ข่าว

สงครามหลักสี่...'หน้าที่-นาทีชีวิต'สื่อ

สงครามหลักสี่...'หน้าที่-นาทีชีวิต'สื่อ

03 ก.พ. 2557

สงครามหลักสี่...'หน้าที่-นาทีชีวิต' : รายงาน

              เหตุการณ์เผชิญหน้ากันที่แยกหลักสี่ ก่อนปะทุเป็นสงครามย่อยๆ ระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมสองฝ่ายเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย และสื่อกระแสหลัก
    
              คลิปวิดีโอที่ปรากฏ มีครบทั้งแสง สี เสียง จากปลายกระบอกปืนที่ถูกยิงออกมาโดยชายรูปร่างสันทัด สวมหมวกไอ้โม่งคลุมใบหน้า สลับกับเสียงระเบิดดังเป็นระลอก และมีรายงานข่าวตามมาว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 6 ราย ในจำนวนนั้นมีนักข่าวรวมอยู่ด้วย!!
    
              เหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วและค่อนข้างสับสนว่า ระหว่างกลุ่ม กปปส.แจ้งวัฒนะของ หลวงปู่พุทธะอิสระ กับกลุ่มเสื้อแดงที่ "โกตี๋" วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำแดงปทุมธานีอ้างว่าไม่ใช่พวกของเขา ใครเป็นผู้เปิดฉากจุดชนวนสงครามขึ้นก่อนกันแน่ เพราะนาทีนั้นแม้แต่ผู้สื่อข่าวเองยังแทบเอาตัวไม่รอด
    
              "พวกนักข่าวมีสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเข้าไปหลบอยู่ในป้อมตำรวจตรงสี่แยก อีกกลุ่มหลบอยู่ตรงเกาะกลางถนน ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย ทุกคนต้องนอนหมอบ มีเสียงปืนยิงข้ามหัวไปมาตลอดเวลา เหมือนหนังสงคราม" ปรีชา เพาะพูล นักข่าวเนชั่นทีวี กับช่างภาพคู่หู กิตติชัย นาคเกษม บรรยายภาพนาทีระทึกขณะเกิดเหตุปะทะกันกลางถนน
    
              ปรีชา ซึ่งวันนั้นต้องผันตัวเองเป็นนักข่าวสงครามไปโดยไม่ตั้งใจ บอกว่า ตอนแรกที่มารายงานข่าว "กปปส.ยกพลปิดสำนักงานเขตหลักสี่เพื่อคัดค้านการเลือกตั้ง" และได้ข่าวว่าฝ่ายตรงข้าม คือ กลุ่มสนับสนุนการเลือกตั้ง มาปักหลักรอเผชิญหน้าอยู่ในวัดหลักสี่ใกล้ๆ กัน ก็คิดอยู่ในใจแล้วว่าวันนี้จะต้องมีการปะทะกันเกิดขึ้นแน่นอน
    
              และเป็นจังหวะที่ชายคนหนึ่งขับรถเก๋งเข้าไปในวงล้อมของผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งแล้วถูกรุมทุบทำร้ายจนรถพังยับเยิน เสียงระเบิดก็ดังแทรกขึ้นมากลางวง!!! นักข่าว นสพ.เดลินิวส์ ถูกลูกหลงบาดเจ็บไม่สาหัส จากนั้นเสียงปืนนัดแรกก็ดังขึ้นตามมา
    
              ปรีชา บอกว่า ความชุลมุนช่วงนั้นสับสน และรุนแรงมาก แม้แต่ทหาร และตำรวจก็ไม่สามารถระงับเหตุได้ ทุกคนต้องรักษาความปลอดภัยตัวเอง และปล่อยให้สถานการณ์คลี่คลายไปเอง
    
              ในคลิปวิดีโอ เหตุการณ์ตอนที่เสียงปืนรัวถี่ แล้วเห็นบรรดานักข่าว ช่างภาพ คุดคู้ หมอบคลาน บ้างก็ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่หลังแท่งแบร์ริเออร์ ปรีชาบอกว่า เป็นช่วงที่ทุกคนต้องหาที่หลบภัย โผล่หัวขึ้นมาไม่ได้ เพราะมีเสียงปืนยิงข้ามไปมาเป็นระลอก !! พื้นที่หลังแท่งแบร์ริเออร์เพียงแค่ไม่ถึง 5 เมตร ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนต้องใช้เวลาคลานอยู่นานนับชั่วโมง!! ได้ยินแต่เสียง!!
    
              เช่นเดียวกับภาพในคลิปวิดีโอ ตอนที่ชายรูปร่างสันทัดเดินคุ้มกันขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งและใช้ปืนสงครามที่ซ่อนไว้ในถุงใบใหญ่ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจนเห็นประกายไฟพุ่งออกมาจากปลายกระบอกปืน สร้างความตกตะลึงให้แก่ กิตติชัย และกลุ่มนักข่าว ซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าและจับภาพไว้ได้พอดี
    
              "ช่วงที่ถ่ายภาพตอนนั้นระยะแค่เมตรเดียว เราไม่คิดว่ามันคืออะไร แต่แป๊บเดียวก็มีเสียงดังออกมา อ้าวเป็นปืนหรือหว่า เราก็รีบหมอบแต่ยังชูกล้องขึ้นมาถ่ายภาพไว้ อย่างน้อยก็ไม่โดนหัวเรา" กิตติชัย ซึ่งผ่านเหตุการณ์สำคัญทั้งระเบิดที่ถนนบรรทัดทองและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาครบทุกรส บอกว่านาทีชีวิตตอนนั้นสำคัญเท่ากับหน้าที่
    
              กิตติชัย บอกว่า เหตุการณ์ระเบิดขบวนของ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ถนนบรรทัดทอง และระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นความบังเอิญที่เขาเข้าไปอยู่ตรงนั้นโดยไม่รู้ว่าจะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น  ต่างกับเหตุการณ์ที่แยกหลักสี่ เป็นเหตุการณ์ที่คาดเดาได้ล่วงหน้า ดังนั้น นักข่าวทุกคนจึงต้องมีการตัดสินใจบนความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง
    
              สิ่งที่กิตติชัย และปรีชา บอกเล่า ในวันที่พวกเขาต้องทั้งหมอบ ทั้งคลานเพื่อทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในวันนี้ บางคนอาจรู้สึกได้ถึงอันตราย แต่ไม่มีใครได้เคยสัมผัสว่าอันตรายนั้นแฝงไว้ด้วยความหวาดเสียวแค่ไหน
    
              เพราะทั้ง กิตติชัย และ ปรีชา ไม่ลังเลเลยที่จะเปิดเผยว่า ในวันที่พวกเขาต้องทั้งวิ่ง ทั้งหมอบและคลาน หลบคมกระสุนอยู่กลางสี่แยกหลักสี่นั้น พวกเขาให้ความสำคัญกับเสื้อเกราะกันกระสุนมากกว่าหลวงพ่อรุ่นไหนๆ ทั้งปวง

................

(หมายเหตุ  : สงครามหลักสี่...'หน้าที่-นาทีชีวิต' : รายงาน)