
'มาร์ค'จี้เปิดสต็อกขายข้าวจ่ายเงินชาวนา
'มาร์ค' ชี้ช่อง 2 ขั้นตอน สู่ทางออกปท. มั่นใจเลือกตั้ง 2 ก.พ. 'โมฆะ' ขัดรธน. เมิน 'บันคีมูน' วิจารณ์ขวางลต. จี้ 'รบ.' เปิดสต็อกขายข้าว จ่ายเงินให้ชาวนา
6 ก.พ. 57 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงทางออกประเทศหลังการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 57 ที่ยังมีปัญหาไม่ชอบด้วยกฎหมายเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญในหลายประเด็นว่า ต้องรอการหารือของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันนี้ว่าจะมีแนวทางอย่างไร ซึ่งตนยืนยันว่าการเลือกตั้งดังกล่าว ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ต้องทบทวนเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ โดยมีสองขั้นตอนที่ควรจะทำ คือ 1. กระบวนการเลือกตั้งจะผูกพันอยู่กับการปฏิรูปประเทศ จึงต้องทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นชัดเจนว่า การปฏิรูปประเทศจะเกิดขึ้นและเรื่องไหนสามารถทำสำเร็จได้ก่อนการเลือกตั้ง จะดำเนินการอย่างไร
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า 2. ให้ทุกคนมีความมั่นใจในกระบวนการเลือกตั้งว่าสุจริต เที่ยงธรรม เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม วันนี้ กกต.ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร กับประชาชนที่ไปลงคะแนนไม่ได้ประมาณหมื่นหน่วยเลือกตั้ง และกรณีคนที่ไม่สามารถใช้สิทธินอกเขต กรณี 28 เขตไม่มีผู้สมัคร หากเดินต่อไม่ได้ก็ต้องรายงานรัฐบาล ขึ้นอยู่กับว่าความเห็นของ กกต.จะขัดแย้งกับรัฐบาลหรือไม่ ถ้าไม่กระบวนการก็จะเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าขัดแย้งกันก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในข้อกฎหมาย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว รัฐบาลต้องยอมรับเพราะมีผลผูกพันทุกองค์กร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความพยายามที่จะดึงดันให้ กกต.จัดการเลือกตั้งต่อไปของรัฐบาล ทั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่ารัฐบาลกระทำการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เพราะรู้อยู่แล้วว่าการเลือกตั้งไม่ชอบแต่พยายามบังคับ กกต. เพื่อแสวงหาอำนาจ เข้าข่ายตรงตามมาตรา 68 เลย นอกจากนี้ยังมีการข่มขู่กกต.ด้วย
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่า พยายามให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้การที่รัฐบาลยังดึงดันที่จะรักษาการต่อไป ก็จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เลย ทั้งปัญหาในข้อกฎหมายและสภาพของรัฐบาลที่เป็นปัญหา ขณะเดียวกันความขัดแย้งจะยืดเยื้อและอาจมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งตนเสนอมาโดยตลอดว่าให้ยอมรับความจริงกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ให้ทุกฝ่ายพูดคุยกันในเงื่อนไขการเลือกตั้งและการปฏิรูป หาทางออกร่วมกันจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลอ้างจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ 20 ล้านเสียง มาสร้างความชอบธรรมให้กับการเลือกตั้งครั้งว่า รู้สึกแปลกใจเพราะการแสดงออกทางการเมือง ของประชาชนทำได้หลายวิธี จากสภาพบ้านเมืองที่เป็นอยู่ถ้าบอกว่า 20 ล้านคนไปเลือกตั้ง ความจริงมีคนจำนวนมากกว่าที่ตัดสินใจไม่ไป และใน 20 ล้านคนมีอีก 6 ล้านคน ที่ไม่แสดงเจตนาเลือกพรรคการเมืองไหนเลยที่ลงสมัครเลือกตั้ง ดังนั้นวันนี้จึงมีเพียงแค่ 14 ล้านคนที่ไปเลือกพรรคการเมืองผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่มีคนมากกว่าเท่าตัวที่ไม่ไปเลือกคนเหล่านี้ และถ้าจะบอกว่ามีคน 25% โดยปกติที่จะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็ต้องมองด้วยว่า มีคนที่ปกติไปเลือกตั้งแต่คราวนี้ไม่ไปก็มีจำนวนไม่น้อยซึ่งหากนำไปรวมกับบัตรเสีย โหวตโน ก็ยังมากกว่าคนที่ไปเลือกพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งในครั้งนี้อยู่ดี
"ผมถามว่าถ้าอ้างสิทธิของคน 14 ล้านคน แล้วสิทธิของคนที่เหลือที่เยอะกว่าไม่ฟังเลยหรือว่าเขาได้แสดงออกแล้วในทางการเมืองว่า ไม่เห็นพ้องด้วยกับพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าคิดว่าคนเท่ากันก็แปลว่าคนที่ไม่เอาพรรคการเมืองเหล่านี้มากกว่าทำไมไม่ฟัง ผมคิดว่าปัญหาทั้งในทางข้อกฎหมายและความเป็นจริงวันนี้รัฐบาลต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งไปไม่ได้ ก็ต้องหาแนวทางที่จะให้สังคมทำข้อตกลงกันให้การเลือกตั้งไปได้จะต้องทำอย่างไร และเลือกตั้งเมื่อไหร่ ซึ่งผมคิดว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เปรียบเสมือนกับการทำประชามติกลายๆ ว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ และผมก็เป็นคนหนึ่งที่แสดงออกว่าไม่ไปเลือกตั้งครั้งนี้เพราะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"
เมิน 'บันคีมูน' วิจารณ์ขวาง 'ลต.'
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลพยายามจะเอาการเลือกตั้ง มาสร้างความชอบธรรมจบลงแล้ว ตรงกันข้ามกลับเป็นการประจานตัวเองมากกว่า เพราะวันที่ 2 ก.พ. ได้บ่งบอกแล้วว่าข้ออ้างของรัฐบาลใช้ไม่ได้ จึงต้องหันมาฟังเสียงทุกฝ่ายที่ปฏิเสธสิ่งที่รัฐบาลทำ รัฐบาลต้องแสวงหาคำตอบให้ประเทศเดินหน้าได้ แต่ถ้ารัฐบาลยังยืนยันท่าทีเดิมก็อยู่ที่ กกต.ว่าจะมีข้อสรุปอย่างไร ถ้าเห็นว่าไปไม่ได้จะเกิดข้อขัดแย้งเกิดขึ้นก็ต้องกลับไปที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพราะอำนาจเลื่อนเลือกตั้งเป็นของนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ไม่มีทางอื่น
ส่วนความเห็นของนายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ที่ระบุว่า การขัดขวางการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นการพูดในหลักการ และตนเข้าใจว่าการขัดขวางการเลือกตั้งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ใครทำก็ต้องยอมรับผลทางกฎหมาย แต่ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น แต่อยู่ที่ปัญหาความไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในกระบวนการทั้งหลายได้ คำตอบที่ทุกคนมองตรงกันคือการปฏิรูป ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนการเลือกตั้งก็ต้องมาถกกัน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามความพยายาม ที่จะใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ ด้วยการบิดเบือนข้อมูลต่อนานาชาตินั้นคิดว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเท่าที่สัมผัสกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศและผู้แทนจากต่างประเทศ แม้กระทั่งนักวิชาการในต่างประเทศ ก็เริ่มเข้าใจปัญหาประเทศไทยอย่างรอบด้านมากขึ้น ไม่ได้เป็นไปในแนวทางที่รัฐบาลต้องการ จึงเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่ถูกบีบโดยนานาชาติ
ส่วนกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ไปยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาว่าพรรคทำผิดตามมาตรา 68 และทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกังวลใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะนายพร้อมพงศ์ ร้องทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่การร้องกันไปร้องกันมาจะทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย ตนจึงกำชับทีมกฎหมายของพรรคว่าจะร้องเฉพาะประเด็นที่มีความชัดเจนเท่านั้น
จี้ 'รบ.' เปิดสต็อกขายข้าว จ่ายเงินให้ชาวนา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงปัญหารัฐบาลไม่มีเงินชำระค่าจำนำข้าวให้กับชาวนาว่า วิธีการแก้ไขง่ายๆ คือ หยุดโทษคนอื่น และไม่ต้องเรียกร้องความเห็นใจจากใคร นายกฯในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) รีบขายข้าวเอาเงินไปให้ชาวนา อย่านั่งทับ อย่ากลบเกลื่อนความทุจริตด้วยการไม่ยอมขายข้าว เพราะการขายข้าวเพื่อนำเงินมาให้ชาวนาไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ แต่จะเปิดโปงให้เห็นว่ารัฐบาลมีข้าวในสต็อกเท่าไหร่ คุณภาพเป็นอย่างไร ขาดทุนเท่าไหร่เท่านั้นเอง
"รัฐบาลยอมรับความจริงได้แล้ว ขายข้าวแล้วนำเงินไปให้ชาวนา ส่วนกรณีที่ทางการจีนตั้งกรรมการสอบการซื้อข้าวจีทูจีกับรัฐบาลไทยจนมีการยกเลิกสัญญาซื้อข้าว 1.3 ล้านตันไปแล้วนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.ต้องแสวงหาข้อมูลทุกอย่างที่เป็นประโยชน์แต่คิดว่าเท่าที่มีอยู่ก็เพียงพออยู่แล้ว และไม่ควรตัดสินช้าด้วย"
ตำหนิ 'ศรส.' เลือกปฏิบัติ ออกหมายจับเฉพาะ '19 แกนนำ กปปส.'
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการออกหมายจับ 19 แกนนำ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ฐานละเมิด พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินว่า เป็นไปตามกระบวนการแต่อยู่ที่ท่าทีของ ศูนย์อำนายการรักษาความสงบ (ศรส.) ว่าจะปฏิบัติอย่างไร เพราะมีการขู่ว่าจะจับจึงไม่ทราบแนวทางว่าจะทำอย่างไร เพราะเป็นการกระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ว่าใครที่ทำผิดก็ต้องปฏิบัติโดยเสมอภาคกัน เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หลักสี่นั้นตนคิดว่า ถ้าบอกว่าผิดก็ต้องผิดทุกฝ่าย
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี นำเครื่องบินส่วนตัวไปรับ นายขวัญชัย ไพรพนา มารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระรามเก้า และ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ แกนนำเสื้อแดงปทุมธานี หลบหนีไปฮ่องกงอย่างลอยนวลว่า หากมีหลักฐานชัดเจนว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเอื้อประโยชน์ต่อผู้กระทำความผิดก็ต้องดำเนินการ เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย อีกทั้งใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ให้ความคุ้มครองการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่มีการเลือกปฏิบัติ



