ข่าว

'องอาจ'ห่วงเลือกตั้งล่วงหน้า

'องอาจ'ห่วงเลือกตั้งล่วงหน้า

25 ม.ค. 2557

'องอาจ' ห่วงเลือกตั้งล่วงหน้า ดักคอ 'รัฐบาล-ตำรวจ' อย่าใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ซัดออก 'พ.ร.ก.ฉุกเฉิน' ละเมิดสิทธิประชาชน

 

                           25 ม.ค.57 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กทม. แถลงว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้สามารถเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การนัดหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานกกต. เพราะหากรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเลือกตั้งต่อ โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของสังคมทั้งองค์กรทางวิชาการ องค์กรธุรกิจ องค์กรวิชาชีพต่างๆ เช่น สื่อสารมวลชน แพทย์พยาบาล วิศวกรที่ขอให้ปฏิรูปการเมืองให้เสร็จก่อนจัดการเลือกตั้ง เพื่อแก้ไขวิกฤตของประเทศชาติ

                           นายองอาจ กล่าวว่า แต่ท่าทีของคนในรัฐบาลโดยเฉพาะนายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ที่เห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องตลก เป็นการแสดงถึงการไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเสมือนการเพิ่มเงื่อนไขหรือตั้งแง่ก่อนการเจรจา ดังนั้นเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ต้องกำชับให้คนในรัฐบาลยอมรับกระบวนการตรวจสอบและคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สร้างกำแพงตั้งแง่ก่อนการหารือ

                           นายองอาจ กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้น ในวันที่ 26 ม.ค.นี้ จะมีหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้ามากถึง 375 หน่วยทั่วประเทศ จึงเกรงว่าอาจจะเกิดความวุ่นวาย และเกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องทำหน้าที่ประจำในหน่วยเลือกตั้งกับประชาชนที่เห็นต่าง ที่ส่อว่าจะมีการรวมตัวประท้วง เพราะต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อน ซึ่งจะไปรณรงค์หรือแสดงออกในพื้นที่ต่างๆโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ และกทม.

                           ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจ อย่าใช้ความรุนแรงกับประชาชน และขอให้ผอ.ประจำเขตเลือกตั้ง มีมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ดังนั้นหากรัฐบาลมองเห็นว่าจะเกิดปัญหาและความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับพี่น้องประชาชนก็ขอให้ยกเลิกการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ในวันที่26 ม.ค.นี้ออกไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยแล้วว่า สามารถเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดรุนแรงระหว่างคนไทยด้วยกัน

                           ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เลื่อนการเลือกตั้งได้ หากเลื่อนออกไประยะเวลานานพอสมควร พรรคประชาธิปัตย์จะยังส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ นายองอาจ กล่าวว่า ต้องดูว่าในการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมหรือไม่ ที่สำคัญเรื่องนี้ต้องให้กรรมการบริหารพรรค และอดีตส.ส.ของพรรคทุกคนร่วมกันพิจารณา รวมถึงการปฏิรูปการเมืองตามที่ทุกภาคส่วนของสังคมเรียกร้องด้วย จะได้รับการตอบรับจากรัฐบาลหรือไม่อย่างไร

 

'องอาจ' ซัด 'รบ.' ออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินละเมิดสิทธิปชช.

 

                           นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กทม. แถลงถึงการออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า เป็นการประกาศบังคับใช้ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและขัดต่อพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และส.ว. เพราะกระบวนการที่ออกใช้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้คำสั่งที่ออกมาไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน เพระการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินมี 2 ลักษณะ คือ 1.ฉุกเฉิน  2.ฉุกเฉินร้ายแรง แต่การประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล กลับประกาศออกมาก่อน ทั้งที่ไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเกิดความรุนแรงของวิกฤตการณ์ใดๆเลย ทั้งที่ผู้ชุมนุมได้ยึดหลักในการชุมนุมโดยสงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ต่างจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในปี 52-53 ที่มีการใช้อาวุธสงครามของชายชุดดำ ซ้ำการประกาศใช้พ.ร.ก.ดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมีความพยายามที่จะลิดรอนเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อสารมวลชนอีกด้วย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 ก.พ.57 ที่รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศเพิกถอน

 

'จุฤทธิ์' ไล่ 'ยิ่งลักษณ์' ลาออก หากหาทางออกปท.ไม่ได้

 

                           นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฎ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า แนวทางแก้ไขวิกฤติของประเทศในขณะนี้ มีอยู่ 3 ทาง ที่อยากเรียกร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ใช้โอกาสนี้หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา คือ 1. รัฐบาลต้องช่วยกันดึงฟืนออกจากไฟ เพราะในฐานะที่รัฐบาลซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง จะต้องเป็นผู้นับหนึ่งในการเริ่มดึงฟืนออกจากกองไฟก่อน ไม่เช่นนั้นวิกฤติขอประเทศก็แก้ไม่ได้

                           รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า 2. รัฐบาลต้องหยุดนำฟืนใส่เข้าไปในกองไฟเพิ่ม เช่น กรณีที่นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและรักษาการรมว.มหาดไทย เห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องตลก และคำพูดแบบนี้ไม่สมควรที่จะออกมาจากปากของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย 3. ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถเจรจากับกกต.ให้เลื่อนเลือกตั้งออกไปได้ และไม่สามารถรับคำวินิจฉัยขอศาลรัฐธรรมนูญได้ ตนก็ขอร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการ

                           “เพราะวิกฤติของประเทศ รอน.ส.ยิ่งลักษณ์คนเดียวไม่ได้ รอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์มีอารมณ์รักษาประชาธิปไตยไม่ได้ วันนี้เป็นเรื่องของประเทศชาติ ที่ทุกคนทุกองค์กรมีโอกาสช่วยกัน วันนี้ไม่ใช่เรื่องของน.ส.ยิ่งลักษณ์คนเดียวแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าทำเรื่องนี้ไม่ได้ก็ขอร้องให้ช่วยลาออกไปด้วย” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

 

'ปชป.' เตือน 'ปู' อย่าดันทุรังเดินหน้าลต. แนะปฏิรูป-ฟังทุกภาคส่วน

 

                           นายชวนนท์  อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สามารถเลื่อนวันเลือกตั้งได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปหารือร่วมกันว่า ถือเป็นการวินิจฉัยที่ให้ทางออกต่อประเทศไทย รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลที่มีผลผูกพันทุกองค์กรได้ จึงขอเรียกร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีปฏิบัติตามคำสั่งศาล

                           โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนมี 4 ข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีดังนี้ 1.ให้นายกรัฐมนตรีเร่งนัดหารือกับประธานกกต.โดยเร็วเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 2.นายกรัฐมนตรีเลิกตั้งเงื่อนไขในการเจรจากับประธาน กกต. 3.ขอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าในการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง และ 4.ในการจัดเวทีการปฏิรูปรัฐบาลต้องไม่เป็นเจ้าภาพเพราะขาดความชอบธรรม โดยให้องค์กรที่มีความเป็นกลางที่น่าเชื่อถือเป็นแทน เพราะรัฐบาลต้องเสียสละและอย่าเพิ่มเงื่อนไข ที่สร้างความขัดแย้งกับประชาชนอีกต่อไป ถ้านายกรัฐมนตรีมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา เชื่อว่าประเทศไทยจะมีทางออกและสามารถแก้วิกฤตของชาติได้แน่

                           นายชวนนท์ กล่าวว่า หากน.ส.ยิ่งลักษณ์ยังดื้อรั้นที่จะจัดการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ให้ได้ก็อาจจะเข้าข่ายทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 235 ที่ระบุว่า กกต.ต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ทางกกต.เองได้ออกมาระบุแล้วว่า การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ.อาจจัดการเลือกตั้งได้ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากยังดันทุรังจะเดินหน้าจัดเลือกตั้งต่อ ก็จะกลายเป็นคนทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง และต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น