
'หม่อมอุ๋ย'จัดหนัก!บี้'ปู'ลาออก
06 ก.พ. 2557
'หม่อมอุ๋ย'จัดหนัก!บี้'ปู'ลาออก'รักษาการ' จวก'จำนำข้าว'ล้มเหลว ทำประเทศแย่
6 ก.พ.57 เมื่อเวลา 10.00 น. ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้จัดแถลง "ฉากสุดท้ายนโยบายประชานิยม (สุดโต่ง?)" โดยได้จดหมายเปิดผนึกถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557
โดยระบุว่า ตามที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ทำหน้าที่รักษาการบริหารประเทศมาตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2556 ปรากฏว่า ในช่วงของการเป็นรัฐบาลรักษาการ รัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจที่สำคัญๆ ให้ลุล่วงไปได้มาโดยตลอด
ประการแรก รัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่สามารถจ่ายเงินในการรับจำนำข้าวให้แก่ชาวนาได้ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ประกาศเป็นนโยบายไว้ ปล่อยให้ชาวนาจำนวนมากที่นำข้าวมาจำนำต้องรอรับเงินเป็นเวลานานจนเกิดความทุกข์ร้อนกันทั่วไป ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่สามารถจัดหาเงินมาให้ธนาคารเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ใช้ในการรับจำนำข้าวตามที่ได้วางแผนไว้ กล่าวคือ รัฐบาลของ ฯพณฯ ได้กำหนดวงเงินที่จะใช้ในการรับจำนำข้าวในปีการผลิต 2556/57 ไว้จำนวน 270,000 ล้านบาท โดยมีแผนที่จะให้ ธกส.ออกพันธบัตรกู้เงิน โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกันในวงเงิน 140,000 ล้านบาท และกำหนดที่จะขายข้าวที่ได้จากการรับจำนำข้าวในปีก่อน เพื่อนำเงินมาคืนให้ ธกส. อีก 130,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการนี้ แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ที่ประกาศแผนออกมาจนถึงวันที่ยุบสภา กระทรวงการคลังไม่ได้ดำเนินการให้ ธกส.ออกพันธบัตรกู้เงิน จำนวน 140,000 ล้านบาทตามที่กำหนดไว้เลย ส่วนการขายข้าวเพื่อส่งเงินคืนให้ ธกส.นั้น ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวได้เงินส่ง ธกส.เพียง 40,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่า 130,000 ล้านบาทที่ตั้งใจไว้มาก ความล่าช้าของกระทรวงการคลังในการจัดการให้ ธกส.ออกพันธบัตร และการที่กระทรวงพาณิชย์ไม่มีความสามารถเพียงพอในการขายข้าวนี้เอง มีผลให้ ธกส.ขาดเงินสำหรับใช้รับจำนำข้าว เป็นความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่เกิดจากความบกพร่องของรัฐบาลของ ฯพณฯ เองโดยแท้
ประการที่สอง เมื่อกลางเดือนตุลาคมรัฐบาลของ ฯพณฯ โดยกระทรวงพลังงานประกาศให้มีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อขายให้แก่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาค โดยเชิญชวนให้เอกชนลงทุนติดตั้ง Solar Cell บนหลังคาบ้าน หรือหลังคาอาคารธุรกิจ ซึ่งปรากฏว่า มีเอกชนจำนวนมากกว่า 1,000 หลังคาเรือน และบริษัทธุรกิจมากกว่า 200 แห่ง ตกลงเข้าร่วมโครงการ จนได้ทำสัญญาขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฯ เรียบร้อยแล้ว บัดนี้เอกชนได้ลงทุนติดตั้ง Solar Cell บนหลังคาเสร็จแล้วเป็นส่วนใหญ่และพร้อมที่จะเชื่อมต่อเพื่อขายไฟฟ้าเข้าเครือข่ายของการไฟฟ้าฯ แต่ปรากฏว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของอาคารบ้านเรือนต่างๆ เข้าข่ายว่าเป็นการประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมประเภทหนึ่ง ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตโรงงานที่เรียกว่า รง.4 เสียก่อนจึงจะผลิตไฟฟ้าเพื่อขายได้ เห็นได้ชัดว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมิได้สนใจที่จะให้ความร่วมมือแก่กระทรวงพลังงานเลยทั้งๆ ที่อยู่ในรัฐบาลของ ฯพณฯ ด้วยกัน ความขัดแย้งดังกล่าวนี้น่าจะแก้ไขให้หมดไปได้โดยไม่ยาก แต่รัฐบาลของ ฯพณฯ ก็ไม่สามารถขจัดปัญหาให้หมดไปได้ เป็นความล้มเหลวอีกเรื่องหนึ่งของรัฐบาลของ ฯพณฯ แม้จะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลย
ประการที่สาม เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2556 ฯพณฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า พร้อมที่จะออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประชาชนเลือกตัวแทนของสาขาอาชีพต่างๆ เข้าร่วมกันเป็นสภาปฏิรูปประเทศไทย ด้วยความตั้งใจที่จะสนองตอบความต้องการของกลุ่มผู้ประท้วงที่เรียกร้องให้มีสภาประชาชนเพื่อทำการปฏิรูปประเทศ แต่ปรากฏว่า องค์กรเอกชนต่างๆ ทุกองค์กรไม่ให้ความร่วมมือ เนื่องจาก ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง ต่างก็กลัวว่ารัฐบาลจะมีวาระซ่อนเร้น กลุ่มผู้ประท้วงก็ปฏิเสธความหวังดีของรัฐบาลทันที ด้วยไม่ไว้ใจว่า รัฐบาลจะทำอย่างจริงใจ เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาชนหมู่มากและองค์กรเอกชนต่างๆ ไม่มีความเชื่อถือและศรัทธาในตัว ฯพณฯ และในรัฐบาลของ ฯพณฯ เลย ทุกคนยังต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศ แต่มีข้อแม้ว่ากระบวนการจัดตั้งสภาปฏิรูปและการเลือกสรรตัวแทนจะต้องเริ่มจากคนกลางที่ประชาชนเชื่อถือ ซึ่งจะต้องไม่ใช่รัฐบาลของ ฯพณฯ
การที่ ฯพณฯ และรัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่ได้รบความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชนหมู่มากเช่นนี้ เป็นผลจากการกระทำของ ฯพณฯ และรัฐบาลของ ฯพณฯ เองที่ไม่ได้บริหารประเทศชาติอย่างดีพอ ละเลยที่จะแก้ปัญหาของประเทศชาติ รวมทั้งละเลยที่จะกำจัดและป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่เกิดขึ้นแล้ว และมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ โครงการจำนำข้าว ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณของชาติเป็นจำนวนสูงมาก เมื่อคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้น สรุปผลการปิดบัญชีเสนอต่อ ฯพณฯ ว่า โครงการดังกล่าวมีผลขาดทุนมากกว่าแสนล้านบาท และเมื่อผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชนอีกหลายคนได้ช่วยให้ข้อมูลและประมาณการเพิ่มเติมจนครบถ้วนว่า ยอดขาดทุนในที่สุดเมื่อขายข้าวหมดจะเพิ่มเป็นหลายแสนล้าน พร้อมกับชี้ให้เห็นช่องโหว่ของโครงการที่เปิดโอกาสให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในจำนวนสูงมากเช่นกัน ปรากฏว่า แทนที่ ฯพณฯ และรัฐบาลของ ฯพณฯ จะนำข้อมูลที่ได้รับไปพินิจพิจารณา และหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อให้รู้แน่ชัดในเรื่องขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้นและในเรื่องการฉ้อราษฏร์บังหลวงที่โจษขานกันทั่วไป รัฐบาลของ ฯพณฯกลับปลดบุคคลที่ทำหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ซึ่งเป็นผู้เปิดเผยความเสียหายจำนวนสูงดังกล่าว ออกจากภาระหน้าที่เพื่อให้เรื่องเงียบไป
นอกจากนี้ รัฐบาลของ ฯพณฯ ท่านยังออกมาโต้แย้งด้วยการให้ข้อมูลที่บิดเบือนแก่ประชาชน ไม่ยอมทบทวนโครงการ เพื่อหาวิธีใหม่ที่จะช่วยเหลือชาวนาโดยไม่เกิดความเสียหายมากเกินไปดังที่เกิดขึ้นแล้ว แต่กลับดึงดันใช้วิธีการรับจำนำแบบเดิมในฤดูกาลถัดไป โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายทางการเงินอันใหญ่หลวงที่จะตามมา และไม่สนใจว่า โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงมากเพียงใด เป็นการบริหารประเทศในลักษณะที่ลุแก่อำนาจอย่างยิ่ง ไม่สนใจฟังเสียงทักท้วงของผู้ใดเลย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนหมู่มาก และองค์กรเอกชนที่สำคัญหมดความเชื่อถือและศรัทธาในตัว ฯพณฯ และในรัฐบาลของ ฯพณฯ
การขาดความเชื่อถือและศรัทธาในรัฐบาลของ ฯพณฯ มีผลให้รัฐบาลของ ฯพณฯ ไม่สามารถบริหารประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ดังเป็นที่ปรากฏแล้วว่า ประชาชนจำนวนมากสงสัยว่าจะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในทุกๆ โครงการที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ริเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำหรือโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทั้งประเทศมูลค่า 2,000,000 ล้านบาท การขาดความเชื่อถือและศรัทธาในรัฐบาลของ ฯพณฯ นี้เอง เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โครงการต่างๆ ที่รองรับความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ยาก ไม่ว่ารัฐบาลของ ฯพณฯ จะชี้แจงอย่างไรประชาชนหมู่มากก็ยังเชื่อว่า จะมีการฉ้อราษฏร์บังหลวงในโครงการเหล่านี้
รัฐบาลที่ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายของตนเองให้ลุล่วงไปได้เช่นในกรณีนโยบายรับจำนำข้าวและนโยบายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รัฐบาลที่ประชาชนหมู่มากและองค์กรเอกชนขาดความศรัทธาไม่เชื่อถือว่ามีความจริงใจและไม่ยอมร่วมมือในการริเริ่มของรัฐบาล แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่สนองตอบการเรียกร้องของประชาชนหมู่มากก็ตาม รัฐบาลที่ไม่สนใจในเรื่องที่กำลังเกิดความเสียหายทางการเงินของประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ปฏิเสธที่จะค้นหาความจริงในเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง และดำเนินนโยบายที่เสียหายนั้นต่อไป โดยไม่นำพาต่อความรู้สึกของประชาชน ทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ตั้งข้อสงสัยว่าจะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในทุกๆ โครงการที่รัฐบาลริเริ่ม และแสดงให้เห็นชัดด้วยการประท้วงอย่างโจ่งแจ้งว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลนั้นบริหารประเทศอีกต่อไป ถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลว ไม่อยู่ในสถานะที่จะบริหารประเทศชาติให้ก้าวหน้าไปได้อีกแล้ว ถ้าจำเป็นต้องรักษาการ เพื่อรอให้เลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์จนสามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ ก็คงจะไม่มีผลเสียต่อประเทศชาติมากนัก
แต่ผลการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่า เป็นการเลือกตั้งที่ไม่เรียบร้อยเป็นอย่างมาก กลุ่มผู้ประท้วงขัดขวางได้สำเร็จหลายช่องทางเริ่มตั้งแต่ขัดขวางหลายช่องทางเริ่มตั้งแต่ขัดขวางการรับสมัครรับเลือกตั้ง การเก็บกักบัตรเลือกตั้งจนถึงการปิดล้อมหน่วยเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งจึงได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มากพอที่จะเปิดประชุม และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศได้จำเป็นต้องมีการเลือกตั้งเพิ่มเติมสำหรับส่วนที่ขาดอยู่
จากลักษณะของการประท้วงที่ผ่านมา เชื่อได้ว่า การเลือกตั้งเพิ่มเติมคงจะยืดเยื้อไปอีกนานด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก ประชาชนที่ออกมาประท้วงจำนวนมากได้แสดงเจตนารมณ์แล้วว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลจากพรรคการเมืองที่ ฯพณฯ สังกัดอยู่กลับเข้ามาบริหารประเทศอีก ย่อมจะตามขัดขวางการเลือกตั้งในลักษณะเดิมหรือในรูปแบบใหม่ไปเรื่อยๆ ประการที่สอง การเลือกตั้งเพิ่มเติมที่จะมีขึ้นสำหรับเขตและหน่วยเลือกตั้งที่ยังขาดอยู่ ซึ่งรวมถึง 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถรับสมัครได้ตั้งแต่แรกนั้น ก็ยังมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง สั่งให้การเลือกตั้งทั้งหมดเป็นโมฆะ เนื่องจากกฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้การเลือกตั้งทุกเขตต้องกระทำพร้อมกัน เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ยกเว้นในกรณีสุดวิสัย เช่น ในกรณีที่หน่วยเลือกตั้งถูกปิดล้อมเป็นต้น หากการเลือกตั้งถูกศาลสั่งให้เป็นโมฆะทั้งหมด ก็ต้องเริ่มกันใหม่ซึ่งจะใช้เวลานานอีกเพียงใดไม่มีผู้ใดคาดเดาได้
ในสถานการณ์ที่เหตุการณ์จะยืดเยื้อจนไม่มีกำหนดแน่ชัดเช่นนี้ หากรัฐบาลของ ฯพณฯ ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวแล้ว เลือกที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไป การประท้วงก็น่าจะรุนแรงขึ้น เนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจที่จะให้ ฯพณฯ และรัฐบาลของ ฯพณฯ บริหารประเทศต่อไปอีก สถานการณ์เช่นนี้หากปล่อยไว้นานไป รังแต่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศรุนแรงขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวจะซบเซาลงไปอีก การลงทุนในโครงการต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะประชาชนไม่ไว้ใจว่าจะไม่มีการโกงกิน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเอกชนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศจะตกต่ำลงจนถึงขั้นที่หยุดลงทุนเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเป็นอย่างมากจนอาจไม่ขยายตัวเลย อัตราการว่างงานที่เริ่มสูงขึ้นจะเพิ่มมากขึ้นไปอีก และที่สำคัญประชาชนจะรู้สึกสิ้นหวัง จนอาจเกิดความรุนแรงขึ้นมากกว่าที่ผ่านมาแล้วได้
แต่ถ้า ฯพณฯ และรัฐบาลของฯพณฯ เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ตัดสินใจลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งสามารถทำได้ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยเมื่อไม่สามารถบริหารประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปได้ โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีช่องทางที่จะให้มีการแต่งตั้งคนกลางเข้ามาบริหารบ้านเมืองต่อไปได้ ผู้ประท้วงก็จะหยุดประท้วงทันที กิจการต่างๆ ในบ้านเมืองจะดำเนินได้ตามปกติทั้งงานของราชการ และธุรกิจเอกชน รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มจะสามารถเดินหน้าโครงการที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนได้ทันที รัฐบาลใหม่ที่มีคนกลาง ซึ่งประชาชนยอมรับย่อมสามารถดึงดูดตัวแทนประชาชนจากทุกภาคส่วนให้เข้ามาร่วมกันหาทางปฏิรูปประเทศอย่างได้ผล เมื่อเหตุการณ์คืนสู่ความสงบแล้วกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกประเภทก็จะดำเนินได้ตามปกติ การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจะกลับคืนมาและก้าวหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น
ผู้บริหารประเทศที่ดีเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะต้องตัดสินใจเพื่อประเทศชาติ ผมหวังว่า จดหมายเปิดผนึกของผมฉบับนี้จะช่วยให้ ฯพณฯ ตัดสินใจเพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่เกิดแก่ประเทศชาติได้เสียที
ระบุรู้ว่าถูกด่าเละแต่ออกมาแล้วคุ้ม
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวถึงการยื่นจดหมายเปิดผนึกไปยังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า เป็นสิ่งที่คนไทยคนหนึ่งคิดแบบนี้ และไม่ได้คิดคนเดียว เป็นความคิดที่รวบรวมจากคนหลายคน และมาจากข้อมูลที่เป็นจริงและหวังว่าถ้าคนที่เป็นระดับผู้นำประเทศ ผู้บริหารประเทศถึงจุดหนึ่งต้องนึกถึงประเทศชาติก่อน ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนว่า การค้าขายทั่วไปตก แต่ที่น่าห่วง คือ โครงการที่เตรียมไว้ในโครงการ 2 ล้านล้าน คนก็กลัวว่าจะโกงกัน ซึ่งเป็นความกลัวที่น่ากลัว เพราะพฤติกรรมที่แสดงในอดีตก็ชี้ไปทางนั้น พอคนกลัวว่า โกงกิน โครงการก็เดินไม่ได้ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นขยับไม่ได้เศรษฐกิจก็ขยับไม่ได้ จะรับอาเซียนก็รับไม่เต็มที่ ขณะนี้ ความเชื่อมั่นนักลงทุนตกต่ำมาก ยิ่งบอกว่า จะเลือกตั้งอีกกี่เดือนไม่รู้ว่าจะเสร็จหรือไม่ นักลงทุนก็หยุดดูก่อน นักท่องเที่ยวไม่ต้องพูดถึงชะลอตัวลง รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฯ และก็มาจบที่ตัวเดียว คือ สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่จบ เวลาผู้นำประเทศคิดถึงจุดหนึ่งจะไปคิดว่า ใครผิดใครถูก คิดไม่ได้แล้ว ถ้าคิดว่าใครผิดใครถูกประเทศจะนิ่งอยู่อย่างนี้ เพราะต่างคนถือว่า ตัวเองถูก ผู้บริหารประเทศจะต้องหาทางที่ดีที่สุดให้ประเทศเดินหน้าไปได้
"ผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลตัดสินใจลาออกเพื่อประเทศชาติจริงๆ คนที่ประท้วงหรือคนทั่วไปก็ช่วยกันบอกว่า อยากได้คนกลางคนไหน จะเป็นคนกลางที่มาจากการเลือกตั้งโดยมวลชนจริงๆ ก็ได้ ที่ผมออกมา อย่างที่ผมออกมาพูดก็เชื่อว่า รัฐบาลก็ด่าผมเละแน่นอน ผมคิดว่า คุ้มที่จะออก ไม่มีใครเห็นหรอกว่ารัฐบาลนี้ล้มเหลวแล้ว ที่ผมย้อนให้ดูแค่ 2 เดือน ไม่ได้พูดถึงแท็บเล็บเลย แค่ 2 เดือนยังล้มเหลวอย่างนี้จะเดินอย่างไรไหว" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ส่วนกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า กลุ่มมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลเป็นกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนการเลือกตั้ง แต่ถ้าออกมาสนับสนุนให้รัฐบาลอยู่ไป แล้วประเทศเดินต่อไปไม่ได้ มวลชนนั้นก็จะตกงานเพิ่มขึ้น ตนไม่ได้ทำเพื่อมวลชนไหน ผมทำเพื่อประเทศชาติ เพียงแต่ว่า ตนไม่สามารถพูดให้คนที่ออกมา 3 ล้านคนกลับบ้านได้
เมื่อถามว่า คนกลางจะมาจากไหน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า ไม่รู้ และกระบวนการเลือกผมยังไม่รู้ว่า เพียงแต่ผมรู้ว่ามีช่องทาง ให้ไปถามนักกฎหมายดูว่า ช่องทางเป็นอย่างไร ตอนนี้มีให้เลือกเยอะ จะใครก็ได้ อย่างนายประเวศ วะสี ก็ได้ เดี๋ยวก็ออกมาทำงาน ส่วนใครจะเป็น ตนก็ออกมาช่วย ส่วนวิธีช่วยชาวนา ตนก็ช่วยได้ แต่ต้องเป็นคนกลางที่ประชาชนเชื่อถือและศรัทธา งานถึงจะเดินต่อไปได้ ว่าทำแล้วไม่มีคอร์รัปชั่น
เชื่อ"แบงค์ต่างชาติไไม่ปล่อยกู้โครงการ"จำนำข้าว"
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวถึงโครงการรับจำนำข้าวว่า บางคนในรัฐบาลไม่ยอมรับว่า ล้มเหลว แต่ตนท้าเลยว่า หลายคนในรัฐบาลยอมรับว่าโครงการล้มเหลว เพราะตัวเลขที่ออกมาปฏิเสธไม่ได้ และยิ่งที่ก็ยิ่งลึก ล่าสุด คอปโก้ก็แถลงมาแล้วว่า คนที่เซ็นไม่ใช่ตัวแทนที่แท้จริงของรัฐบาลจีน ตัวแทนที่แท้จริงของรัฐบาลจีนในการซื้อสินค้าเกษตรของรัฐบาลจีน มีหน่วยงานเดียว คือ คอปโก้ เขาเขียนมาแล้วถึงเมืองไทย แผลมันลึกลงไปเรื่อยๆ เมื่อรัฐบาลไม่ยอมรับ สื่อมวลชนว่าอย่างไรว่ามันล้มเหลวไหม คนทั้งชาติเขาเห็นว่าทำโครงการรับนำจำนำข้าวแล้วประเทศชาติเสียหายมาก และล้มเหลวถึงขั้นที่ว่าหาเงินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ สะดุดตัวเองแท้ๆ อย่างนี้ไม่ล้มเหลวจะเรียกว่าอะไร ต้องเชื่อสิ่งที่คุณคิดเองก็ได้
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะหาเงินได้หรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า ถ้าเขากล้าผิดกฎหมายก็ได้ ทำผิดกฎหมายไปก่อนและถูกฟ้องภายหลังก็ได้ เอาเงินยัดไปเลย งบลับ งบกลางไปเลย หรือทำอย่างที่ผมเสนอก็ไม่กล้า เพราะเดี๋ยวกลัวถูกฟ้องติดคุก
ต่อการที่รัฐบาลพร้อมให้ข้าวคืน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ยิ่งพูดยิ่งเลอะ ถ้าเจรจาว่า ให้ข้าวกับชาวนาไปขายในตลาดและให้เงินช่วยค่าชดเชยปัจจัยการผลิตในจำนวนที่พอควรอย่างนี้ชาวก็รับ แต่ไม่ใช้ว่า ประกาศจะรับจำนำเท่านี้ แต่บาทหนึ่งก็ไม่ให้อย่างนี้เท่ากับโกหกชาวนา ต้องทำอย่างมีเหตุผล รักษาคำพูดพอสมควร
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังกล่าวถึงธนาคารที่จะปล่อยกู้ว่า แบงค์ไทยด้วยกันยังทำไม่สำเร็จ แล้วแบงค์ต่างชาติจะมาทำได้อย่างไร ซึ่งการบีบแบงค์ให้กู้ทำได้ แต่จะทำสำเร็จหรือไม่ ต้องว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง และถ้าจะไปบีบแบงก์พาณิชย์ก็บีบไป แบงก์พาณิชย์เขาไม่กลัว เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่กระทรวงการคลังจะกู้เงิน 2 หมื่นล้านบาท หรือจะกู้อะไรที่กระทรวงการคลังค้ำ แบงค์เขาแย่งกัน แต่คราวนี้เป็นคราวแรกมีคนยื่นรายเดียว หน้าแตกเลย



