
พลิกกฎหมายคลายปมเลือกตั้งโมฆะ-ยุบปชป.
พลิกกฎหมายคลายปม เลือกตั้งโมฆะ-ยุบปชป. : โอภาส บุญล้อมรายงาน
ผ่านไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ปรากฏว่ามีถึง 28 เขต 8 จังหวัดที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง และมี 67 เขตเลือกตั้งที่ลงคะแนนไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา อีกประมาณ 2 ล้านคน ที่ยังไม่สามารถใช้สิทธิ์ลงคะแนนได้ ซึ่ง กกต.กำหนดคร่าวๆ ว่าจะมีการเลือกตั้งล่วงหน้ารอบใหม่ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้
และเนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้มีปัญหา "ข้อกฎหมาย" ตามมามากมาย ดังนี้
1.การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่เนื่องจากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันเดียวกัน
กรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 108 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไป "วันเลือกตั้ง" ต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้มีพระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่เนื่องจากการจัดการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว เพราะมีทั้งเขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัคร และเขตเลือกตั้งที่ลงคะแนนไม่ได้ จึงต้องมีการจัดการเลือกตั้งรอบใหม่ขึ้นในเขตเลือกตั้งที่มีปัญหา ซึ่งเป็น "คนละวัน" กับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จึงมีคนเห็นว่าน่าจะเป็นโมฆะ เพราะขัดต่อมาตรา 108 ของรัฐธรรมนูญ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมายื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
สำหรับกรณี 28 เขต 8 จังหวัด ที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดปัญหากรณีนี้มาก่อน กกต. กำลังประชุมกันว่า จะใช้วิธีให้นายกฯ นำความกราบบังคมทูลเพื่อออกเป็นพระราชกฤษฎีกากำหนด "วันเลือกตั้งใหม่" หรือใช้อำนาจตามมาตรา 78 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2550 ที่ให้อำนาจ กกต.ประกาศ "วันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่" กรณีเกิดเหตุสุดวิสัยหรือจำเป็นทำให้ลงคะแนนเลือกตั้งไม่ได้
ส่วนกรณี 69 เขตเลือกตั้งที่ลงคะแนนไม่ได้ กกต.ก็กำลังประชุมหาทางออกอยู่เช่นกัน ซึ่งกรณีนี้ กกต.น่าจะใช้มาตรา 78 พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฯ ได้ เพราะที่ผ่านมา กกต.ก็เคยใช้มาตรา 78 ออกประกาศให้ลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ไม่สามารถลงคะแนนได้ในวันเลือกตั้ง เนื่องจากในหน่วยเลือกตั้งนั้นเกิดเหตุน้ำท่วม เป็นต้น
ส่วนประเด็นที่มีการอ้างว่า เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปไม่ใช่วันเดียวกันจึงเป็นโมฆะนั้น ทาง กกต. และบางฝ่ายเห็นว่า หากเกิดกรณีจำเป็นหรือมีเหตุสุดวิสัยก็สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไป "คนละวัน" ได้ ไม่ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปเป็นโมฆะ ซึ่งประเด็นนี้สุดท้ายคงต้องรอ "ศาลรัฐธรรมนูญ" วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานต่อไป
2.การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เนื่องจากได้จัดการ"เลือกตั้งล่วงหน้า"หลัง"วันเลือกตั้งจริง 2 กุมภาพันธ์ 557
สืบเนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมาประมาณ 2 ล้านคน ที่ยังไม่สามารถใช้สิทธิ์ลงคะแนนได้ ซึ่ง กกต.กำหนดคร่าวๆ ว่าจะมีการเลือกตั้งล่วงหน้ารอบใหม่ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้
ทำให้มีบางฝ่ายมองว่า น่าจะส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้ "โมฆะ" ไปด้วย เพราะว่า มาตรา 8 พ.ร.บ. เลือกตั้ง ส.ส.ฯ ระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปต้องเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การที่ไปจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าหลัง "วันเลือกตั้งจริง" คือ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ทำให้เกิดการ "ชี้นำ" และส่งผลต่อการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่เกิดขึ้นภายหลังได้ ซึ่งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้
และยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่มองกันว่า "การเลือกตั้งล่วงหน้า" ที่จัดให้มีขึ้นหลัง "วันเลือกตั้งจริง" นั้น ส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะว่าบัตรลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ตามกฎหมายต้องนำมานับ "ในวันเลือกตั้งจริง" คือ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ดังนั้นการนับบัตรลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าภายหลังวันเลือกตั้งจริง ส่งผลให้บัตรลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าเป็น "บัตรเสีย" เท่ากับทำให้คนเสียสิทธิ์ถึง 2 ต่อ คือ ครั้งแรกเสียสิทธิ์ที่ไม่สามารถลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ และครั้งที่สองเสียสิทธิ์ที่เป็นบัตรเสีย และยังขัดต่อหลัก "ความเสมอภาค" ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 30 บัญญัติคุ้มครองว่าทุกคนมีความเสมอภาคกันทางกฎหมาย
แต่ กกต.กลับมองว่า การเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งหรือในเขตเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งจริงนั้น เป็นเพียงวิธีการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ไม่สามารถไปลงคะแนนในวันเลือกตั้งจริงได้ เช่น อาจติดภารกิจงานในวันเลือกตั้ง เป็นต้น ก็สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งจริงได้ อีกทั้งกฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า "เลือกตั้งล่วงหน้า" แต่ใช้คำว่า "เลือกตั้งนอกเขตหรือในเขตเลือกตั้งซึ่งอาจมีขึ้นก่อนวันเลือกตั้งจริง" ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้ไม่สามาถใช้สิทธิ์ดังกล่าวก่อนวันเลือกตั้งจริง เป็นจำนวนมาก กกต.ก็สามารถจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ภายหลังวันเลือกตั้งจริงได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
3.การสิ้นสภาพของพรรคการเมือง
เนื่องจากมาตรา 91 (2) พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 บัญญัติว่า พรรคการเมืองที่ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกันหรือเป็นเวลา 8 ปี ติดต่อกัน สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากัน นายทะเบียนพรรคการเมืองสามารถสั่งให้สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองได้
เรื่องนี้ทำให้มีคนหยิบยกกรณี "พรรคประชาธิปัตย์" ที่ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ว่า หากมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าเกิดขึ้นแล้ว "พรรคประชาธิปัตย์" ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง พรรคประชาธิปัตย์จะถูกสั่งให้สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองหรือไม่
ทั้งนี้กรณีพรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน ที่ผ่านมายังไม่เคยมีเรื่องเข้าสู่ กกต.
ประเด็นนี้จึงมีการถกเถียงกันว่า พรรคการเมืองที่ไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง 2 ครั้งติดต่อกัน ต้องมีระยะเวลาในการไม่ส่งผู้สมัครเป็นเวลา 8 ปีติดต่อกันด้วยหรือไม่
บางฝ่ายบอกว่า แค่พรรคการเมืองใดไม่ส่งผู้สมัครฯ 2 ครั้งติดต่อกันแม้ไม่ถึงเวลา 8 ปีติดต่อกัน ก็สิ้นสภาพพรรคการเมืองแล้ว
แต่อีกฝ่ายเห็นว่า ต้องยึดถือเอาระยะเวลา 8 ปีติดต่อกัน หมายความว่า แม้พรรคการเมืองใดไม่ส่งผู้สมัครฯ 2 ครั้งติดต่อกันหรือมากกว่า 2 ครั้งด้วยซ้ำ แต่เมื่อนับระยะเวลายังไม่ถึง 8 ปีติดต่อกัน ก็ไม่สิ้นสภาพพรรคการเมือง เนื่องจากสภาพการเมืองไทยเรามีการยุบสภา เลือกตั้งอยู่บ่อยครั้ง จึงต้องคำนึงถึงความพร้อมของพรรคการเมืองด้วย และยังเป็นการส่งเสริมให้พรรคการเมืองไม่ต้องถูกสั่งให้สิ้นสภาพง่ายๆ อีกทั้งหากดูตามตัวอักษร กฎหมายใช้คำว่า "สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากัน" จึงต้องยึดถือ "ระยะเวลาที่ยาว" เป็นหลัก
และจากการตรวจสอบเรื่องนี้กับทาง กกต. มีแนวโน้ม กกต.จะยึดว่า พรรคการเมืองใดจะสิ้นสภาพต้องไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเป็นเวลา 8 ปีติดต่อกันขึ้นไป
.................................
(หมายเหตุ : พลิกกฎหมายคลายปม เลือกตั้งโมฆะ-ยุบปชป. : โอภาส บุญล้อมรายงาน)



