
'ย้ายฐานผลิต-เพิ่มศักยภาพ'สู่ความยั่งยืน
'ย้ายฐานผลิต-เพิ่มศักยภาพ' กุญแจพัฒนาอุตฯเครื่องนุ่งห่มไทยสู่ความยั่งยืน : โดย...อนัญชนา สาระคู
ปี 2556 ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าในกลุ่ม "อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม" ของไทย เป็นไปในทิศทางเดียวกับสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญอื่นๆ ที่พบว่าภาคการส่งออกชะลอตัวลง สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจในตลาดโลกยังคงซบเซา โดยเฉพาะตลาดสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น โดยตัวเลขการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวระยะ 11 เดือน (ระหว่างมกราคม-พฤศจิกายน 2556) มีมูลค่ารวมที่ 2,630.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 3.13%
ขณะที่ยอดรวมทั้งปี 2556 นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า มีมูลค่าราว 2.7-2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งถือว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี เพราะสมาคมได้ติดตามในเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยน ทำให้คาดว่าปีที่ผ่านมา ยอดส่งออกจะติดลบราว 5%
ส่วนในปี 2557 นี้ คาดว่าการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มจะเติบโตได้ประมาณ 5% คิดเป็นมูลค่าราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบๆ 1 แสนล้านบาท การเติบโตดังกล่าวมาจากปัจจัยตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตขึ้นในทุกมิติ ขณะที่เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปก็ไม่ได้เลวร้ายลงไปกว่านี้ ส่วนญี่ปุ่นดูเหมือนจะดีขึ้น จากอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำและมีสัญญาณที่ดีของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับกระแสความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีน ทำให้ผู้ซื้อญี่ปุ่นหันมาซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น
"ทั้ง 3 ปัจจัยนี้ทำให้เราคาดว่าการส่งออกในปีนี้จะเติบโตได้ 5% ส่วนเงินบาทที่อ่อนค่าลง เป็นตัวที่ทำให้เราทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นและมองว่า ค่าเงินบาทที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับที่มีความเหมาะสมแล้ว และผู้ประกอบการไม่ต้องการให้ค่าเงินบาทผันผวน เพราะจะส่งผลต่อการบริหารธุรกิจทำให้บริหารยากขึ้น เพราะการขายสินค้าในอุตสาหกรรมของเราเป็นลักษณะการขายล่วงหน้า 6-9 เดือน จึงขอให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาท อย่าทำให้แกว่งตัวมากเกินไป" นายสุกิจกล่าว
จับตาส่งออกครึ่งปีหลัง
เขากล่าวอีกว่า หากมองปัจจัยลบต่อภาคธุรกิจในขณะนี้ มีปัจจัยเดียวเท่านั้น คือ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เรื่องสถานการณ์การชุมนุม และยังไม่เห็นปัจจัยลบอื่นๆ โดยตัวเลขคาดการณ์ส่งออกปีนี้ที่คาดว่าจะโต 5% ยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง แต่หากจบได้โดยเร็วก็เชื่อว่าจะยังไม่กระทบต่อเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ ส่วนผลกระทบในระยะสั้นต่อตลาดในประเทศ พบว่า ในพื้นที่ชุมนุมยอดขายสินค้าในกลุ่มนี้ลดลง แต่ในพื้นที่นอกเขตการชุมนุมยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
อย่างไรก็ตาม กรณีการชุมนุมยืดเยื้อและมีความรุนแรงเกิดขึ้น แน่นอนว่าจะทำให้ยอดขายของสินค้าในกลุ่มเครื่องนุ่งห่มในช่วงครึ่งปีหลังไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการค้าสินค้า ผู้ซื้อจะสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า 4-6 เดือน ทำให้ขณะนี้เรามียอดคำสั่งซื้อหมดแล้วไปจนถึงเดือน 6 แต่หากในช่วงครึ่งปีหลังการชุมนุมทางการเมืองเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น คาดว่าจะทำให้ผู้ซื้อโยกคำสั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทยไปประเทศอื่นแทน เนื่องจากเขาไม่ต้องการมีความเสี่ยงที่เราอาจจะส่งสินค้าให้ไม่ทัน
"กรณีการชุมนุมยืดเยื้อทำให้เราทำธุรกิจลำบาก โดยตลาดในประเทศเอง การดำเนินธุรกิจตามปกติจะมีการสั่งซื้อและสั่งผลิตล่วงหน้า 6 เดือนเช่นกัน การชุมนุมที่ยืดเยื้อจะทำให้เราไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังได้เลย คือการจะสั่งซื้อไว้มากก็เกรงว่าสินค้าจะเหลือค้างสต็อกนาน หรือหากสั่งผลิตน้อยไปแต่สถานการณ์ไม่ยืดเยื้อและรุนแรง ก็จะทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจได้"
การประคองธุรกิจในช่วงเวลานี้ แต่ละบริษัทต่างมีแผนรองรับไว้อยู่แล้ว แผน 1 แผน 2 อย่างเช่นกรณีผู้ส่งออก หากผู้ซื้อไม่เดินทางเข้ามา เราก็จะเป็นผู้เดินทางไปหาผู้ซื้อเอง หรือถ้าเหตุการณ์ไม่วุ่นวายไปนัก ก็อาจจะหาสถานที่นัดหมายที่อื่น เช่น โรงงานในพื้นที่ต่างจังหวัด หรือโรงงานที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ เพราะต้องบอกเลยว่าการที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งภาษาอังกฤษคือ "state of emergency" นั้นทำให้ผู้ซื้อที่จะเดินทางเข้ามาปกติจะมีการซื้อประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ แต่เมื่อรัฐบาลของประเทศใดก็แล้วแต่ที่ประกาศ state of emergency ทำให้บริษัทประกันจะไม่ให้ความคุ้มครอง เมื่อไม่ได้รับการคุ้มครอง บริษัทต้นสังกัดก็จะไม่ส่งลูกน้องตนเข้ามา ซึ่งอันนี้คือปัญหา
"ปัจจัยลบของเราตอนนี้เป็นปัจจัยภายในอย่างเดียว ขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยอื่น ซึ่งก็ได้แต่วิงวอนว่าการชุมนุมจะไม่ยืดเยื้อและไม่รุนแรง และส่วนตัวเชื่อว่า เมื่อประเทศผ่านพ้นวิกฤติเลวร้ายไป ก็จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น หากยืดเยื้อออกไปนานก็จะทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น แต่สิ่งที่มีความสำคัญคือเรารู้ว่าบางอย่างจะต้องได้รับการแก้ไข สิ่งที่รัฐบาลเคยทำผิดพลาดมา ไม่อยากให้เกิดขึ้นในรัฐบาลสมัยหน้าหรือเกิดน้อยลง" เขากล่าวและว่า
โดยมี 2 ข้อที่อยากจะวิงวอนคือ ขออย่าให้มีการปิดสนามบินหรือปิดท่าเรือ ซึ่งตรงนี้จะส่งผลกระทบทันทีต่อการส่งออก และกรณีมีการเลือกตั้ง ขออย่าให้นำเรื่องการปรับค่าแรงมาเป็นนโยบายหาเสียงอีก
เร่งขยายฐานสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
นายสุกิจ กล่าวถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มว่า ปัจจุบันสมาคมสนับสนุนผู้ประกอบการให้พิจารณาถึงการย้านฐานลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งนอกจากจะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีแนวโน้มว่าในอนาคตจะต้องใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 80-90% แล้วยังได้ช่วยทำให้ต้นทุนลดลงอีกด้วย
"สิ่งที่เราสนับสนุนในตอนนี้คือการใช้แรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมาย และให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ไม่ใช่เพราะลูกค้าไม่ให้ใช้เท่านั้นแต่เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศด้วย การสนับสนุนการออกไปขยายฐานในต่างประเทศนั้น มองว่าถ้าเขามีศักยภาพเพียงพอ เราก็จะมีพี่เลี้ยงที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่และออกไปลงทุนในต่างประเทศก่อนหน้านี้แล้วเป็นพี่เลี้ยงให้"
เขากล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มกว่า 20 รายที่ออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว และมีการตั้งโรงงานถึง 35 โลเกชั่นด้วยกัน ทำให้ขณะนี้สมาคมพยายามผลักดันผู้ประกอบการรายขนาดกลางที่มีศักยภาพออกไป โดยให้บริษัทรายใหญ่เป็นพี่เลี้ยง โดยสิ่งที่รายขนาดกลางต้องการ คือเรื่องของความรู้ความเข้าใจในสิทธิประโยชน์ของการลงทุน กฎระเบียบต่างๆ โดยสมาคมเองได้มีการตั้งศูนย์ส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ (โอทีไอซี) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยให้ข้อมูลในเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ เช่นในเรื่องการจัดตั้งบริษัท การเลือกสถานที่ เรื่องต้นทุนการใช้จ่าย การขนส่ง รวมถึงการจัดหาโรงงานพี่เลี้ยง เพื่อคนที่ไปใหม่จะไม่ประสบปัญหาเหมือนกับรุ่นแรกๆ ที่ไป
ทั้งนี้ การไปลงทุนในต่างประเทศของผู้ประกอบการไทยนั้นยังเป็นลักษณะของการขยายฐานการลงทุน ซึ่งเหตุผลแรกๆ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ในเรื่องค่าแรงที่ถูกกว่า และในบางประเทศมีการเจรจาเขตการค้าเสรี หรือได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีจากประเทศผู้ซื้อ เช่น เวียดนามกำลังเจรจากรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) กับอีก 10 ประเทศ ขณะที่ประเทศกัมพูชา ลาวและพม่า ได้สิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าเมื่อส่งสินค้าเข้าไปในสหภาพยุโรป ขณะที่ในสิ้นปีนี้ประเทศไทยจะถูกยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีจากสหภาพยุโรป (อียู) ทำให้ต้องเสียภาษีในอัตราเต็มที่ 12% ปัจจัยนี้จึงเป็นตัวผลักดันให้ผู้ประกอบการออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นด้วย
"ปัญหาและอุปสรรคของกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย คือเรื่องปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนที่เหลือผู้ประกอบการสามารถปรับตัวมาได้มากแล้ว" เขากล่าว
สำหรับการปรับขึ้นค่าแรงตามนโยบายของรัฐบาลอัตราวันละ 300 บาททั่วประเทศนั้น รัฐบาลเคยประกาศไว้แล้วว่าจะควบคุมไปจนถึง 31 ธันวาคม 2558 แต่ที่สำคัญในการหาเสียง ขออย่านำมาเป็นนโยบายหาเสียงอีกเพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันด้านนโยบายในส่วนนี้ขึ้นอีก ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยที่จะไม่สามารถแข่งขันได้
แนวคิดในเรื่องนี้ถือเป็นแนวคิดที่ผิด ไม่ว่าจะประเทศไหนก็แล้วแต่ถ้าค่าแรงขั้นต่ำในเมืองหลวงเท่ากับต่างจังหวัด จะทำให้การลงทุนในต่างจังหวัดหยุดชะงักลง นั่นหมายถึงจะทำให้ในต่างจังหวัดจะไม่เกิดการลงทุนเลย กลายเป็นการทำลายโครงสร้างการลงทุนในต่างจังหวัดทั้งหมด เช่น เดิมที่ตนไปตั้งโรงงานในอุบลราชธานี ที่แม้ว่าจะมีต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น และมีประสิทธิภาพต่ำกว่า แต่ก็มีต้นทุนด้านค่าแรงที่ต่ำกว่า แต่เมื่อค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศแล้ว การลงทุนในพื้นที่ต่างจังหวัดจึงไม่มีความหมายอีก ดังนั้นการขยายการลงทุนในอนาคตก็จะมีเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น
"เมื่อไหร่ที่รัฐบาลใช้นโยบายประชานิยม เป็นการบิดเบือนโครงสร้างธุรกิจ มันเป็นการทำลายหลายๆ อย่างที่เคยมีมาแต่เก่าก่อนทั้งหมด จึงไม่อยากให้รัฐบาลนำเรื่องค่าแรงมาเป็นนโยบายหาเสียงและแข่งขันหาเสียงกันอีก โดยเฉพาะในเรื่องค่าแรง ซึ่งไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง" นายสุกิจ กล่าว
หนุนปรับตัวพัฒนาอุตฯยั่งยืน
เขากล่าวถึงทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยด้วยว่า ในอนาคตประเทศไทยจะเป็นแหล่งการผลิตอย่างเข้มข้นอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต่อไปเราจะต้องใช้กรุงเทพฯ เป็นฐานของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดซื้อจัดหา และการทำวิจัยและพัฒนา โดยมีแรงงานในประเทศเพื่อนบ้านเป็นแหล่งผลิตเพื่อประโยชน์ด้านต้นทุนแรงงาน นั่นคืออนาคตของความอยู่รอดของอุตสาหกรรมนี้
"เครื่องนุ่งห่ม ยังจะเป็นอุตฯ ดาวรุ่งหรือไม่ ผมไม่ขอตอบ แต่ยืนยันได้ว่าเราจะไม่ดาวร่วงแน่ๆ สำหรับเครื่องนุ่งห่ม เพราะยังเป็นธุรกิจที่ลูกค้าในต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการไทย แต่เราเองจะต้องไปหาต้นทุนที่ถูกกว่าหรือเพิ่มมูลค่าให้แก่ตัวสินค้า โดยการพูดคุยกับผู้ซื้อเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน และพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เพื่อให้เขามาซื้อกับเราให้ได้"
ทำให้ในปัจจุบัน แม้ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่จะยังคงเป็นผู้รับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) แต่สมาคมกำลังปรับเปลี่ยนให้ผู้ประกอบการเป็น สมาร์ทเตอร์ โออีเอ็ม คือให้มีการออกแบบเป็นของตัวเอง และในวันหนึ่งจะมีแบรนดิ้งเป็นของตัวเอง โดยการค่อยๆ เรียนรู้ขึ้นไป โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการมาเรียนรู้ในศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ มาเรียนรู้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง ซึ่งแนวทางการปรับตัวทั้งการลงทุนในต่างประเทศ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นี่คือแนวทางการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน และจะทำให้อุตสาหกรรมของเราไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมดาวร่วงอย่างแน่นอน
-----------------------
('ย้ายฐานผลิต-เพิ่มศักยภาพ' กุญแจพัฒนาอุตฯเครื่องนุ่งห่มไทยสู่ความยั่งยืน : โดย...อนัญชนา สาระคู)



