ข่าว

ปิดถนนกาญจน์-สุพรรณฯบี้จ่าย'จำนำข้าว'

ปิดถนนกาญจน์-สุพรรณฯบี้จ่าย'จำนำข้าว'

05 ก.พ. 2557

ม็อบชาวนากาญจนบุรีปิดถนนกาญจน์-สุพรรณฯ บี้ 'รัฐบาล' เร่งจ่ายเงิน 'จำนำข้าว' ขณะที่ชาวนาราชบุรีเตรียมยกระดับการชุมนุมบุกกทม.กดดัน

 

                     5 ก.พ.57 ที่บริเวณสามแยกหนองขาว ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กลุ่มชาวนาตำบลหนองขาว กว่า 200 คน นำโดยนางลำพัน ครูทอง กำนันตำบลหนองขาว ได้นำรถยนต์กระบะ รถพ่วง 18 ล้อ พร้อมทั้งรถยนต์โดยสาร ปิดเส้นทางการเดินทางถนน ต.หนองขาว-ท่าม่วง ก่อนจะไปปิดถนน กาญจนบุรี-สุพรรณบุรี

                     กลุ่มชาวนาอ้างเหตุผลว่า รัฐบาลได้รับปากและผิดคำพูดกับชาวนามาหลายเดือนแล้ว ทำให้ชานาต้องเดือดร้อน และอีกไม่กี่วันนี้ชลประทานก็จะเริ่มปล่อยน้ำเพื่อให้เกษตรกรได้ทำการเกษตร แต่ชาวนาไม่สามารถทำนาได้ เนื่องจากไม่มีเงินที่จะมาจับจ่ายปัจจัยการผลิต รถไถนาก็ไม่ยอมที่จะไถนาให้ หากชาวนาไม่จ่ายเงินค่าไถล่วงหน้า กระทั่งค่าเล่าเรียนของบุตรหลานชาวนา ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะพยายามเข้าชี้แจงต่อกลุ่มชานา แต่ชาวนาก็ไม่ยอมสลายตัว

                     ทั้งนี้ หลังจากได้เข้าประชุมหารือกันที่หอประชมเอนกประสงค์อำเภอพนมทวน แต่ผลการเจรจาไม่เป็นที่พอใจ นายศักดิ์ดา อ่อนตีบ ชมรมประธานกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอพนมทวน พร้อมทั้งชาวนาและสมาชิกชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอพนมทวน กว่า 300 คน ได้รวมตัวกันเพื่อเดินทางไปปิดเส้นทาง สุพรรณบุรี-กาญจนบุรี และพนมทวน-กำแพงแสน บริเวณ 3 แยกพนมทวน-พระแท่น โดยจะปิดถนนจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล

 

ชาวนาราชบุรีเตรียมยกระดับการชุมนุมเข้ากทม.กดดันรัฐบาล

 

                     ความคืบหน้าหลังจากกลุ่มชาวนาในภาคตะวันตกได้รวมตัวกันปิดถนนพระราม 2 บริเวณแยกวังมะนาว หมู่ 5 ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี มาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.57 ที่ผ่านมา มาจนถึงวันนี้ (5 ก.พ.) เป็นเวลา 5 วันแล้ว แต่ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาเจรจาหรือพูดคุยแต่อย่างใด ซึ่งชาวนาก็ยังคงปิดถนนและจัดกิจกรรมทั้งการปราศรัยโจมตีรัฐบาล สลับกับการร้องทำเพลงเพื่อคลายเครียด

                     เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ (5 ก.พ.) นายระวี รุ่งเรือง แกนนำชาวนาในภาคตะวันตก และแกนนำชาวนาอีกหลายจังหวัด ได้ร่วมกันแถลงจุดยืนของชุมนุมในครั้งนี้ว่า จากการชุมนุมปิดถนนมาหลายวันก็ไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาพูดคุยหรือเจรจาแต่อย่างใด ทั้งที่ชาวนานั้นได้รับความเดือดร้อนจากโครงการรับจำนำข้าวที่เกิดจากรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับไม่มีความจริงใจและไม่ใส่ใจในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวนา เห็นแต่ความสำคัญของการเลือกตั้งมากกว่าปากท้องของชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ

                     กลุ่มชาวนาในแต่ละภาคจึงได้มีการพูดคุยกันว่าจะทำการยกระดับการชุมนุมครั้งนี้ โดยมีการนัดหมายกันว่าในวันที่ 6 ก.พ.57 ชาวนาทุกภาคของประเทศจะนำรถอีแต๋น รถไถ รถเกี่ยว รวมทั้งระบรรทุกข้าวเข้าไปที่กรุงเทพฯ จุดมุ่งหมายคือไปที่กระทรวงพานิชย์ฯ เพื่อไปสอบถามรัฐมนตรี ว่า เงินค่าข้าวของเราอยู่ไหน และถ้าไม่มีเงินแล้วข้าวของเราอยู่ที่ไหน ซึ่งไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบที่ดี แต่เราก็ต้องทำเพื่อให้รู้ว่าชาวนาเดือดร้อน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่กำลังจะเริ่มขึ้นนี้ ชาวนายังไม่มีต้นทุนในการทำนารอบต่อไป และค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนก็ไม่มีเพราะชาวนามีรายได้แค่ปีละ 2 ครั้ง ส่วนข้าราชการมีรายได้ทุกเดือน

                     การเดินทางไปชุมนุมที่หน้ากระทรวงพานิชย์ในครั้งนี้ เราไม่ได้ไปทั้งหมด แต่จะแบ่งกำลังส่วนหนึ่งไป แต่ส่วนหนึ่งก็ยังคงปิดถนนพระราม 2 อยู่ เพราะหลังจากนั้นเราจะมาที่ตั้งเดิมของเรา และยืนยันว่าการไปชุมนุมของเราครั้งนี้ไม่มีเรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องความเดือดร้อนของชาวนาที่ไม่ได้เงินในโครงการรับจำนำข้าวอย่างเดียว ส่วนการล่ารายชื่อเพื่อขอทูลเกล้าถวายฎีกานั้น ตอนนี้ก็ยังต้องหยุดก่อนเพราะไม่อยากให้ไประคายเบื้องพระยุคลบาท เนื่องจากที่ชาวนาเดือดร้อนทุกวันนี้เป็นเพราะการกระของรัฐบาล จึงต้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาให้

 

ชาวนา 5 จว. ยังปักหลักชุมนุมวันที่3-ล่ารายชื่อถวายฎีกา

 

                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีชาวนา จาก 5 จังหวัดประกอบไปด้วย จังหวัด พิจิตร นครสวรรค์ สุโขทัย กำแพงเพชรและพิษณุโลก กว่า 500 คน โดยมีนายประกาศิต แจ่มจำรัส นายก อบต.ท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เป็นแกนนำ ยังมีการชุมนุมปิดถนน บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 117 นครสวรรค์-พิษณุโลก ขาล่อง เข้ากทม. หน้า ธกส.บึงนาราง ใกล้สี่แยกอำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ของการชุมนุม เพื่อทวงเงินค่าข้าวโครงการรับจำนำจากรัฐบาลยังหาเงินมาจ่ายให้ชาวนาไม่ได้ ซึ่งชาวนายังร่วมชุมนุมจำนวน 100 คน โดยมีการลงรายมือชื่อต่อเนื่องที่จะนำรายชื่อทั้งหมดเพื่อถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เห็นถึงความเดือดร้อนชาวนา ที่รัฐบาลบาลชุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้กระทำซึ่งการชุมนุม 3 วันนี้ มีชาวนา 5 จังหวัดมาร่วมกันลงรายมือชื่อแล้ว เกือบ 1,000 ราย

                    ในการไปยื่นฏีกาที่สำนักพระราชวัง กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ชาวนา ไม่มีเงินต้องเรี่ยไรเงินกันเป็นค่ารถค่าน้ำมัน คนละ 400 บาท ซึ่งเป็นการแสดงความเดือดร้อนอย่างแท้จริงและไม่มีทางออก โดยชาวนาส่วนใหญ่ขอตามแกนนำไปร่วมยื่นถวายฎีกาด้วย เชื่อว่าจะมีชาวนา จาก 5 จังหวัดเดินทางไปด้วยไม่น้อยกว่า 200 คน ซึ่งจะร่วมสมทบกับกลุ่มชาวนา ในภาคกลาง ขณะนี้อยู่ระหว่างการลงรายมือชื่อชาวนาที่จะไปด้วย

                    ด้านนายประกาศิต แจ่มจำรัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร แกนนำชาวนาผู้ชุมนุม กล่าวว่า ความคืบหน้าในการชุมนุมเรียกร้องทวงเงินจำนำข้าวจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขณะนี้ชาวนายังคงปักหลังตั้งเวทีเคลื่อนไหวที่บริเวณหน้า ธ.ก.ส.บึงนาราง จ.พิจิตร เพื่อเปิดรับลงทะเบียนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งต้องมีรายชื่อ พร้อมบัตรประชาชนถูกต้องสำหรับลงทะเบียนเพื่อถวายฎีกา โดยล่าสุดมีชาวนามาร่วมลงทะเบียนประมาณกว่ากว่า 1พันรายชื่อแล้ว จากนั้นแกนนำและชาวนากว่า 200 คน จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถบัสที่ว่าจ้างไว้แล้ว 3-4 คันในคืนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เพื่อยื่นถวายฎีกาต่อสำนักราชเลขาธิการเช้าวันที่ 6 กุมภาพันธ์

                    นายมนู มณีโชติ หนึ่งในแกนนำชาวนา กลุ่ม 5 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวว่า หลังจากชาวนา ที่เข้าเดินทางเพื่อทูลเกล้าถวายฏีกาแล้ว ทางเวทีที่ชุมนุมที่บริเวณถนน สาย 117 พิษณุโลก - นครสวรรค์ ช่วงขาเข้ากรุงเทพ หน้าหน้า ธ.ก.ส.สาขาบึงนาราง จะต้องยุติการชุมนุม พร้อมเก็บอุปกรณ์เวที เต้นท์ เพื่อคืนพื้นที่การชุมนุมให้ใช้การได้ตามปกติ ในส่วนหลังจากที่ชาวนากลับจากทูลเกล้า ถวายฏีกาแล้ว ทางกลุ่มแกนนำ จะประชุมกันอีกครั้ง จะมีแนวทาง เพื่อกดดันการทวงเงินจำนำข้าวอย่างไร

 

พิษจำนำข้าว! สหกรณ์ชาวนาหวั่นสมาชิกไม่มีเงินชำระหนี้-เสียค่าปรับเพิ่ม

 

                     นางสุจินดา ฉิมสุข ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน จ.พิจิตร กล่าวว่า ช่วงนี้สหกรณ์ฯเป็นกังวลมากกับเรื่องการชำระหนี้เงินกู้ของสมาชิกชาวนา ที่ไม่ค่อยมีเงินเนื่องจากยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งสมาชิกที่ยังไม่ได้ชำระมีกว่า 200 ราย ยอดรวมหลายสิบล้านบาท และกำหนดชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม หากว่าภายใน 2 เดือนนี้ ชาวนายังไม่ได้รับเงินจำนำข้าวจะทำให้สมาชิกชาวนาเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ตามไปด้วย เช่น สมาชิกบางรายกู้เงินระยะสั้น เต็มวงเงิน 1 แสนบาท ดอกเบี้ยสูงสุดที่ร้อยละ 9 หากครบกำหนดแล้วไม่ชำระก็จะเสียค่าปรับเพิ่มอีกร้อยละ 3 รวมแล้วสมาชิกคนดังกล่าวจะต้องเสียดอกเบี้ยกว่าร้อยละ 12 ก็จะยิ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับสมาชิกพี่น้องชาวนาของเราเพิ่มเติมอีก

                     ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการสหกรณ์กำลังดำเนินการเจรจาเพื่อช่วยเหลือสมาชิกชาวนาอยู่ อาจจะช่วยเหลือโดยการเลื่อนเวลาการชำระหนี้ เป็นต้น ทางที่ดีหากเกษตรกรได้รับเงินโครงการรับจำนำข้าวก็จะไม่มีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น แต่ถ้าสมาชิกไม่ได้รับเงินและไม่มีเงินมาชำระหนี้สหกรณ์จะทำให้สถานะของสหกรณ์ขาดทุนทันที ส่งผลให้ไม่มีเงินปันผลจ่ายให้กับสมาชิกของสหกรณ์ทุกคน รวมถึงภาพลักษณ์สหกรณ์ที่จะไปขอกู้ยืมเงินจาก ธ.ก.ส. ด้วย

                     ด้านนางสุวรรณี โสตะ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรตะพานหิน จ.พิจิตร กล่าวว่า สมาชิกสหกรณ์ฯยังคงค้างชำระหนี้อยู่อีกว่า 100 ล้านบาท ถึงแม้จะกำหนดชำระภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้ก็ตาม แต่ก็เกรงว่าสมาชิกหลายรายจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ เนื่องจากชาวนาที่ไม่ได้รับเงินจำนำข้าว บางส่วนต้องนำรถทางการเกษตรไปจำนำบ้าง ไปขอกู้ยืมเงินนอกระบบบ้างเพื่อมาใช้จ่ายปะทังชีวิตทำให้มีภาระต้องใช้หนี้ใช้ดอกเบี้ยเพิ่มเติมไปอีก ส่วนเรื่องที่ชาวนากู้ยืมเงินสหกรณ์ไปนั้น ชาวนาที่ผิดชำระหนี้ก็จะทำให้เครดิตชาวนาเสีย การกู้ยืมเงินในครั้งหน้าก็จะเสียดอกเบี้ยแพงขึ้น และการชำระหนี้ในครั้งนี้ก็จะสูงขึ้นเพราะต้องเสียดอกเบี้ยค่าปรับอีก

                     อย่างไรก็ตาม ทางสหกรณ์จะดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในส่วนของเงินที่สหกรณ์กู้ยืมมาจาก ธ.ก.ส.เพื่อปล่อยกู้ให้กับสมาชิกอีกทอดหนึ่ง ก็คงต้องเจรจากับทาง ธ.ก.ส.ถึงดอกเบี้ยด้วย ซึ่ง ธ.ก.ส.ก็คงจะเข้าใจพวกเราเช่นกัน และอาจจะต้องเสนอให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาดูแลสมาชิกชาวนาที่ต้องเสียค่าปรับดอกเบี้ยเพิ่มเติมด้วย รัฐบาลต้องเป็นคนจ่ายค่าปรับส่วนนี้แทนสมาชิกชาวนาของเรา เนื่องจากถ้าหากว่าสมาชิกได้รับเงินโครงการรับจำนำข้าวก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้างเช่นนี้

 

อ่างทอง - ขโมยเครื่องสูบน้ำซ้ำเติมชาวนา

 

                     เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (5 ก.พ.) ร.ต.ต.มนตรี สิงโตทอง รอง สว.สืบสวน สภ.โพธิ์ทอง ได้รับแจ้งจากนางสมหมาย โชคชัย อายุ 45 ปีอยู่ 197/1 ม.8 ต.องค์รักษ์ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ว่าเครื่องสูบน้ำที่ตั้งไว้ริมคลองชลประทาน ม.6 ต.องค์รักษ์ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ได้ถูกขโมยมาลักหายไป หลังจากรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมชุดสืบสวน สภ.โพธิ์ทอง ในที่เกิดเหตุพบเพียงท่อพยานาคเท่านั้นส่วนเครื่องสูบน้ำถูกถอดหายไป

                     จากการสอบสวนนางสมหมาย ได้กล่าวว่า ตนได้นำเครื่องสูบน้ำยี่ห้อมิตซูมิตซิ ขนาด 11 แรงม้า มาตั้งเพื่อวิดน้ำเข้านาของตนตั้งแต่เช้าวันที่ 4 ก.พ. ซึ่งตนทำนาปลูกข้าวไว้ 70 ไร่ที่กำลังออกรวง จนเมื่อเช้านี้ตนมาดูเครื่องสูบน้ำแล้วไม่พบ สอบถามใครก็ไม่เห็น จึงรู้ว่าเครื่องของตนได้หายไป ตนจึงแจ้งตำรวจ สภ.โพธิ์ทอง มาตรวจสอบ ตนอยากได้เครื่องวิดน้ำคืนเพราะตนไปกู้เงินซื้อมา ตอนนี้ไม่รู้จะทำอย่างไร เครื่องวิดน้ำก็หายซ้ำค่าจำนำข้าวก็ยังไม่ได้ สงสัยต้องไปกู้เงินนายทุนเพื่อมาซื้อเครื่องวิดน้ำตัวใหม่เพื่อให้ข้าวที่ตนปลูกมีน้ำ เพราะช่วงนี้ข้าวกำลังตั้งท้องออกรวง นอกจากจะหาเงินซื้อเครื่องแล้วยังหาเงินซื้อรถเข็นตั้งเครื่องอีกเพราะคนร้ายขโมยไปทั้งรถเข็นเลย

                     ร.ต.ต.มนตรี กล่าวว่า จะออกตามหาโจรที่ซ้ำเติมชาวนารายนี้มาให้ได้ โดยออกตามหาตามร้านรับซื้อของเก่าและร้านของเครื่องยนต์มือ 2 เพราะเครื่องตัวนี้เป็นเครื่องเก่าที่ประกอบจากประเทศญี่ปุ่น ในจังหวัดอ่างทองมีไม่กี่ตัว