสังเกตคือ มีบุคคลหลายคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 อย่างต่อเนื่องว่า การกระทำของกลุ่มกปปส.และแนวร่วม เข้าข่ายความผิดฐานกบฏ ต้องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย พร้อมทั้งแสดงหลักฐานและข้อเท็จจริงมากมายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยกคำร้องโดยไม่ไต่สวนไปหลายคำร้อง ขณะที่บางคำร้องที่ยังคงอยู่ก็ไม่เคยนัดไต่สวนจนกระทั่งบัดนี้ จึงได้แต่หวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยึดหลักประชาธิปไตยและหลักรัฐธรรมนูญที่เป็นสากลโดยเคร่งครัด

 

'คณิน' จี้ 'กกต.' เร่งดำเนินการเพื่อให้เปิดสภาฯได้

 

                      นายคณิน บุญสุวรรณ ผู้สมัครส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีอดีตส.ส.ร.ออกมาระบุว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 127 ระบุว่า ถ้าหากไม่สามารถเปิดสภาฯ ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้งเนื่องจากมีส.ส.ไม่ครบ 95 % รัฐบาลจะหมดอายุรักษาการ ว่า เป็นการพูดโดยเอา 2 เรื่องมาไขว้กัน ทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งนี้ หลังมีการยุบสภาฯ กระบวนการตามรัฐธรรมนูญแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยในส่วนของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามมาตรา 181 คือ ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ และในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกยุบไปนั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะจัดการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 235 และมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะได้ส.ส.ครบ 500 คนตามมาตรา 93

                      ดังนั้น กรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 127 ว่า ภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกนั้น จึงเป็นเจตนารมณ์ที่จะให้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญและประเทศเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ชักช้า และไม่ต้องการให้รัฐบาลอยู่รักษาการนานเกินไป เพราะการเปิดสภาฯ ยิ่งช้าเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่เกิดผลดีต่อประเทศ มาตรา 127 จึงเท่ากับเป็นการบังคับกกต.ไม่ใช่บังคับรัฐบาล เพราะถ้าหากเปิดสภาฯ ไม่ได้ กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีและการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็ไม่สามารถทำได้ คณะรัฐมนตรีรักษาการก็ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

                      นายคณิน กล่าวอีกว่า การเปิดสภาฯช้า หรือแม้แต่การสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น ไม่ได้มีผลอะไรกับการรักษาการของรัฐบาล พูดง่ายๆ คือ ทำร้ายรัฐบาลไม่ได้ แต่กลับจะเป็นการทำร้ายประเทศชาติและประชาชน เพราะประเทศเดินหน้าไม่ได้ ประชาชนต้องทนลำบากอีกต่อไป ซึ่งเทียบได้กับคำพังเพยโบราณที่ว่า ตีวัวกระทบคราด ซึ่งกว่าคราดจะพัง วัวก็ตายพอดี

                      ทั้งนี้ ประชาชนคาดหวังให้กกต.ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้เปิดสภาฯ ได้ตามมาตรา 127 และได้ส.ส.ครบ 500 คนตามมาตรา 93 ประเทศจึงจะสามารถเดินหน้าได้ และการปฏิรูปประเทศก็จะเริ่มต้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

'จารุพงศ์' ซัด 'มาร์ค-เทือก' ขวางเลือกตั้ง

 

                     นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 76 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง หรือเข้าไป ณ ที่ลงคะแนนเลือกตั้ง หรือมิให้ไปถึง ณ ที่ดังกล่าวภายในกำหนดเวลาที่จะลงคะแนนเลือกตั้งได้ ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี แต่วันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ที่ละเมิดข้อห้าม ได้วางตัวเป็นโจทก์มาร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเสียเอง ถือเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจที่สุด ขณะเดียวกันอยากถามสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่า ทำไมนิ่งเฉย เหตุใดจึงปล่อยให้คน 48 ล้านคนต้องเสียสิทธิ์