ข่าว

เหลือ'สองพัน'

เหลือ'สองพัน'

02 ก.พ. 2557

เหลือ'สองพัน' : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                      เคยค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ย้อนหลัง และพบว่า มีหลายๆ เว็บไซต์ที่ลิ้งค์ข้อมูลไปจากเว็บไซต์ต้นทาง คือ Komchadluek  ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่การ “แชร์ข้อมูล” กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้คน
 
                      จากรูปแบบเดิมที่เราอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะซื้อเองหรือหาอ่านตามร้านกาแฟ ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ของตัวเอง ข่าวไหนที่สนใจเป็นพิเศษก็ตัดเก็บไว้ แต่ถ้าเป็นของอาเฮียร้านกาแฟ จะไปตัดหนังสือของแกก็ใช่ที่ ดีที่สุดคือ ยืมแกมาถ่ายเอกสารเก็บไว้ หรือไม่งั้นก็อดทนรอให้วันพรุ่งนี้มาถึง แล้วค่อยย้อนกลับไปขอหนังสือพิมพ์เก่าของเฮีย มาเป็นสมบัติของเรา ทุกวันนี้กลายเป็นเราหาข้อมูลตามเว็บไซต์ อยากรู้เรื่องไหน อยากรู้เรื่องอะไร แค่ปลายนิ้วคลิก ข้อมูลทั้งโลกก็จะพรั่งพรูมาสู่เรา
 
                      “ความรวดเร็ว” กลายเป็นประโยชน์ที่ทำให้เรารับรู้ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างทันท่วงที ในขณะที่ “ความรวดเร็ว” ก็เป็นโทษ เพราะหลายครั้งที่ข้อมูลจากปลายนิ้วคลิก กลายเป็นเรื่องหลอกลวง บิดเบือน และหลายเรื่องถูก “ตัดต่อ” อย่างตั้งใจให้เป็นเท็จ
 
                      ไม่ว่าอย่างไร เหรียญก็มีสองด้านเสมอ และเป็นสองด้านที่ท้าทายให้มนุษย์ใช้ “สติ” และ “ปัญญา” ในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะให้มากขึ้น
 
                      ที่เขียนมาทั้งหมด เพียงเพราะได้รับอีเมล์จากผู้อ่านที่น่าจะไม่ได้ติดตาม “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” หรือแม้แต่รายการ “เงินทองต้องรู้” ทาง FM 90.5 และ www.nationradio.co.th แต่บังเอิญสนใจเรื่องการลงทุนแล้วคลิกหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ไปเรื่อยๆ จนเจอกัน
 
                      ผู้อ่านท่านนี้ยังบอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเองมาอย่างครบถ้วน ว่าปัจจุบันอายุ 33 ปีและรับราชการ สนใจเรื่องการลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่นคงในชีวิต แต่ไม่มีความรู้ รวมถึงยังบอกรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้และค่าใช้จ่าย ซึ่งโดยสรุปแล้ว มีเงินเหลือสำหรับการลงทุนเดือนละ 2,000 บาท จะทำอย่างไรให้งอกเงย 
 
                      เขายังบอกด้วยว่า สนใจลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) เพื่อต้องการนำมาลดหย่อนภาษีด้วย แต่เพิ่งเริ่มเก็บข้อมูล และยังไม่ค่อยเข้าใจระบบการลงทุนเท่าไหร่ พร้อมทั้งให้ชื่อของกองทุนแอลทีเอฟที่สนใจลงทุน ทั้งหมด 5 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดอเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวปันผล ของ บลจ.กรุงศรี กองทุนเปิดแวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว ของบลจ.ยูโอบี กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว ของ บลจ.บัวหลวง และกองทุนเปิดแมนูไลฟ์ สเตร็งค์ คอร์ หุ้นระยะยาว ของบลจ.แมนูไลฟ์ (สงสัยจะอ่านจากวันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน ที่เขียนถึงผลตอบแทนของกองทุนแอลทีเอฟ) 
 
                      ปิดท้ายที่ความสนใจลงทุนแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักหรือดอลลาร์ คอสต์ อเวอเรจ ที่รบกวนขอคำแนะนำ
 
                      งานนี้คงไม่ไปแตะส่วนที่คุณผู้อ่านท่านนี้ทำไปแล้ว แต่จะเริ่มต้นจากเงิน 2,000 บาทที่เหลือในแต่ละเดือน และต้องการนำไปลงทุน ที่เจ้าของเงินเองก็ยอมรับว่า เป็นเงินจำนวนน้อยมาก ซึ่งก็จริง แต่ก็ไม่จริงทั้งหมด เพราะเงินก้อนเล็กๆ เพียง 2,000 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนที่งอกเงย ถ้าเราให้ “เวลา” กับเงิน และมี “วินัย” กับการลงทุนอย่างจริงจัง
 
                      เคยแนะนำเพื่อนที่ลูกยังเล็กว่า ให้เก็บเงินฝากแบงก์ให้ลูกอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 2,000 บาท พอเงินเดือนออกปุ๊บ ก็ตัดเข้าแบงก์ให้ลูกปั๊บ เผลอแป๊บเดียวลูกยังไม่ทันเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็มีเงินฝากในแบงก์หลักหมื่นหลักแสน (ไม่นับรวมผลตอบแทนจากดอกเบี้ยทบต้น) ไว้เป็นฐานที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้ชีวิตของเด็กๆ ได้แล้ว
 
                      ดังนั้น เงินแค่ 2,000 บาทจึงไม่ใช่ปัญหาและอุปสรรคสำหรับการเริ่มต้นเลย
 
                      เมื่อจะเริ่มต้นที่ 2,000 บาทและอยากได้ผลตอบแทนที่งอกเงย การลงทุนใน “กองทุนรวม” น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับคนที่ไม่รู้จัก “กองทุนรวม” ลองค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์สมาคมบริษัทจัดการลงทุน www.aimc.or.th ซึ่งมีข้อมูลให้มือใหม่อ่านแบบเพลินๆ ได้ไปหลายวัน ลองศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ก่อนจะเชื่อมโยงไปที่เว็บอื่นๆ ที่แนะนำเว็บไซต์นี้ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยป้องกันคุณจากมิจฉาชีพ ที่สวมรอยอ้างว่าเป็นบริษัทจัดการกองทุน แต่ปรากฏว่า “เถื่อน” ดังนั้น ชื่อของบริษัทที่ปรากฏในเว็บไซต์ aimc.or.th จึงรับประกันได้ว่าเป็น “ของจริง” แบบที่คุณจะไม่โดนหลอกแน่ๆ
 
                      ทีนี้ เมื่อรวมกับเงื่อนไขที่ต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่จะนำเงินลงทุนในกองทุนรวมไปลดหย่อนได้ ก็ต้องเป็นการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือแอลทีเอฟ แบบที่แจ้งมาในอีเมล (จริงๆ สามารถลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรืออาร์เอ็มเอฟ ก็ได้ แต่คิดว่า ระยะเวลาการลงทุนอาจจะยาวเกินไป เพราะผู้ถามอายุ 33 ปี ต้องลงทุนถึงอายุ 55 ปีถึงจะไถ่ถอนเงินลงทุนได้) เมื่อคำตอบคือ การลงทุนในแอลทีเอฟแล้ว ผู้อ่านท่านนี้ยังให้ชื่อกองทุนมา 5 กอง ซึ่งเป็นกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับท็อปไฟว์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะลงทุนได้ทุกกอง ทั้งนี้ เนื่องจากบางกองทุนนั้น มีเงื่อนไขในเรื่องของการลงทุนขั้นต่ำ ซึ่งเข้าใจว่า ทั้งกองทุนภายใต้การบริหารงานของ บลจ.อเบอร์ดีน และ บลจ.แมนูไลฟ์ จะกำหนดการลงทุนขั้นต่ำไว้สูงกว่า 2,000 บาท ดังนั้น ที่สนใจก็เหลือ บลจ.กรุงศรี บลจ.บัวหลวงและ บลจ.ยูโอบี
 
                      ไม่ได้ย้อนกลับไปดูนโยบายการลงทุนของกองทุนทั้ง 3 กองทุน แต่ในแง่ของช่องทางการลงทุนแล้ว (โดยไม่ผ่านระบบการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต) ช่องทางของ บลจ.กรุงศรี ผ่านธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ บลจ.บัวหลวง ผ่านสาขาของธนาคารกรุงเทพ ก็น่าจะสะดวกกว่า บลจ.ยูโอบี ที่ผ่านสาขาของธนาคารยูโอบี ที่มีสาขาน้อยกว่า 2 ธนาคารแรก แต่ถ้าคุณคิดว่าไม่ใช่ปัญหา หรือคิดจะลงทุนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จะเลือกซื้อกองทุนของ บลจ.ไหน ก็ไม่ต่างกัน
 
                      ข้อที่พึงตระหนักไม่ใช่เรื่องของการซื้อขั้นต่ำ หรือซื้อกองทุนของ บลจ.ใด แต่สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือ การลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ ก็คือ การลงทุนในกองทุนที่ลงทุนใน “หุ้น” ซึ่งมีความเสี่ยง เงิน 2,000 บาทที่ลงทุน อาจจะได้กำไรหรืออาจจะขาดทุน ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่ได้แน่ๆ คือ สิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่วนเรื่องของกำไร (หรือขาดทุน) เป็นผลพลอยได้หรือผลกระทบข้างเคียง
 
                      งั้นถามว่า ทำไมคนยังกล้าลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ ก็เพราะว่า คนลงทุนเชื่อว่า “หุ้น” ที่กองทุนเลือกลงทุนจะมีโอกาสเติบโตสร้างกำไรในระยะยาว ไม่มีใครคิดซื้อวันนี้ ขายพรุ่งนี้ เพราะเงื่อนไขของแอลทีเอฟกำหนดไว้ชัดเจนว่า ต้องลงทุนขั้นต่ำ 5 ปี ซึ่งสำหรับตลาดหุ้นแล้ว ระยะเวลา 5 ปี ถ้าไม่มีอะไรร้ายแรงมากระทบจริงๆ โอกาสที่ราคาจะสูงขึ้นมีมากกว่าโอกาสที่ราคาจะลดลง
 
                      สรุปในเบื้องต้นตรงนี้ ก็คือ เงิน 2,000 บาทต่อเดือนของคุณนั้น ลงทุนในแอลทีเอฟได้ และก็ควรใช้การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักหรือดอลลาร์ คอสต์ เอเวอเรจ หมายถึงลงทุนในจำนวนเท่ากัน คือ 2,000 บาท ในวันเดียวกันของทุกๆ เดือน เช่น วันที่ 5 หรือวันที่ 10 หรือวันที่ 15 ของแต่ละเดือน วิธีนี้นอกจากจะสร้างวินัยในการลงทุนแล้ว ยังช่วย “เฉลี่ย” ต้นทุนให้กับคุณ เพราะไม่มีใครรู้ว่า ราคาหุ้นจะต่ำที่สุดในวันไหน
 
                      ลองทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ให้เวลากับเงิน และมีวินัยกับการลงทุนอย่างเคร่งครัด พลังของเงิน 2,000 บาทต่อเดือน จะมากมายกว่าที่คิดไว้มาก
 
 
 
....................
 
(เหลือ'สองพัน' : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])