ข่าว

'บิ๊กตู่'ฉุน'โกตี๋'ปูดข่าวสั่งฆ่า

'บิ๊กตู่'ฉุน'โกตี๋'ปูดข่าวสั่งฆ่า

04 ก.พ. 2557

'บิ๊กตู่' ฉุน 'โกตี๋' ปูดข่าวสั่งฆ่า ลั่นไม่ให้อภัย-อุบฟ้อง พอใจเลือกตั้งไร้นองเลือด ยันทหารไม่เกี่ยวปะทะแยกหลักสี่ ย้ำไม่มีผู้ใหญ่กดดันปฏิวัติ

 

                     4 ก.พ.57 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีวันสถาปนานรด.ครบรอบ 66 ปีถึงกรณีที่นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ แกนนำกลุ่มนปช.ปทุมธานี ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ สั่งให้ทหารไล่ล่า และสังหารตนเองว่า เขาเป็นใคร ตนไม่ให้ความสนใจขนาดนั้น เจ้าหน้าที่ไม่สามารถทำอะไรนอกกฏหมายได้อยู่แล้ว ควรไปคิดว่า ควรเชื่อเขาหรือเชื่อตน ส่วนจะฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่ เป็นเรื่องของกฎหมายที่ต้องว่ากันไป ทั้งนี้ตนคงไม่ให้อภัย เพราะไม่ได้เป็นศัตรูกัน

                     สำหรับเหตุการณ์การใช้อาวุธในการปะทะที่บริเวณแยกหลักสี่นั้นก็จะต้องมีการตรวจสอบทั้งสองฝ่าย ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตุว่า อาวุธที่ใช้เป็นของทหารนั้น มันจะออกมาได้อย่างไร เพราะปืนทหารทุกกระบอกต้องอยู่ในคลัง และปืนทหารไม่ได้ถือติดตัว ทุกวันนี้ทหารมีระเบียบ มีกฎกติกา การเบิกอาวุธออกมาจากคลังต้องมีผู้รับผิดชอบ ถ้าไม่ได้รับคำสั่งให้มีการเคลื่อนย้ายหรือใช้อาวุธ ปืนทุกกระบอกของทางราชการต้องอยู่ในคลังทั้งหมด ถ้าจะเอาออกมามี 2 อย่าง คือ ขโมยออกมา หรือ ไม่ใช่ของทหาร แต่เอามาจากที่อื่น ซึ่งจากการตรวจสอบไม่พบว่า ปืนหายออกไป มีแต่ปืนที่หายไปตั้งแต่ปี 53 และยังไม่ได้คืน ขอให้ช่วยกันหาว่า ปืนเอ็ม 16 และทราโว่อยู่ที่ไหน ซึ่งทุกคนทราบดีว่า หายไปไหน ภาพก็มีอยู่ ให้ไปหาผู้ที่เกี่ยวยข้องมาชี้แจงว่า ปืนหายไปไหน และเอาไปยิงใครบ้างแล้วก็ไม่รู้

                     “ การจะพูดอะไรหรือเป็นข่าวอะไร ขอให้ตรวจสอบด้วย การเป็นทหารไม่ใช่ว่า นึกอยากทำอะไรก็ทำ เรามี 2 สถานะ คือ การเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเมื่อเป็นเจ้าหน้าที่ต้องเคารพกฎหมาย ถ้าเราไม่ยึดถืออะไร ทำตามชอบใจ คงไม่ใช่กองทัพ และจะอันตราย ยืนยันว่า ทหารไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปะทะ บางคนเคยเป็นพลทหารแล้วออกมาเป็นพลเรือน ท่าขว้างระเบิดก็ไม่ยากอะไร หลับตาขว้างก็เหมือนกัน อย่ามองให้เป็นยุทธวิธีกันไปเสียหมด วันนี้อยากให้สังคมช่วยกันวิเคราะห์ให้รอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือข่าวที่เผยแพร่กันในโซเชี่ยลมีเดีย โดยมีข้อเท็จจริงไม่ถึง 20 % ส่วนใหญ่เป็นการเขียนแล้วแต่ว่า ชอบข้างไหน โดยไม่คำนึงถึงผลเสียว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างกับบุคคลหรือองค์กรที่ถูกกล่าวอ้าง โดยเฉพาะกองทัพบกที่ทำงานเยอะ แต่วันนี้ถูกต่อว่ามากมาย ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด โดยไม่ไปขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังคับขันอยู่ อยากให้ทุกคนช่วยกันแก้ไขปัญหาไปในทางที่ถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมาย และอย่าสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งทำผิดกฎหมายแล้วไม่ใช้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ และให้อีกพวกหนึ่งใช้วิธีการนอกกฎหมายมากระทำต่อผู้ทำผิดกฎหมาย ถามว่า ถูกต้องหรือไม่ บ้านเมืองมีขื่อ มีแป บ้างไหม ดังนั้นขอเตือนไว้เสียก่อน ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่ต้องร้อนตัว ไม่ต้องไปกล่าวอ้างอะไรทั้งสิ้น เท่าที่ทราบมีการแจ้งดำเนินคดีมาก ถ้ากลับมาตำรวจคงต้องจับ แทนที่จะไปสู้รบตบมือกับอริราชศัตรูกลับต้องมารบกันเอง แล้วคนที่มาใช้อาวุธ รบกันก็เป็นนักเลงเสียส่วนใหญ่” ผบ.ทบ. กล่าว

                     เมื่อถามว่า การประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเพราะคนไม่เคารพกฎหมาย ปี 53 ก็มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่แก้ไขไมได้  แต่จำเป็นต้องใช้ เพราะเมื่อสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นก็ต้องมีการใช้กฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับว่า คนจะเชื่อฟังกฎหมายหรือไม่ และผู้ปฏิบัติจะดำเนินการได้ถูกต้อง รัดกุม รอบคอบ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายหรือไม่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว บางครั้งก็เป็นปัญหา เพราะไม่ใช่โจรผู้ร้ายปกติ เนื่องจากครั้งนี้เป็นเรื่องความขัดแย้ง ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายมากๆ ความขัดแย้งก็ยังไม่ลดลง ขอให้ไปหาว่า ความขัดแย้งอยู่ที่ไหน ใครจะต้องแก้ และแก้อย่างไร อย่าทำให้ทุกอย่างสับสน สรุปสุดท้ายไม่มีใครดีสักคนในประเทศไทย แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร จะทำอย่างไรให้ลดความรุนแรงให้ได้ ต้องอาศัยความเข้าใจ ความถูกต้อง ความเป็นธรรมในการดำเนินการ ตนไม่มองว่า ใครผิดหรือใครถูก แต่มองว่า ใครผิดกฎหมายก็ถือว่า ผิดทั้งนั้น ถ้าวันนี้ยังไม่ถูกดำเนินคดี วันหน้าก็ต้องถูกดำเนินคดี วันนี้ที่ยุ่งเพราะเรื่องคดีทั้งนั้น อย่าบอกว่า ไม่กลัวกฎหมาย เพราะถ้าไม่กลัวกฎหมายก็ต้องยอมมาติดคุก ยอมมาสู้คดีกันก็จบ ทุกพวกทุกฝ่ายวันหน้าต้องเข้ามาต่อสู้คดีให้ถูกต้อง บ้านเมืองจะได้ไม่เสียหาย

                     เมื่อถามถึงกรณีที่พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีต ผบ.สส. พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีต ผบ.ทบ. และอดีตนายทหารระดับสูงจัดตั้งกลุ่มรัฐบุคคล เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว ท่านเกษียณอายุไปแล้ว ท่านคงนัดเจอกันบ้าง เพราะมีห่วงใยชาติบ้านเมือง แต่ท่านไม่ได้มายุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกตน ไม่ได้มาสั่งอะไร มีแต่ให้กำลังใจ ท่านก็แค่นั่งกินกาแฟ และแสดงความคิดเห็น อาจไม่รู้จะคุยอะไรกันจึงคุยเรื่องบ้านเมือง เรื่องกองทัพบ้าง ส่วนท่านจะพูดอะไร เป็นความคิดเห็นของท่าน ท่านหมดหน้าที่จากกองทัพไปแล้ว คิดว่า ท่านคงไม่มาสั่งอะไรใคร แต่ความคิดของคนห้ามกันไม่ได้ ตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่สงบ ทุกคนมีสิทธิ์คิด แต่ปัญหาคือ จะทำอย่างไรให้ถูกต้องเหมือนกองทัพบกที่พยายามทำให้ถูกต้อง

                     เมื่อถามถึงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การจัดการเลือกตั้งไม่ใช่หน้าที่ของตน หน้าที่ของตน คือ ดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน ซึ่งวันเลือกตั้งถือว่า มีความเรียบร้อยน่าพอใจอยู่ในระดับหนึ่ง และถือว่า ดีที่สถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่ประเมินไว้ ไม่มีการสูญเสียหรือมีคนตาย แต่จะให้เห็นด้วย หรือไม่กับการเลือกตั้ง ตนคงไม่ตอบในเรื่องนี้ เพราะไม่ได้มอบหน้าที่ให้ตนจัดการเลือกตั้ง ส่วนที่ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่  เมื่อถามว่า กดดันหรือไม่ที่มีผู้ใหญ่หลายฝ่ายกดดันให้กองทัพทำรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าใครจะมากดดันตน ผู้ใหญ่ที่ไหนไม่มี อย่าพูดให้ท่านเสียหาย สื่อเขียนไปเรื่อยเปื่อย ทำให้คนเหล่านั้นเสียหาย ตนโตมาถึงบัดนี้คงไม่มีใครมาบังคับ ตนทำงานด้วยระบบและกติกา ตนคงไม่ฟังอะไรที่นอกเหนือจากกติกาของกองทัพบก ดังนั้นไม่มีใครชักจูงตนได้

                     “ มีคนส่งจดหมายเรียกร้องมาที่กองทัพบกเยอะ ผมจึงให้สำนักงานเลขานุการกองทัพบกชี้แจงกลับไป ขอบคุณทุกความคิดเห็นที่เป็นห่วงกองทัพ กองทัพเป็นของประชาชนทุกคน อยากให้ทุกคนรักทหารบ้าง หรือถ้าจะเกลียดทหาร หรือไม่ชอบทหารบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่าหยาบคายกับทหาร เพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกัน ผมรับราชการทหารมา 30 กว่าปี ดูแลประเทศชาติมาเยอะ ผ่านศึกสงครามชายแดนมาพอสมควร แต่จะมาด่าผมหรือทหารเป็นหมูเป็นหมา มันไม่ใช่ กรุณาให้เกียรติกัน เมื่อท่านไม่ให้เกียรติผม ผมก็ไม่ให้เกียรติท่าน ดังนั้นช่วยกันรักษากฎหมายเท่าที่สามารถทำได้ให้มากที่สุด และให้ความเป็นธรรมกับทุกส่วน ฝากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร และอย่าขาดความเชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

'ประยุทธ์' อัดโจรบึ้มใต้ไม่ใช่มนุษย์ เดินหน้าคุยสันติภาพ

 

                     พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า นี่คือภาระหน้าที่ของทหารที่ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะการต่อสู้กับคนที่ไม่มีจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ เราเป็นทหารของชาติ ประชาชน นับถือศาสนามีความเมตตากรุณา และใช้กติการะเบียบในการทำงาน แต่คนเหล่านั้นใช้ยุทธวิธีแบบกองโจรมาสู้กับเจ้าหน้าที่ ทำอะไรฝ่าฝืนกติกาไม่เป็นสุภาพบุรุษ ลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ ยิงเด็กผู้หญิง คนแก่ คนชรา รวมทั้งผู้นำศาสนา และยังสร้างความขัดแย้งให้ทุกระดับ โดยหวังผลแค่ชนะกับแพ้ โดยไม่คำนึงชีวิตของมนุษย์

                     ทั้งนี้ สมมุติว่าคนเหล่านี้นำพาให้พวกเขาชนะ ผู้นำเหล่านี้หรือจะสามารถทำให้ประชาชนเขาปลอดภัย การเป็นผู้นำคนต้องมีจริยธรรม คุณธรรม รู้ผิด รู้ถูก อย่างไรก็ตามในส่วนของการพูดคุยสันติภาพยังคงดำเนินการอยู่

 

'ทบ.' พร้อมคัดเลือกทหาร เม.ย.57 เชิญชายไทยตรวจโรคที่รพ.ทหาร

 

                     พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพบกได้ดำเนินโครงการตรวจโรคก่อนการตรวจเลือก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชายไทยที่จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารในช่วง เม.ย. และสงสัยว่าตนเองมีโรคที่น่าจะขัดต่อการรับราชการทหาร สามารถเข้ารับการตรวจโรคก่อนการตรวจเลือกได้ที่โรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก 19 แห่งทั่วประเทศ โดยทางโรงพยาบาลทหารจะดำเนินการตรวจร่างกาย ตรวจวินิจฉัยหาโรคที่ขัดต่อการรับราชการ โรคที่ไม่สามารถตรวจด้วยตาเปล่าหรือต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจ ได้แก่ โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของตา, หู, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคเลือดและอวัยวะสร้างเลือด,โรคของระบบหายใจ, โรคของระบบปัสสาวะ, โรคหรือความผิดปกติของกระดูก, ข้อและกล้ามเนื้อ, โรคของต่อมไร้ท่อและภาวะผิดปกติของเมตะบอลิซึม, โรคติดเชื้อ, โรคทางประสาทวิทยา, โรคทางจิตเวช และโรคอื่นๆ เช่น ตับแข็ง เป็นต้น

                     ทั้งนี้โรงพยาบาลทหารได้แต่งตั้งคณะกรรมการแพทย์ไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อตรวจร่างกาย วินิจฉัยและออกใบสำคัญความเห็นแพทย์ เพื่อให้ทหารกองเกินได้ทราบผลล่วงหน้าพร้อมเก็บไว้เป็นหลักฐานก่อนวันทำการตรวจเลือกว่ามีโรคที่ขัดต่อการรับราชการทหารหรือไม่ สำหรับผู้เข้ารับการตรวจโรคจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง และขอให้นำหลักฐานไปแสดงด้วย ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน , ใบสำคัญทหารกองเกิน (แบบ. สด. 9) และหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (แบบ. สด. 35) และหลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว - ชื่อสกุล ฉบับจริงพร้อมสำเนา จนถึง 20 ก.พ. ที่โรงพยาบาลสังกัดกองทัพบก 19 แห่ง

                     พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า สำหรับโรงพยาบาลสังกัดกองทัพบก 19 แห่งได้แก่ รพ.พระมงกุฎเกล้า กทม. , รพ.อานันทมหิดล จ.ลพบุรี , รพ.ค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์, รพ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ จ.นครนายก ด้านกองทัพภาคที่ 1ได้แก่ รพ.ค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี ,รพ.ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี , รพ.ค่ายอดิศร จ.สระบุรี , รพ.ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี ส่วนกองทัพภาคที่ 2ได้แก่ รพ.ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา ,รพ.ค่ายประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี ,รพ.ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์ ,รพ.ค่ายกฤษณ์สีวะรา จ.สกลนคร ,รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี กองทัพภาคที่ 3 ได้แก่ รพ. ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก , รพ.ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ , รพ.ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จ.ลำปาง , รพ.ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ และกองทัพภาคที่ 4 ได้แก่ รพ.ค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช,รพ.ค่ายเสนาณรงค์ จ.สงขลา ทั้งนี้สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร .0-2223-3259 หรือเว็ปไซต์  www.tdd.mi.th ,www.sussadee.com