
'พท.'โต้'ปชป.'ร้องลต.2ก.พ.เป็นโมฆะ
พท. โต้ ปชป. ร้องลต. 2 ก.พ.เป็นโมฆะ ชี้ต้องร้องกกต.ไม่ใช่ศาลรธน. พูดชัดรธน.ม.68 เจ้าปัญหาต้องแก้ไข ออกเเถลงการณ์ 9 ข้อ แนะร่วมต่อสู้ขบวนการทำลายปชต.-สิทธิปชช.
4 ก.พ.57 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ พร้อมด้วยนายสุนัย จุลพงศธร ผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จะยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลพยายามจัดการเลือกตั้งทั้งๆ ที่มีหลายฝ่ายออกมาเตือนว่าจะมีปัญหา ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ และจะร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า การกระทำของนายกรัฐมนตรีกรณีเดินหน้าจัดการเลือกตั้งเป็นการกระทำที่ขัดกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่ โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า ไม่แปลกใจอะไร เรื่องวนเวียนไปมาที่องค์กรอิสระจนกลับมาที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ขอตั้งข้อสังเกตว่า คำว่าพยายามจัดการเลือกตั้งที่นายอภิสิทธิ์พูดนั้น การจัดการเลือกตั้งไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล อีกทั้งไม่มีกฎหมายฉบับใดให้อำนาจรัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง และไม่มีข้อมูลใดปรากฏว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ในการเลือกตั้งด้วย วันนี้ปรากฏชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ หากมองว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมก็ต้องร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาแจกใบเหลืองใบแดง ไม่ใช่ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ด้านนายสุนัย กล่าวว่า มาตรา 68 ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน แต่กลายเป็นยาที่ก่อให้เกิดปัญหาไม่รู้จบ ดังนั้นการแก้ไขมาตรานี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมาตราดังกล่าวใครก็ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ต้องผ่านอัยการ ซึ่งเป็นปัญหา ขณะที่หลักพิจารณาคดีตามกฎหมายแพ่งมาตรา 55 ผู้ร้องต้องเป็นผู้เสียหาย ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงฟ้องมิได้โดยหลักการพื้นฐาน อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อความเสียหายเสียเองเพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่านายอภิสิทธิ์ ทำงานประสานกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.
ดังนั้น การที่จะมาฟ้องผู้อื่นนั้นจะเป็นการน่าเกลียดเกินไปหรือไม่ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็รับภาระมากเกินไปแล้ว เสียสมดุลทางสมองมากพอสมควร ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์หากจะทำอะไรก็ขอให้รอบคอบ
สำหรับกรณีที่นายสุเทพประกาศว่าได้ชัยชนะหลังจากการเลือกตั้งนั้น นายสุนัยกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง สิ่งที่นายสุเทพทำถือว่าล้มเหลวอย่างยิ่ง ทั้งการที่ระบุว่าจะขัดขวางการเลือกตั้ง แต่วันนี้การเลือกตั้งก็ผ่านไปแล้วแม้ว่าจะมีอุปสรรคบ้าง รวมทั้งล้มเหลวในการสร้างเงื่อนไขก่อการจลาจลเพื่อให้ทหารออกมา เพราะประชาชนรู้ทันแล้วว่าการรัฐประหารจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย นายสุเทพกำลังหมดความชอบธรรมลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดสติกับพรรคประชาธิปัตย์ว่าประชาชนไม่เอาด้วยกับนายสุเทพ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ใหม่ที่จะเกิดหลังการเลือกตั้งคือ พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างเงื่อนไขเพื่อล้มการเลือกตั้งให้ได้ เพราะตัวเองไม่มีส.ส. ซึ่งเชื่อว่าแม้จะไม่มีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บ้านเมืองก็เดินได้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็บอกแล้วว่าจะเข้าสู่การปฏิรูป ดังนั้นขอให้อดใจ ขอโอกาสคนใต้ให้โอกาสยางพันธุ์ใหม่บ้าง โดยเฉพาะที่จ.ตรัง เพราะยางพันธุ์เก่าแคระแกร็น ยางพันธุ์ใหม่อาจจะได้น้ำยางที่ดีกว่า
'พท.' ออกเเถลงการณ์ 9 ข้อ แนะร่วมต่อสู้ขบวนการทำลายปชต.-สิทธิปชช.
พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย "ขบวนการทำลายประชาธิปไตยและปล้นสิทธิของประชาชน" ดังนี้ เรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ บัดนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งปรากฏว่าประชาชนทั่วประเทศได้ตื่นตัวในการไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมากมาย แสดงถึงความหวงแหนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของปวงชนชาวไทยอย่างยิ่ง แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ยังมีกระบวนการที่จะทำลายประชาธิปไตย และสิทธิของพี่น้องประชาชนอยู่ พรรคเพื่อไทยจึงขอแถลงต่อพี่น้องประชาชน ดังนี้
1.ขบวนการเพื่อทำลายประชาธิปไตยและปล้นสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิที่สำคัญที่สุด คือ สิทธิเลือกตั้ง เป็นขบวนการภายใต้แนวคิดเผด็จการ โดยร่วมมือกันหลายฝ่าย ตั้งแต่กลุ่มอนาธิปไตย ที่ปิด กทม. ขัดขวางการเลือกตั้ง กลุ่มการเมืองบางส่วนและกลุ่มองค์กรต่างๆ
2.การขับเคลื่อนของขบวนการนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายรัฐบาลและพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งของประชาชน และสถาปนาอำนาจของกลุ่มขบวนการดังกล่าว โดยมีวิธีการอยู่ 2 แนวทาง คือ 1) พยายามให้มีการทำรัฐประหาร 2) พยายามให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ผู้ดำรงตำแหน่งส่วนใหญ่มีความโยงใยอย่างใกล้ชิดกับการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2549 ทำลายพรรคเพื่อไทย ด้วยการขัดขวางการทำงานทุกด้าน ตลอดจนหาเหตุทุกวิถีทางที่จะทำให้มี การชี้มูลเรื่องทุจริต หรือความไม่ชอบด้วยกฎหมายและนำไปสู่การถอดถอนโดยวุฒิสภาซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง
3.เพื่อให้แนวทางดังกล่าวเป็นไปได้ ขบวนการนี้ต้องการเวลาประมาณ 2-4 เดือน จึงต้องขัดขวาง การเลือกตั้งทุกอย่างโดยอ้างเหตุต่างๆ นานาและก่อความไม่สงบ คุกคามรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรธุรกิจและประชาชนทั่วไป เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว เบื่อหน่ายระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งการใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีทุกรูปแบบเพื่อให้ประชาชนคลางแคลงใจต่อ พรรคเพื่อไทย
4.เมื่อจัดการกับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลแล้ว หรือคาดการณ์ว่าจะจัดการได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเมื่อใด ก็จะมีการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยหวังว่าจะทำลายพรรคเพื่อไทยจนไม่อาจชนะการเลือกตั้งได้อีกต่อไป
5.อย่างไรก็ตาม ในช่วงการจัดการกับพรรคเพื่อไทยประมาณ 2-4 เดือนนี้ อาจจะมีการใช้วิธีการ นอกรัฐธรรมนูญและนอกกฎหมายอีกหลายประการ รวมทั้งคงมีความพยายามจะเรียกร้องให้มี การตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
6. ขบวนการทำให้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนที่ลงคะแนนไปแล้วเป็นโมฆะ จะเกิดจากการไปร้อง ศาลรัฐธรรมนูญตาม ม. 68 ดังที่พรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายแนวคิดเผด็จการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะอ้างแบบมั่วว่า การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ม.108 คือไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เพราะมี28 เขตที่ไม่มีผู้สมัครและอีกหลายหน่วยเลือกตั้ง ประชาชนลงคะแนนไม่ได้ หรืออาจจะไปไกลถึงขั้นที่ว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ที่ 2/ 2557 เห็นว่าเลื่อนการเลือกตั้งได้ โดยเป็นกรณีที่รัฐบาลและ กกต ต้องไปหารือกันแล้ว แต่กลับยังมี การเลือกตั้งต่อไป ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ขาดความชอบธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นชอบด้วยกฎหมายทุกประการแล้ว ส่วนเขตที่มีปัญหายังเลือกตั้งไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของ กกต ที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามที่มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว
7. การที่มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาเมื่อ 9 ธ.ค. 2556 เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนทำหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ม. 72 เป็นสิ่งที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และวันเลือกตั้งนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค.2557 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งในต่างประเทศ ส่วนวันที่ 26 ม.ค.2557 เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า และวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป หากการจงใจขัดขวางการเลือกตั้งของกลุ่มอนาธิปไตย หรือการต้องการเลื่อนการเลือกตั้งอันทำให้ไม่มีผู้สมัครใน 28 เขต ฯลฯ ข้างต้น กลายเป็นปัจจัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ จะเป็นแบบอย่างและบรรทัดฐาน ให้มีการกระทำเช่นนี้ในอนาคต และแม้มีเพียง 1เขตที่ไม่มีผู้สมัคร หรือประชาชนลงคะแนนไม่ได้ ประเทศไทยจะไม่มีโอกาสมีการเลือกตั้งทั่วไปได้อีกเลย
8. นอกจากการขับเคลื่อนการเลือกตั้งให้เป็นโมฆะผ่านศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็อาจจะใช้วิธีการฟ้อง ศาลปกครองดังที่เคยปฏิบัติมาเมื่อ พ.ศ. 2549 ดังที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ซึ่งยิ่งเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น ทั้งไม่มีกฎหมายใดรองรับให้ทำเช่นนั้นได้
9. พรรคเพื่อไทยจึงใคร่ขอให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักและติดตามการเคลื่อนไหวของขบวนการนี้ อย่างต่อเนื่อง และร่วมกันต่อสู้คัดค้านแนวทางเผด็จการที่เป็นการทำลายประชาธิปไตยและปล้นสิทธิของประชาชนอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ยั่งยืนตลอดไป



