
'องอาจ'เชื่อ'รบ.-กกต.'ถกทางออกลต.เหลว
'องอาจ' เชื่อ 'รบ.-กกต.' ถกทางออกเลือกตั้งเหลว เหตุ 'พท.' มีธงเดินหน้าลต. 2 ก.พ. หวั่นเกิดสูญเสียเพิ่ม ด้าน 'มัลลิกา' จี้ 'ตร.' ลากคอมือยิง 'สุทิน' มาลงโทษ
28 ม.ค.57 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แถลงถึงการหารือกันระหว่าง นายกรัฐมนตรีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ในวันนี้ว่า เกิดปัญหาจากท่าทีของพรรคเพื่อไทยโดยหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สร้างความสับสนว่าจะต้องเลือกตั้งภายใน 60 วัน จึงไม่คิดว่าการหารือดังกล่าวจะสัมฤทธิ์ผล เพราะแกนนำเพื่อไทยได้ออกมาแสดงจุดยืน ไม่รับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ดึงดันเดินหน้า 2 ก.พ.57 และพยายามสร้างเงื่อนไขก่อนการพบปะพูดคุยในวันนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จ
นายองอาจ กล่าวว่า หากปล่อยให้มีการเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 จะเกิดอะไรขึ้น หลังจากเห็นหนังตัวอย่างจากการเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้ว หรือรัฐบาลอยากเห็นหนังจริงทั้งเรื่องให้มีเหตุการณ์บาดเจ็บ ล้มตายเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะรัฐบาลสามารถระงับยับยั้งเหตุไม่ให้เกิดความสูญเสียได้ แต่อยู่ที่รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจะทำหรือไม่ ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 5 วัน เป็นช่วงสำคัญ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองในทิศทางที่ดีขึ้น หรือซ้ำเติมบ้านเมืองให้หนักหนาสาหัสมากกว่าเดิม ล้วนขึ้นอยู่กับดุลพินิจและการตัดสินใจของนายกฯ หวังว่าจะมองประโยชน์บ้านเมืองเป็นสำคัญมากกว่า ประโยชน์ส่วนตัวและคณะ
'องอาจ' จับพิรุธคนรัฐบาลเอี่ยวเหตุการณ์วัดศรีเอี่ยมหรือไม่
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แถลงว่า เหตุการณ์ที่วัดศรีเอี่ยมไม่ใช่เหตุธรรมชาติว่าคน 2 กลุ่มมาเผชิญหน้ากัน เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะไม่มีความรุนแรง ถึงขั้นยิงกันจนเสียชีวิต เพราะจะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าหลายหน่วย มีการเผชิญหน้าระหว่างคน 2 กลุ่มที่มีความเห็นต่างกัน แต่ไม่มีการทำร้ายร่างกาย หรือยิงจนเสียชีวิต แตกต่างจากที่วัดศรีเอี่ยมที่มีการบาดเจ็บ ล้มตายซึ่งสังคมต้องร่วมพิจารณาว่า เหตุการณ์ที่วัดศรีเอี่ยมจงใจกำหนดขึ้นโดยคนใดคนหนึ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่า คนของรัฐบาลเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่วัดศรีเอี่ยม เพราะหลังเกิดเหตุการณ์นี้ พฤติกรรมของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ ที่เป็นเครื่องมือของรัฐบาล มีการดำเนินการที่ชี้ว่าน่าจะมีความร่วมมือกระทำให้เกิดเหตุการณ์ที่วัดศรีเอี่ยม
“ขอถามว่ารัฐบาลปล่อยให้ ศรส.ใส่ร้ายผู้เสียชีวิตว่ามีอาวุธได้อย่างไร เพราะถ้ามีอาวุธจริงเหตุใดคนเหล่านั้นพยายามวิ่งหนี โดยไม่พยายามต่อสู้ ทำไมไม่นำอาวุธออกมายิงต่อสู้กับผู้ที่เข้ามาทำร้าย แต่กลับเป็นการกระทำฝ่ายเดียวต่อผู้ชุมนุม ที่ไปคัดค้านการเลือกตั้งล่วงหน้า โดยไม่มีการตอบโต้ด้วยอาวุธแต่อย่างใด ดังนั้นการนำอาวุธมาแสดงจึงเป็นการสร้างหลักฐานเท็จ ยัดเยียดความผิดให้นายสุทิน เหมือนกับยิงให้นายสุทินตายซ้ำอีกรอบเพราะไม่สามารถให้การอะไรได้อีกแล้ว” นายองอาจ กล่าว
นายองอาจ กล่าวว่า รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่ปรึกษาศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) ว่า หน่วยงานนี้มีไว้ป้องกันไม่ให้เกิดความไม่สงบ แล้วเหตุใดตำรวจที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวจึงไม่ป้องปราม ให้คนร้ายยิงและทำร้ายนายสุทินกับผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจ หรือถูกขู่บังคับจากผู้มีอำนาจบ้านเมือง โดยไม่เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ถูกทำร้าย ทั้งที่ตำรวจห่างจากเหตุการณ์ไม่กี่สิบเมตร แต่ไม่ได้เคลื่อนไหวที่จะป้องปรามเหตุรุนแรง
ทั้งนี้เชื่อว่าตำรวจถูกบังคับให้มีพฤติกรรมเหมือนไม่ใช่ตำรวจ แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ การกล่าวหาของนายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำเสื้อแดงที่ระบุว่า เป็นการยิงกันเองระหว่างกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) กับ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ถือเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนว่า ต้องการสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ชุมนุม เพื่อไม่ให้ต่อต้านรัฐบาล จึงขอประณามผู้วางแผนอยู่เบื้องหลัง ให้เกิดเหตุการณ์ที่วัดศรีเอี่ยม
'มัลลิกา' จี้ตำรวจลากคอมือยิง 'สุทิน' มาลงโทษ
น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นำภาพผู้ต้องสงสัยพร้อมอาวุธว่าจะเป็นผู้ยิงนายสุทิน ธราทิน แกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่ถูกยิงเสียชีวิตที่หน้าวัดศรีเอี่ยม เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า บุคคลดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับคนที่เคยจัดการชุมนุมเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นลูกน้องของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธแดง และยังมีชายอีกคนที่ถือปืนและไม้เดินไปยังจุดที่เกิดเหตุ โดยทั้งหมดมากับอดีตผู้สมัครส.ส.ของพรรคการเมืองหนึ่ง
ตนยังมีหลักฐานจากเฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า “ลุงยิ้มตาสว่าง” ซึ่งเป็นฮาร์ดคอร์เสื้อแดง ได้โพสต์ข้อความหลังเกิดเหตุการณ์ประมาณ 2 ชั่วโมง “กำลังถล่มพวกป่วนเลือกตั้งที่วัดศรีเอี่ยม ยิงตายห่าไปแล้วหนึ่ง ที่เหลือยังล้อม คาดอาจเสียชีวิตยกแก๊งค์....รอ”จึงอยากให้พนักงานสอบสวนเชิญไปสอบสวน และยังมีข้อมูลจากในเพจวิทยา แสนสุข โพสต์ว่า “กูจะยิงแม่งทุกวัน ดูซิมันจะอยู่ได้มั้ย” และข้อความว่า “ต่อไปก็ต้องเก็บแกนนำทีละคนสินะ งานยากเลย แต่ว่าต่อให้ยากแค่ไหนก็จะทำ เพื่อความสงบสุขกลับมาให้พี่น้องชาวไทย เตรียมตัวไว้ให้ดีพวกกบฏทั้งหลาย”
น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) จึงต้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปสืบสวนสอบสวนด้วย โดยนำคลิปทั้งหมดที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียไปตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ทราบ และหาคนร้ายมาลงโทษ หากไม่มีคลิปสามารถขอได้ที่ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และต้องสอบปากคำผู้สมัครส.ส.ของพรรคการเมืองที่ไปปรากฏตัวอยู่ในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เคยเป็นแม่ยกคนเสื้อแดงด้วยว่า รู้จักและรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ มีการทำแล้วรายงานนางสาวยิ่งลักษณ์หรือไม่
นอกจากนี้ยังมีกรณีวังทองหลาง หลังมีการประกาศปิดการเลือกตั้งล่วงหน้า มีคนเสื้อแดง 4 คนใช้อาวุธเข้าไปทำร้ายประชาชน ก่อนจะวิ่งหลบเข้าไปที่ห้างอิมพีเรียลซึ่งเป็นฐานของคนเสื้อแดง ซึ่งเห็นใบหน้าชัดเจน น่าจะจับกุมตัวได้ไม่ยาก แม้เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีการเสียชีวิตแต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นแกนนำเสื้อแดงและ ศรส.ต้องตอบคำถามว่า รู้จักกับคนเหล่านี้หรือไม่ หรือใช้ให้คนเหล่านี้มาก่อการหรือไม่
'จุฤทธิ์' โต้ 'พท.' ปัด 'ปชป.' เดินการเมือง 2 ขา
นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์เล่นการเมือง 2 ขา ทำให้สังคมเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของประชาชนในขณะนี้ว่า ไม่เป็นความจริง แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พรรคจะเดิน 2 ขา เพราะขาหนึ่งรับผิดชอบต่อประชาชน อีกขาหนึ่งรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ไม่ได้ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนและประเทศชาติ เราเดิน 2 ขาได้ไม่พิการด้านจิตใจ ไม่เหมือนผู้บริหารที่ยังเดินยิ้มได้ ในวันที่มีคนตาย ที่สำคัญพรรคไม่ได้พิการสมอง ไม่ต้องอาศัยโพยในการพูดหรือตอบคำถาม
'จุฤทธิ์' ให้กำลังใจ 'ป.ป.ช.' เร่งสอบทุจริตจำนำข้าว
นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอให้กำลังใจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และชาวนาในการต่อสู้กับการทุจริตเชิงนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องโครงการจำนำข้าวให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นจะมีโครงการเช่นนี้สร้างความเสียหายให้กัประเทศชาติเพิ่มมากขึ้นอีก ในขณะที่คนได้รับผลประโยชน์นับเงินจนนิ้วเคล็ดต้องไปผ่าตัด จึงต้องทำให้เกิดความกระจ่าง นอกจากนี้เกิดเรื่องพิสดารกับชาวนาไทยเพราะกลายเป็นทั้งลูกหนี้ และเจ้าหนี้ เนื่องจากต้องกู้หนี้นอกระบบและไม่มีวี่แววว่าจะได้รับเงินจากรัฐบาลเมื่อไหร่ ขณะเดียวกันชาวนาก็เป็นเจ้าหนี้รัฐบาลแต่รัฐบาลยังไม่ใช้หนี้และดอกเบี้ย



