
'ประพันธ์'คลี่ปมโมฆะ-หนุนเลือกตั้ง
'ประพันธ์'คลี่ปมโมฆะ-หนุนเลือกตั้ง : สัมภาษณ์พิเศษ โดยขนิษฐา เทพจร
สถานการณ์หลังวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ จะเป็นอย่างไร ซินแสทางการเมืองคงคาดเดาได้ไม่ยาก เพราะการจัดการเลือกตั้ง-วันหย่อนบัตร มีปรากฏการณ์การคัดค้าน-ไม่ยอมรับจากมวลมหาประชาชน “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือ กปปส. ที่เชื่อว่าระบอบทักษิณเป็นต้นเหตุนำไปสู่ความล่มสลายของประเทศ
"ทีมข่าวเนชั่น” จับเข่านั่งคุยกับ “อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการบริหารการเลือกตั้ง - ประพันธ์ นัยโกวิท” เพื่อมองอนาคตการเลือกตั้ง ที่ทุกคนจับตา โดย “อดีต กกต.” ผู้นี้แม้จะถอดหมวกแล้ว แต่ยังเฝ้าจับตาการเลือกตั้งรอบนี้อย่างตาไม่กะพริบ และรู้สึกเป็นห่วงไม่แพ้ใครๆ เพราะการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ถือเป็นการเลือกตั้งในภาวะวิกฤติอันหนักหน่วงยิ่งกว่าการจัดการเลือกตั้งรอบที่เขานั่งทำหน้าที่ อันเนื่องมาจากมีมวลชนออกมาคัดค้านจำนวนมหาศาลเช่นกัน และเตรียมการล้มการเลือกตั้ง
หนึ่งในนั้น คือ การฟ้องร้องให้ศาลพิจารณาว่า "การจัดเลือกตั้งเป็นโมฆะ" ในหลายเหตุผล เช่น การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร, มีเหตุที่ขัดขวางการเลือกตั้งจนทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต เที่ยงธรรม
แต่ในสายตา “อดีตกกต.ที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งมาตลอด 7 ปี” มองว่า เหตุแห่งการฟ้องร้องให้นำไปสู่การเป็นโมฆะนั้น ต้องมีเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมของผู้จัดการเลือกตั้ง ที่ชี้ชัดว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนกรณีเหตุการณ์แวดล้อม เช่น การปิดล้อมศูนย์ไปรษณีย์พื้นที่ภาคใต้ต้องพิจารณาแยกเรื่อง หากในพื้นที่ใดมีการทำผิดหรือมีพฤติกรรมของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่ทำให้การเลือกตั้งไม่โปร่งใสก็สั่งให้เพิกถอนการเลือกตั้งในเขตนั้น แต่ไม่ใช่เป็นเหตุให้โมฆะทั่วประเทศ
ส่วนกรณีการร้องว่าเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร “ประพันธ์” อธิบายบนเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ถูกกำหนดเป็นวันเลือกตั้ง ถือว่าเป็นวันแรกของการตั้งต้นนับอายุของสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีหลังจากวันดังกล่าว และถูกประกาศไว้ในพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง ส่วนวันอื่นๆ ที่ กกต.จะกำหนด เช่น วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่จะให้ผู้ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขตได้ลงคะแนน หรือช่วงเดือนมีนาคม ที่คาดว่าจะกำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งของพื้นที่ภาคใต้ 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเพียงการกำหนดวันลงคะแนน หรือวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่วันเลือกตั้งตามบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 108 กำหนด
“ที่หลายคนว่า กกต.ชุดนี้ทำงานไม่เข้มแข็ง ไม่รีบไปฟ้องดำเนินคดีผู้ขัดขวางการเลือกตั้ง ผมว่าต้องเห็นใจเขา เพราะหากรีบดำเนินคดีอาจทำให้สถานการณ์ที่ขัดแย้งรุนแรงเพิ่มขึ้น กระทบต่อการทำงานที่ลำบากอยู่ก่อนแล้วอีก ผมยังเชื่อว่ากกต.ที่อาสาเข้ามาทำงานต้องพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ส่วนที่ใครจะวิจารณ์ว่า กกต.ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งอาจจะเป็นความไม่เข้าใจ แต่สำคัญที่สุดในการทำหน้าที่ของ กกต.คือจุดยืน”
ส่วนการเลือกตั้งรอบนี้ แม้จะผ่านไปได้ด้วยความเรียบร้อย “อดีต กกต.ด้านจัดการเลือกตั้ง” มองว่าจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือบุคคลที่มีหน้าที่ เพราะลำพัง 5 เสือ กกต.กับพนักงานทั่วประเทศเพียง 2,000 คน ไม่เพียงพอต่อการเลือกตั้งทั่วไปที่ต้องใช้บุคลากรรวมกว่า 1.1 ล้านคน
แต่การส่งคนไปช่วยต้องไม่ใช่ส่งคนไปตีกับคนประท้วง คือหากมีเหตุต้องไปช่วยเจรจา ห้ามมวลชนให้เลิกขัดขวางหรือยับยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรง เพราะต้องยอมรับว่าคนที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นราษฎรที่มีอารมณ์หลากหลาย หากเกิดความไม่พอใจ อาจทำให้เกิดการปะทะ และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ที่ประชาคมโลกหรือประชาคมอาเซียนมองเราว่าเป็นตัวตลก
แต่สิ่งที่คนยังคาใจมากที่สุดเมื่อมีการขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งจนครบทุกหน่วย ทุกเขต แล้วจะทำให้ได้จำนวนผู้แทนราษฎรมีไม่ถึงร้อยละ 95 ซึ่งแปลงเป็นตัวเลขกลมๆ ที่ 475 คนจากจำนวนทั้งหมด 500 คนตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้เปิดสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกได้หลังการเลือกตั้ง “อดีตกกต.” บอกว่าหากการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่สามารถได้ ส.ส.ครบจำนวน กกต.ต้องสั่งให้มีวันเลือกตั้งใหม่ภายหลัง และทำให้ได้จนครบจำนวนโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 วรรคท้าย ที่ระบุให้ทำให้มี ส.ส.ครบตามจำนวน ภายใน 180 วันนับจากวันเลือกตั้ง
แต่หากเกินเลยเวลา 180 วันยังได้ ส.ส.ไม่ครบ กกต.ต้องทำไปจนกว่าจะได้ครบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ถือว่า ส.ส.คือผู้แทนประชาชน หากมีเหตุจำเป็นก็อาจกินเวลาเกิน 180 วัน ก็อาจยกบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มาตรา 108 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าด้วยการกำหนดวันเลือกตั้งมาใช้ได้
ส่วนใน 28 เขตพื้นที่ภาคใต้ที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง “อดีต กกต.” มองว่าอาจจะมีความเห็นใน 2 ทาง คือ 1.รัฐบาลปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อออกพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)ใหม่ เฉพาะใน 28 เขต แต่ไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะออกให้ได้หรือไม่ เพราะเขาอาจจะมองว่า พ.ร.ฎ.เลือกตั้งทั่วไปได้ออกไปแล้ว และอาจใช้วิธีที่เทียบเคียงกับกรณีที่กกต.ให้ใบแดงผู้สมัคร และ 2.กกต.เปิดรับสมัครใหม่และกำหนดวันลงคะแนนใหม่ได้ ในสมมุติฐานนี้อาจถูกนำไปฟ้องร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ โดยอ้างว่าการเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร แต่ในข้อเท็จจริงเมื่อไม่สามารถหาคนมาสมัครรับเลือกตั้งได้ ต้องเปิดรับสมัครใหม่ หากจะต่อสู้ กกต.ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง หากทำโดยสุจริต กฎหมายก็ให้การรับรองว่าไม่ต้องรับโทษทางแพ่ง ทางอาญา และคดีปกครอง
ในช่วงท้าย “ประพันธ์” บอกเล่าสิ่งที่กังวลที่สุดคือ เดดล็อก การเมืองที่เกิดจากความขัดแย้งที่หาจุดลงตัวไม่ได้ และกระทบการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานสภา เพื่อลือกนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้ หากเป็นเช่นนั้นจะส่งให้เกิดรัฐบาลเพื่อเข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหาของประเทศได้ช้า ทั้งนี้ได้สะท้อนเข้าใจเหตุผลความจำเป็นของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่าย กปปส. แต่หากยังดึงดัน ความขัดแย้งจะจบไม่ได้
“ผมว่าต้องมีคนกลาง โดยพิจารณาแล้วว่ามี 2หน่วยงานที่รัฐบาลยอมรับและกปปส.ไม่ไปปิดล้อม ผู้นำ 3 เหล่าทัพบวกกับผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธาน 3 ศาล คือ ศาลฎีกา, ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองสูงสุด โดยบุคคลทั้ง 7 นั้น แม้ไม่ใช่หน้าที่ แต่เมื่อประเทศเจอวิกฤติจนหาทางออกไม่ได้ก็น่าจะมาคุยกันเพื่อหาทางออก หรือเพื่อยุติความเสียหายของคนไทย รวมถึงระบบเศรษฐกิจที่เป็นส่วนสำคัญ”
ส่วนแนวทางการทำประชามติเรื่องการปฏิรูปประเทศก่อนหรือหลังเลือกตั้ง “ประพันธ์” มองว่าอาจจะสายไป เพราะกติกากำหนดให้ต้องมีเวลาทำ 90-120 วัน แต่หากทำในการทำความเห็นว่าต้องการมีปฏิรูปเรื่องใดก็ถือว่าเป็นเรื่องดีกว่าที่จะใช้การดึงดันกันอยู่อย่างนี้ เพราะการทำประชามติจะเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้ทราบว่าประชาชนไทยทั้งประเทศคิดเห็นอย่างไร
-----------------------------
(หมายเหตุ : 'ประพันธ์'คลี่ปมโมฆะ-หนุนเลือกตั้ง : สัมภาษณ์พิเศษ โดยขนิษฐา เทพจร)



