
ปิดสื่อตรงข้าม...รัฐบาลมีแต่'เสีย'
ปิดสื่อตรงข้าม...รัฐบาลมีแต่'เสีย' : โอภาส บุญล้อมรายงาน
หลังจากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานีบางส่วน และสมุทรปราการบางส่วน และตั้งศูนย์รักษาความสงบ ( ศรส.) โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็น ผอ.ศรส. และตามมาด้วยข่าวว่า รัฐบาลจ้องจะปิดสถานีโทรทัศน์บลูสกาย ที่เสนอข่าวกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปปส.ภายใต้การนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้คนในสังคมกำลังจับตาย่างก้าวของรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วยความสนใจ
"เถกิง สมทรัพย์" ผอ.สถานีโทรทัศน์บลูสกาย บอกว่า หากรัฐบาลต้องการปิดสถานีโทรทัศน์บลูสกาย ก็ต้องทำเรื่องไปยัง "คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ" หรือกสทช. เนื่องจากสถานีโทรทัศน์บลูสกายมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ที่จะออกคำสั่งกับสถานีโทรทัศน์บลูสกายได้ ก็คือ กสทช.
"ถ้า กสทช.เกิดเห็นด้วยกับ ศรส.ที่ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีคำสั่งปิดบลูสกายเป็นจอดำ ผมก็พักร้อน ไม่ได้วิตกกังวลอะไร ทางเราก็เตรียมแผนไว้แล้วในการรับมือว่า จะไปร้องต่อศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลแพ่ง ตอนนี้กำลังปรึกษากับทนายอยู่ เพื่อให้ตีความกฎหมาย เป็นการขอความเป็นธรรมและให้เพิกถอนคำสั่งปิดสถานี และสุดท้ายถ้าศาลมีคำสั่งอย่างไร เราก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม ก่อนหน้านี้เราเคยแจ้งไปยัง กสทช.และทางไทยคม ให้ทราบว่า การรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในขณะนี้ ได้ก้าวข้ามเรื่องของสถานีโทรทัศน์สถานีใดสถานีหนึ่งไปแล้ว อย่างกรณีของ "ราชดำเนินเน็ตเวิร์ค" ซึ่งมีการรวมตัวของทีวี 5 ช่อง คือ บลูสกาย, ทีนิวส์, เอฟเอ็มทีวี, อาร์เอสยูทีวี (ม.รังสิต) และ 13 สยามไท ได้ทำการถ่ายทอดสดการชุมนุมของ กปปส.ตลอด และยังมีสื่อหลากหลาย มีโซเชียลเน็ตเวิร์ค และมีโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา"
"การสื่อสารสมัยนี้สะดวกกว้างขวางกว่าสมัยก่อนหลายเท่า ดังนั้นแม้ไม่มีสถานีโทรทัศน์บลูสกาย ประชาชนก็รับทราบข้อมูลข่าวสารได้จากสื่ออื่นอยู่แล้ว ไม่สามารถปิดกั้นข่าวสารได้ ผมว่าถ้าสถานีโทรทัศน์บลูสกายถูกปิด คนที่เสียหายไม่ใช่บลูสกาย แต่เป็นรัฐบาลเอง ที่จะเสียหายในสายตาของต่างชาติ และจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ ยิ่งไปมีการปิดกั้นข่าวสาร ประชาชนจะโกรธและเข้าไปดูในพื้นที่จริง เหมือนกับคนที่หิวน้ำก็พยายามหาแหล่งน้ำจนได้"
อย่างไรก็ตาม "เถกิง" มองว่า ที่มีข่าวว่ารัฐบาลได้สั่งให้ช่อง 11 เสนอข่าวในเชิงบวกต่อรัฐบาล เช่น การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกลุ่มคนที่จุดเทียนและรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งและให้ยุติความรุนแรงนั้น เป็นสิทธิของรัฐบาลที่จะทำได้ ในการนำเสนอให้เห็นคนที่มีความคิดเห็นต่างกันทางการเมือง เพราะถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาทำร้ายหรือปิดสถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอข่าวของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล
"การที่บลูสกายเป็นสื่อเลือกข้าง เลือกที่จะเป็นสื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ไม่ได้ผิดกฎหมายตรงไหน ก็เหมือนกับที่มีสถานีโทรทัศน์สุขภาพแพทย์แผนไทย สถานีโทรทัศน์แพทย์แผนตะวันตก สถานีโทรทัศน์เพลง ก็แล้วแต่ประชาชนจะเลือกชมสถานีไหน และสื่อสามารถชี้นำ เป็นตะเกียงนำทางให้ประชาชนได้ สื่อไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง แต่ต้องเป็นธรรม อย่างบลูสกาย การที่เราจะวิจารณ์รัฐบาลในเรื่องใด เรื่องนั้นต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ซี้ซั้ว และรัฐบาลก็สามารถชี้แจงในเรื่องที่เราตรวจสอบและวิจารณ์นั้นได้ผ่านทางสื่อของรัฐบาล ซึ่งมีมากกว่าสื่อที่ตรวจสอบรัฐบาลอยู่แล้ว"
ด้าน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์สาขาวิชาวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า มีนักข่าวในสื่อของรัฐมาเล่าให้ฟังว่า สื่อของรัฐมีการสั่งให้ทำข่าวกรณีที่มีกลุ่มคนที่จุดเทียนและรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งและให้ยุติความรุนแรง โดยให้ตามทำข่าวตลอดและนำเสนอทุกวัน และสั่งจากส่วนกลางของสื่อนั้นไปยังศูนย์ข่าวตามภูมิภาค ถามว่าวันนี้มีข่าวหรือยัง เพื่อให้ติดตามว่าในพื้นที่มีการทำกิจกรรมของกลุ่มคนที่ทำกิจกรรมในลักษณะนี้ในพื้นที่ไหนบ้างและให้นำเสนอเป็นข่าว จนเป็นที่น่าผิดสังเกตว่า น่าจะมีการสั่งการด้วยวาจาจากคนในรัฐบาลโดยตรง ให้นำเสนอข่าวนี้ นอกจากนี้ยังสั่งให้นำเสนอข่าวนี้ไปยังสื่อหนังสือพิมพ์ในบางค่ายด้วย เพราะหากมองถึงคุณค่าความสำคัญของข่าวที่มีกลุ่มคนทำกิจกรรมจุดเทียนและรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งแล้ว ไม่จำเป็นถึงขนาดที่จะต้องทำเป็นข่าวทุกวัน
"ผมไม่ได้บอกว่าห้ามนำเสนอข่าวกลุ่มคนที่จุดเทียนและรณรงค์ให้มีการเลือกตั้ง แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่ามันผิดปกติที่มีการเสนอข่าวนี้มากเกินไปหรือเปล่า"
"มานะ" ยังให้ความเห็นถึงกรณีที่รัฐบาลจ้องจะปิด "บลูสกาย" ว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและเป็นการกระตุ้นให้คนสื่อสารในทางอื่นและไม่สามารถหยุดยั้งข่าวสารได้ เพราะยังมีสื่อออนไลน์, สื่อโซเชียลมีเดีย และยังเป็นการกระตุ้นให้คนออกมาชุมนุม
ส่วนที่ว่า "บลูสกาย" เป็นสื่อเลือกข้างอยู่ตรงข้ามรัฐบาลนั้น เขาเห็นว่า สื่อมีสิทธิเลือกข้างได้ แต่ถ้าไปหมิ่นประมาทใคร ก็จะถูกฟ้องฐานหมิ่นประมาทตามกฎหมายได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องถูกปิดสถานี
"ในยุคนี้คงไม่มีสื่อที่เป็นกลางแล้ว สื่อเลือกข้างได้ แต่ต้องเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ต้องเสนอข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลและฝ่ายรัฐบาล และต้องไม่มีการบิดเบือนข้อมูล"
"ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์" นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวจะปิดบลูสกาย ว่า บลูสกายอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. ดังนั้น ศรส.ใช้อำนาจอะไรในการไปปิดสถานีและรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ได้บัญญัติคุ้มครองสื่อ โดยระบุว่า การสั่งปิดสื่อ จะกระทำมิได้ และรัฐบาลจะทำอย่างไรกับสื่อของรัฐ หรือเอเชียอัพเดท ที่ใช้ความรุนแรง ก่อให้เกิดความเกลียดชังในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งในบ้านเมือง รวมทั้งโซเชียลมีเดีย ทวิตเตอร์ ไลน์ เพราะรัฐบาลจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ หากเลือกปิดเฉพาะบลูสกาย คนก็จะไม่พอใจรัฐบาล
"ที่จริงสื่อก็ใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งอยู่แล้ว ผมคิดว่าอย่างมากรัฐบาลหรือ ศรส. ก็ทำได้แค่ขอความร่วมมือในการเสนอข่าว ซึ่งก็คงมีการขอความร่วมมือไปแล้ว โดยเฉพาะสื่อของรัฐ ในส่วนของสมาคมสื่อ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ก็เคยประชุมร่วมกันหลังรัฐบาลออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยรอดูว่าตามประกาศข้อกำหนดข้อ 2 ที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสื่อ จะมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนอย่างไร และยังให้ไปรวบรวมข้อมูลจากสื่อต่างๆ ว่า ได้รับแรงกดดันจากรัฐอย่างไรบ้างหรือไม่ เพื่อที่ทางสมาคมสื่อจะได้แสดงท่าทีอย่างเป็นทางการต่อไป"
นายกสมาคมนักข่าวฯ ยังฝากไปถึงสื่อของรัฐว่า สื่อของรัฐได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 46 วรรคสอง มีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็น ดังนั้นหากรัฐบาลหรือ ศรส. ขอความร่วมมือมาก็อยู่ที่ความกล้าและดุลพินิจขององค์กรสื่อนั้นเองว่าจะนำเสนอข่าวอย่างไร
ส่วน "วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์" นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันได้ก้าวพ้นยุคสมัยที่จะปิดสื่อที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลไปแล้ว และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อ ถึงรัฐจะปิดสื่อใดสื่อหนึ่งได้ ข่าวสารในเรื่องนั้นก็ไปโผล่ที่สื่ออื่นอยู่ดี อีกทั้ง "บลูสกาย" ก็อยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช.หากจะปิด "บลูสกาย" ศรส.ก็ต้องทำเรื่องไปยัง กสทช.
"อย่างบลูสกาย เป็นเครื่องมือสื่อสารความเชื่อทางการเมืองของคนส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกับเอเชียอัพเดท ก็เป็นเครื่องสื่อสารความเชื่อของคนอีกส่วนหนึ่ง ทั้งคู่ก็ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงความเชื่อทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ต่างประเทศก็มีแบบนี้"
"วิสุทธิ์" ยังบอกว่า หลังจากที่มีการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 4 สมาคมสื่อ ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะอาจนำไปสู่การลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความละเอียดรอบคอบในการตราข้อกำหนดใดๆ ในลักษณะที่จะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ
และนี่คือ... เสียงสะท้อนที่ "รัฐบาล" ควรรับฟัง !
-----------------------------
(หมายเหตุ : ปิดสื่อตรงข้าม...รัฐบาลมีแต่'เสีย' : โอภาส บุญล้อมรายงาน)



