ข่าว

ศาลออกหมายจับ'สุเทพ-แกนนำ'แล้ว

ศาลออกหมายจับ'สุเทพ-แกนนำ'แล้ว

05 ก.พ. 2557

ศาลอาญา ออกหมายจับ "สุเทพ" พร้อมแกนนนำกปปส. รวม 19 คน ฐานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งควบคุมตัวที่ ตชด.ภาค1

 
          วันที่ 5 ก.พ.57 ศาลอาญา รัชดา นัดฟังคำสั่งออกหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. หรือไม่ ในเวลา 13.30 น. วันนี้ ภายหลังเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขออนุมัติหมายจับ แกนนำ กปปส. จำนวน 19 คน ในข้อหากระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ประกอบด้วย
 
          1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
          2.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
          3.นายชุมพล จุลใส
          4นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์,
          5.นายอิสสระ สมชัย
          6.นายวิทยา แก้วภราดัย
          7.นายถาวร เสนเนียม
          8.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,
          9.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
          10.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก
          11.นายนิติธร ล้ำเหลือ
          12.นายอุทัย ยอดมณี,
          13.เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์
          14.พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ
          15.นายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี หรือ นายอมร อมรรัตนานนท์
          16.นายกิตติชัย ใสสะอาด
          17.นายสำราญ รอดเพชร
          18.นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม
          19.นายพานสุวรรณ ณ แก้ว
 
         ทั้งนี้ ดีเอสไอ ได้นำพยานซึ่งเป็นตำรวจ และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า  เมื่อวันที่ 26 มกราคม ขึ้นเบิกความต่อศาล รวม 19 ปาก ขณะที่การขอหมายจับแกนนำ  กปปส. ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในครั้งนี้ เป็นการยื่นคำร้องของดีเอสไอครั้งที่ 2 หลังจาก ศาลอาญา มีคำสั่งให้ยกคำร้องครั้งแรกไป เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา โดยครั้งนั้น ดีเอสไอได้ยื่นขออนุมัติหมายจับ นายสุเทพ กับพวก แกนนำ กปปส. รวม 16 คน ซึ่งศาล เห็นว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ
 
         ล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. ศาลนัดฟังคำสั่งการขออนุมัติหมายจับแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ( กปปส.) ที่พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับ รวม 19 คน ซึ่งเป็นแกนนำ กปปส.ข้อหากระทำผิด พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา11 (1) และมาตรา 12
 
         โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ร้องเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กทม.และปริมณฑล และประกาศให้พนักงานมีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยว่า จะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้ รวมทั้งผู้ร้องยังมีพยานบุคคล 18 ปาก พยานเอกสาร และวัตถุพยาน เช่นแผ่นวีซีดี บันทึกภาพเคลื่อนไหวเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ประกอบการพิจารณาแล้ว ทำให้มีเหตุผลเพียงพอว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 19 ราย จะเป็นผู้ร่วมกระทำการผู้ใช้ ผู้โฆษณา หรือผู้สนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจึงอนุญาตให้จับกุมผู้ต้องสงสัยทั้ง 19 ราย ได้จนกว่าสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงนั้น จะถูกยกเลิกและให้ผู้ร้องรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการจับกุมต่อศาล ทุก 3 เดือนจนกว่าจะจับกุมตัวได้ และเมื่อจับกุมได้แล้วให้นำไปควบคุมไว้ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ตำบลคลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยกำหนดเวลาควบคุมเท่าที่จำเป็น แต่ไม่เกิน 7 วันนับตั้งแต่วันจับกุม
 
         ศาลยังระบุต่อไปว่า พร้อมทั้งให้จัดทำรายงานการจับกุมและควบคุมตัวแนบภาพถ่ายผู้ถูกจับกุมเสนอต่อศาลทราบด้วยอย่างช้าภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่วันที่จับกุมได้ และให้จัดทำสำเนารายงานไว้ที่ทำการของผู้ร้อง เพื่อให้ญาติหรือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจของบุคคลนั้น สามารถตรวจดูได้ตลอดระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวด้วย หากผู้ร้องไม่กระทำการดังกล่าวข้างต้นศาลอาจเพิกถอนหมายจับหรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรต่อไป และหากครบกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ศาลออกหมายจับและควบคุมตัวแล้ว หากยังไม่สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้ ศาลอาจเรียกผู้ร้องมาสอบถามหรือเพิกถอนหมายจับและควบคุมตัว
 
         ขณะที่ ท้ายคำสั่งศาลยังได้ออกข้อกำหนด ห้ามผู้ร้องหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการตามหมายนี้ทั้งหมด นำหมายจับของศาลไปเผยแพร่โดยการถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพ โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ เพื่อนำไปเผยแพร่ทางอินเตอร์เนท ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือสื่อออนไลน์ใดๆ ที่เป็นการเผยแพร่ทางสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียด้วย รวมทั้งห้ามนำหมายจับของศาลไปทำสำเนา หรือนำไปเผยแพร่อันก่อให้เกิดความเสียหายด้วยวิธีการใดๆ เช่น นำไปโปรยทางเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์แก่ประชาชน หากฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าวจะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล
 
         ภายหลังรับฟังคำสั่ง พล.ต.ต.ขจรศักดิ์ ปานสาคร รอง ผบช.น.ในฐานะ หัวหน้าพนักงานสอบสวนศรส. กล่าวว่า หลังจากนี้ตนจะนำหมายจับไป ให้กับ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ในฐานะหัวหน้าชุดจับกุม เพื่อไปรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและดำเนินการจับกุมต่อไป ซึ่งการจับกุมตัว ศรส.ก็มีนโยบายที่จะไม่ใช้ความรุนแรงในการเข้าสลายการชุมนุม เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย โดยจะเน้นใช้การเจรจาหรืออาจจับกุมโดยวิธีละมุมละม่อม เช่น กรณีการจับกุม นายพิชิต ไชยมงคล ที่ไม่มีเหตุความรุนแรงแต่อย่างใด โดยคาดว่า จะสามารถดำเนินการจับกุมได้ภายในระยะเวลา 1 ปีตามคำสั่งของศาล
 
         อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์ ภูมิศิริสวัสดิ์ ทนายความของกลุ่ม กปปส.กล่าวว่า ต้องกลับไปปรึกษาทีมทนายความต่อไปว่าจะยื่นอุทธรณ์หมายจับหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ที่ศาลอาญาเคยออกหมายจับนายสุเทพ ในข้อหากบฏ ทนายความเคยยื่นอุทธรณ์คัดค้านแล้วแต่ศาลอุทธรณ์ชี้ว่า เป็นอำนาจของศาลชั้นต้น อย่างไรก็ดีส่วนตนเห็นว่า ไม่ควรจะขอออกหมายจับนี้เพิ่ม เนื่องจาก แกนนำบางคนมีหมายจับอยู่แล้ว ขณะที่ การพิจารณาก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล หลังจากนี้ตนจะไปดูในรายละเอียดคำสั่งอีกครั้ง เนื่องจากแกนนำบางคน ไม่ได้มีพฤติกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวอ้างในคำร้อง