
สุวัจน์ชี้ส.ส.ขาดคุณสมบัติกระทบรัฐบาล
สุวัจน์ชี้การขาดคุณสมบัติของส.ส.-ส.ว. ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล แต่เชื่อรัฐบาลยังสามารถทำงานต่อไป ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 8 แสนล้าน เป็นเครื่องมือวัดความสามารถของรัฐบาล
(20มิ.ย.) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากที่ กกต.วินิจฉัย ให้ ส.ว. และ ส.ส .จำนวนมาก ขาดคุณสมบัติ หลังมีหุ้นอยู่ในบริษัทที่มีสัมปทานกับภาครัฐ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ขาดคุณสมบัติจริงก็จะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกเนื่องจำนวน ส.ว.และ ส.ส.ที่ถูกกล่าวหาว่าผิดรัฐธรรมนูญ และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความผิดออกมาจะนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อม ซึ่งหากมี ส.ว. และ ส.ส. จำนวนมากต้องขาดคุณสมบัติ ตนเองคิดว่าจะต้องมีนัยสำคัญต่อการเมือง เพราะว่าขณะนี้เรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากโดยเฉพาะเสียงในสภา
ฉะนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเสถียรภาพของรัฐบาลก็จะมากขึ้น แต่หากการเปลี่ยนแปลงไปในทางลบเสถียรภาพของรัฐบาลก็จะได้รับผลกระทบ แต่ทั้งนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นก็ต้องพิจารณาไปตามกฎหมาย ซึ่งอาจจะถึงขึ้นยุบสภาหรือไม่นั้นเรื่องนี้ยังไม่สามารถระบุได้ต้องรอดูว่า ส.ว. และ ส.ส. ที่ขาดคุณสมบัติ มีจำนวนมากน้อยเพียงใด แต่ทั้งนี้ไม่มีนักการเมืองคนใดต้องการทำผิดรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการตีความรัฐธรรมนูญที่ไม่ตรงกัน เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีเจตนาทำผิด แต่น่าจะเป็นความที่ไม่รู้มากกว่า ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิฉัยออกมาอย่างไร
นายสุวัจน์ ยังได้กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่ จ.สกลนคร และศรีสะเกษ กรณีมีข่าวการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งขนประชาชนมาลงคะแนนและการซื้อเสียงเลือกตั้งเป็นตัวเลขที่สูงนั้น ไม่ทราบข้อเท็จจริงแต่ก็ขึ้นอยู่กับทาง กกต. ที่จะดำเนินการหาหลักฐาน และดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและถูกต้อง ซึ่งหากมีข้อมูล และข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ยิ่งจะทำให้ทุกคนทุกฝ่ายไม่เกรงกลัวกฎหมาย และจะส่งผลต่อการพัฒนาการเมืองไทยจนกลับไปสู่ยุคการใช้เงินอย่างไม่ถูกต้องทำให้เงินเป็นปัจจัยในการชี้ขาดการเลือกตั้ง
ดังนั้นทุกฝ่ายต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมายและผู้ที่มีหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งก็ต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมาให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และในฐานะที่ตนเองผ่านการเลือกตั้งหลายครั้ง มองว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดคือการทำอย่างไรที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นธรรมมากที่สุด ประชาชนมาใช้สิทธิอย่างแท้จริงไม่มีอำนาจใดมาครอบงำ
"สำหรับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการวัดบารมีกันระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ นายเนวิน ชิดชอบ เรื่องนี้ถือว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 พรรคฉะนั้นจึงเป็นที่รู้กันได้ว่า เป็นการแข่งขันกันระหว่าง 2 พรรค คือพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทย แต่ว่าคงจะเป็น 1 ตัวอย่างของเขตการเลือกตั้งเท่านั้น ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าผลการเลือกตั้งเพียง 1 เขตกระแสความนิยมจะเป็นของฝ่ายใด"
นายสุวัจรน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 8 แสนล้านบาทของสภาฯ นั้นจะทำให้รัฐบาลมีเงินงบประมาณที่จะมาบริหารประเทศตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งหากรัฐบาลกู้เงินได้ และสามารถพัฒนาเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาของประเทศได้สำเร็จ ความนิยมของรัฐบาลก็จะสูงขึ้น เพราะขณะนี้ตนเชื่อว่าโดยส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีจากการทำงานที่ผ่านมาได้รับการยอมรับในความตั้งใจทำงาน
"ขณะนี้รัฐบาลต้องแสดงผลงานออกมาให้เด่นชัดจากเงินจำนวน 8 แสนล้านที่กู้ ซึ่งตรงจุดนี้จะเป็นเครื่องมือชี้วัดการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ แต่ในทางตรงกันข้ามหากรัฐบาลได้อำนาจและมีเงินในมือแล้ว แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ความนิยมก็จะหายไปและจะเกิดการขาดความศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ตัวเอง สำหรับรัฐบาลชุดนี้เชื่อว่ายังสามารถทำงานต่อไปได้และยังไม่มีดัชนีชี้วัดใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าจะมีการเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ในช่วงนี้" นายสุวัจน์ กล่าว



