
'สุเทพ'สวนศรส.ไม่ขอหมายจับ'โกตี๋'
กปปส.เมินหมายจับ 19 แกนนำ เตรียมส่งทนายอุทธรณ์-ยันไม่หนี พร้อมมอบตัวสู้คดีแน่ 'สุเทพ'สวนศรส.ไม่ขอหมายจับ'โกตี๋' 'มาร์ค'งงศรส.สั่งเนรเทศ'สาธิต เซกัล'
เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2557 นายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส.สีลม กล่าวถึงกรณีที่ศาลอนุมัติออกหมายจับแกนนำทั้ง 19 คน ว่า แกนนำกปปส.มีมติที่จะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจตามแนวทางของ กปปส.ต่อไป แม้ศาลจะอนุมัติออกหมายจับก็ตาม โดยวันพรุ่งนี้ (6 ก.พ.) จะส่งทนายไปยื่นคำร้องต่อศาลถึงกรณีที่ยังไม่สามารถไปมอบตัวได้ ซึ่งยืนยันว่า หากภารกิจเสร็จสิ้นทางแกนนำทุกคนจะเข้ามอบตัวทันที แต่อย่างไรก็ตามได้ฝากไปยังรัฐบาลว่า หากมีการจับกุมแกนนำก่อนที่จะมีการมอบตัว ก็จะมีตัวแทนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ของ กปปส. จนกว่าจะได้รับชัยชนะ
นายถาวร กล่าวด้วยว่า ส่วนของนายสาธิต เซกัล นายกสมาคมธุรกิจอินเดีย-ไทย ย่านสีลม ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำ กปปส.สีลม ภายหลังศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.) กำลังดำเนินการประชุมเพื่อออกคำสั่งให้เนรเทศนายสาธิตตามกฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น หากผลประชุมมีมติออกมาว่าจะมีการเนรเทศนายสาธิตเมื่อไหร่ นายสาธิตนั้นจะยื่นอุทรณ์ต่อศาลถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ที่ลงนาม และเชื่อว่ามีข้อกฎหมายอื่นที่เป็นทางออกที่ดีกว่าการเนรเทศ
"ต้องการให้รัฐบาลและศรส.คิดทบทวนเรื่องดังกล่าวให้ดี หากเนรเทศนายสาธิตจริงจะส่งกระทบต่อคนไทยและประเทศไทยเป็นอย่างมาก" นายถาวร กล่าว
นายถาวร กล่าวด้วยว่า ตนได้รับรายงานว่า มีความพยายามบังคับให้ธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาล 6 หมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินไปจ่ายค่ารับจำนำข้าวให้กับชาวนา และคณะกรรมการ ผู้บริหารธนาคารออมสินกำลังมีการประชุมพิจารณากันอยู่ ทำให้พนักงานธนาคารออมสินเกิดความอึดอัดใจ จึงแจ้งให้กปปส.ไปปิดล้อม เพื่อเป็นข้ออ้างไม่ให้กู้เงินในครั้งนี้ หากมีมติให้กู้เงินดังกล่าว ตนจะนำมวลชนไปปิดล้อมอีกครั้งในวันที่ 6 ก.พ.นี้ทันที
ขณะที่ นายวิโรจน์ ภูมิศิริสวัสดิ์ ทนายความของกลุ่ม กปปส.กล่าวว่า ต้องกลับไปปรึกษาทีมทนายความต่อไปว่าจะยื่นอุทธรณ์หมายจับหรือไม่ โดยตนจะไปดูในรายละเอียดคำสั่งอีกครั้ง เนื่องจากแกนนำบางคนไม่ได้มีพฤติกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวอ้างในคำร้อง
รายงานข่าวเปิดเผยว่า โทษฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเพื่อจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 18 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)
ส่งทนายอุทธรณ์-ยันไม่หนี
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส.ขึ้นกล่าวปราศรัยถึงกรณีการออกหมายจับ 19 แกนนำ กปปส.ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า เบื้องต้นทาง กปปส.ได้ส่งทนายไปที่ศาลอาญา เพื่อขออุทธรณ์หมายจับแล้ว ดังนั้น การออกหมายจับวันนี้ (5 ก.พ.) จะไม่มีผลใดๆ พร้อมยืนยันว่าจะไม่หนีออกไปไหน แต่ขอต่อสู้ขับไล่รัฐบาลและระบอบทักษิณให้พ้นจากแผ่นดินไทยก่อน จึงจะไปมอบตัว ทั้งนี้การออกหมายจับถือเป็นเรื่องปกติของคนที่ถือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่การออกหมายจับนี้ ไม่มีผลใดๆ ต่อมวลชนและกปปส. ดังนั้นไม่ตกใจ แต่กลับดีใจ จะได้มีแรงกระตุ้นให้จบเร็วขึ้น เพราะการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลถือว่าเลือกปฏิบัติ เพราะการบังคับใช้กฎหมายต้องมีความเป็นธรรม ใช้กับทุกคน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงกลับไม่เคยจับคนร้ายได้แม้แต่รายเดียว ต่างจากเหตุการณ์ปะทะแยกหลักสี่ ทั้งที่ไม่รู้ใครเริ่มลงมือก่อน กลับกล่าวหาเป็นฝีมือของ กปปส.
"เงื่อนไขการเลือกปฏิบัติกลายเป็นวิกฤติของระบอบทักษิณ เพราะพวกเดียวกันไม่จับ จับแต่ฝ่ายตรงข้าม ใช้ตำรวจกลั่นแกล้งคนคิดเห็นต่าง รวมถึงนายธาริตก็ตกเป็นเครื่องมือระบอบทักษิณ เราเคารพกฎหมาย แต่วันนี้กฎหมายถูกใช้เพื่อประโยชน์ตัวเอง ดังนั้น จึงมีสิทธิคัดค้านกฎหมาย และการต่อสู้ยังต้องเข้มข้นมากขึ้นไปอีก" นายสาทิตย์ กล่าว
ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ว่า ไม่ถือว่ากระทบต่อการเคลื่อนไหว แต่จะยังไม่ไปรายงานตัว เพราะถือว่า 19 แกนนำยังมีภารกิจการจัดกิจกรรมการชุมนุมอยู่ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่หนีไปไหน รวมถึงจะไม่มีการตอบโต้ด้วยอาวุธใดๆ อย่างไรก็ตาม กปปส.จะเดินหน้าในแนวทางการปฏิรูปต่อไป เบื้องต้นจะมีการประชุมแกนนำเพื่อกำหนดเป็นคณะทำงานในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม โดยดึงนักวิชาการที่เป็นแนวร่วม กปปส.เข้ามามีบทบาท ส่วนรูปแบบของการให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอทิศทางการปฏิรูปนั้น เบื้องต้นจะมีการหารือเพื่อทำให้เป็นเวที ที่สามารถสรุปประเด็นต่อการนำเสนอคณะทำงานที่จะนำไปสานต่อได้ ส่วนงบประมาณที่ดำเนินการนั้นยังไม่มีการสรุปเป็นตัวเลขอย่างแน่นอน
"สุเทพ"สวนศรส.ไม่ขอหมายจับ"โกตี๋"
เมื่อเวลาประมาณ 19.20น.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่แยกปทุกวันกล่าวว่า วันนี้ได้ทำหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รวมทั้งทำหนังสือถึง กกต.และผบ.เหล่าทัพทั้ง 3 เหล่าทัพ แจ้งให้ทราบว่า รัฐบาลนี้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ การดำเนินการใดๆ ของรัฐบาลหลังจากนี้ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญ หากดำเนินการอะไรไม่ชอบต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา
ส่วนกรณีศาลอาญาสั่งออกหมายจับแกนนำ กปปส. 19 คน ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น นายสุเทพกล่าวว่า ต้องดูต่อไป เพราะพรุ่งนี้ (6 ก.พ.) ศาลแพ่งนัดชี้สองสถาน เรื่องที่นายถาวร เสนเนียม ยื่นว่าการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นั้น เป็นไปโดยไม่ชอบ
"ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ศาลจะมีคำวินิจฉัยว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของยิ่งลักษณ์และคณะนั้น ทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ การที่ออกหมายจับวันนี้ก็สูญ ไม่มีความหมายโดยสิ้นเชิง ก็ต้องรอดูกันไป แต่หมายจับที่ออกวันนี้พี่น้องไม่ต้องตกใจ แม้จับได้ก็ไม่มีโทษรุนแรง ผมถือว่าธรรมดา แต่เราต้องคิดบัญชีต่อไป เมื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ห้ามพกอาวุธ ห้ามใช้ถนน 26 สาย ห้ามใช้สื่อปลุกระดมคนมาก่อเหตุ ผมก็ต้องถามยิ่งลักษณ์ว่า วันนั้นที่หลักสี่ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ใช้สถานีวิทยุแดง โฆษณาปลุกระดมออกมา 400 กว่าคน อาวุธพร้อม ออกมาที่ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นถนนสายหนึ่งที่ห้ามใช้ ผมถามว่า แล้วทำไมตำรวจไม่จับโกตี๋ ทำไมเฉลิมไม่ออกหมาย หรือกฎหมายใช้ไม่ได้กับพวกคุณ"
เร่งออกแบบระดมพลครั้งใหญ่
นายสุเทพ กล่าวอีกว่า โกตี๋เป็นคนที่ตำรวจเลี้ยงไว้ ตำรวจออกมาปกป้องคุ้มครองโกตี๋ว่าไม่เกี่ยวเหตุที่หลักสี่ วันนั้นโกตี๋ใส่เสื้อเกราะ เป็นเสื้อเกราะของตำรวจที่ซื้อจากภาษีประชาชน ตนรู้ว่าใครให้เสื้อเกราะและใครสั่ง แล้วยังมีกรณีขวัญชัย ไพรพนา ถูกยิงที่อุดรฯ ซึ่งณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไปเยี่ยมถึงโรงพยาบาล แล้วบอกจะพามารักษาที่กรุงเทพฯ ในที่สุดก็เอาเฮลิคอปเตอร์ตำรวจไปรับตัวขวัญชัยจากอุดรฯ มากรุงเทพฯ แล้ว ถ้าเป็นพวกเราที่มาชุมนุมป่วย ไม่สบาย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.จะนำเฮลิคอปเตอร์มารับเราไปรักษาไหม ไว้เสร็จงานนี้จะสอบสวนว่า ใครสั่งนำเฮลิคอปเตอร์ไปรับขวัญชัยครั้งนี้ ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิมท้าทายให้ไปปิด ศรส.นั้น เราไปแน่นอน ไม่วันนี้ก็มะรืนนี้ อยากให้ดูยิ่งลักษณ์เป็นตัวอย่าง ต้องหัวซุกหัวซุนทุกวัน บอกไว้ล่วงหน้า ตอนนี้ให้พี่น้องเตรียมตัวเอาไว้ ตนกำลังออกแบบว่า ระดมพลครั้งใหญ่คราวนี้จะจัดการพวกมันอย่างไรจึงจะได้ผล และเชื่อว่าในอีกไม่กี่วันฝ่ายวิชาการจะมาบอกว่าพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศจะออกมาอย่างไร นี่พักมาสองวัน คึกอีกแล้ว เดี๋ยวจะเลือกว่าไปเดินถนนสายไหนดี
นครบาลยันไม่ใช้กำลังบุกจับ
พล.ต.ต.ขจรศักดิ์ ปานสาคร รอง ผบช.น.ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.) กล่าวว่าจะนำหมายจับทั้งหมดไปมอบให้ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าชุดจับกุมเพื่อดำเนินการต่อไป แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังหรือความรุนแรงในการบุกเข้าจับกุมเด็ดขาด โดยเชื่อว่าแกนนำที่ถูกออกหมายจับทั้งหมดจะไม่ขัดขืน หรือหลบหนี และมั่นใจว่าตำรวจจะสามารถดำเนินการจับกุมได้ภายในอายุความ 1 ปีของหมายจับ
ผลเจรจาเตรียมเปิดจราจรถนน4เส้นรอบพื้นที่ชุมนุม
เวลา 17.00 น. นายถาวร แถลงข่าวภายหลังการเจรจากับผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 และรองผู้บังคบการตำรวจนครบาล 5 รวมถึงตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 4 สถานีตำรวจว่า ทางกปปส.และตำรวจจะร่วมกันอำนวยความสะดวกด้านการจรจรให้แก่ประชาชนที่สัญจร ไปมา 4 ด้านคือ 1.ถนนพระราม 4 เลี้ยวซ้ายมายังถนนราชดำริ สน.ปทุมวันและสน.ลุมพินีเป็นผู้รับผิดชอบ โดยจะมีการแต่งตั้งผู้กำกับการจราจรมาแก้ไขร่วมกับหัวหน้าการ์ดกปปส. 2.ถนนราชดำริ ที่เป็นแหล่งที่พ่อค้าแม่ค้าตั้งร้านขายของมีการประสานงานไปยังเทศกิจให้ เข้ามาจัดระเบียบด้านพื้นที่ 3.ถนนสีลม จะร่วมกับ สน.บางรัก จัดที่กลับรถไว้ให้ประชาชนที่สัญจรไปมา และ 4.ถนนลุมพินี จะมีการแก้ปัญหาหน้างานตามสถานการณ์ร่วมกัน
นายถาวร กล่าวด้วยว่า สำหรับด้านความปลอดภัยรอบพื้นที่การชุมนุม ทางกปปส.ประสานให้ตำรวจมาตั้งจุดตรวจอาวุธได้ทุกจุดรอบพื้นที่การชุมนุมแต่ ต้องอยู่ในพื้นที่ที่สามารถประสานงานกับกปปส.ได้ ทั้งนี้ ในส่วนของสะพานไทย-ญี่ปุ่นที่เคยเกิดเหตุมาแล้วจะมีการตั้งกรรมการร่วมกับ กปปส.และตำรวจ เพื่อตรวจสอบพื้นที่บนสะพานดังกล่าวว่าจะสามารถเปิดได้หรือไม่ และถ้าหากไม่สามารถเปิดได้ก็จะมีการวางแผนเรื่องจราจรอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ทางกปปส.อนุญาตให้ตำรวจเข้ามาหาข่าวภายในพื้นที่การชุมนุมได้ แต่ต้องมีการประสานงานมายังทีมงานของกปปส.ก่อนทุกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ก่ผู้ชุมนุมและป้องมือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์
"มาร์ค"งงศรส.สั่งเนรเทศ“สาธิต เซกัล”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงกรณีที่ศูนย์อำนายการรักษาความสงบ (ศรส.) มีคำสั่งเนรเทศนายสาธิต เซกัลว่า ตนงงเหมือนกัน กำลังจะใช้อำนาจของใครอย่างไร ความผิดคืออะไร แต่ตนเชื่อว่ากระทบต่อความสัมพันธ์แน่นอน เพราะนายสาธิตมีบทบาทสำคัญในการทำงาน ไม่ใช่กับรัฐบาล แต่ว่ากับภาคเอกชน ประสานกับต่างประเทศ เป็นคนที่มาอยู่ประเทศไทย ลงทุนในประเทศไทย ค้าขายในประเทศไทย ผูกพันกับประเทศไทย ซึ่งก็กำลังตรวจสอบอยู่ว่าจะมีอำนาจทำจริงหรือเปล่า และแปลกตรงที่มาลงทุน ทำความเจริญ รักประเทศไทย รัฐบาลจะเอาเขาออก แต่กลับไปเอาคนบางประเทศเข้ามา เอาอาวุธมาใช้กับคนไทย
"กษิต"แนะ"สาธิต"ฟ้องศรส.ต่อสู้ให้ถึงที่สุด
นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวสนับสนุนให้นายสาธิตดำเนินการฟ้องและต่อสู้ทางกฎหมายให้ถึงที่สุด หลังจากที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) สั่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินกระบวนการตามกฎหมายขับนายสาธิตออกนอกประเทศหลังพบร่วมกระบวนการต่อสู้กับกลุ่มกปปส. เนื่องจากตนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมืองกับบุคคลที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล โดยส่วนตัวมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ศรส.ไม่ได้มีการสรุปที่ชัดเจนว่า นายสาธิตได้ทำความผิดใดที่ร้ายแรงจนไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้ต่อไป อย่างไรก็ตามสิ่งที่ ศรส.ทำตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ศาลรธน.ไม่รับคำร้องรัฐออกพ.ร.ก.มิชอบ
วันเดียวกัน เวลา 15.15 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่เอกสารการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 วรรคสอง ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย ร่วมกระทำการเพื่อให้ได้ซึ่งอำนาจปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากกรณีที่ผู้ถูกร้องได้ออกพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขต กทม.และปริมณฑล ระหว่างที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป วันที่ 2 กุมภาพันธ์ อีกทั้งผู้ถูกร้องก็ได้ส่งสมาชิกพรรคเพื่อไทยลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จึงเห็นว่าผู้ถูกร้องได้กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงอาจมีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และเที่ยงธรรม
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและเห็นว่า ตามคำร้องดังกล่าวยังไม่มีมูลที่จะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเสียงข้างมากไม่รับคำร้องไว้พิจารณา
จำหน่ายคำร้องตีความสถานภาพ"มาร์ค"
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัยกรณีที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) หรือไม่ หลังจากกระทรวงกลาโหมมีคำสั่งปลด ร.ต.อภิสิทธิ์ ออกจากราชการ โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2556 ทำให้ความเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (1) ดังนั้นจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีนี้ต่อไป จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้องดังกล่าว



