
เป็น'นายกฯ'ที่ภาระหนักจริงๆ
25 ม.ค. 2557
เป็น'นายกฯ'ที่ภาระหนักจริงๆ : โดย...ศรายุทธ สายคำมี
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 8 ต่อ 0 ให้การเลื่อนวันเลือกตั้งนั้น สามารถกระทำได้ เเละมีมติ 7 ต่อ 1 ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี เเละประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะรักษาการตามกฎหมาย ไปร่วมหารือเพื่อออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่
ทั้งนี้ เป็นไปตามคำร้องของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 214 ที่ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ทำได้หรือไม่ และเป็นอำนาจขององค์กรใด ระหว่าง กกต. และคณะรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรี
นั่นก็เท่ากับว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ ประธาน กกต. จะต้องไปหารือร่วมกันว่า จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่กันอย่างไร เพราะอำนาจการกำหนดวันเลือกตั้งนั้นเป็นอำนาจของนายกฯ ขณะที่ กกต.มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง
ที่ว่าจะกำหนดวันเลือกตั้งอย่างไร ก็เพราะว่า จะต้องไปกำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งใหม่ เปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับเข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อจะได้หลุดจากภาวะ "เดดล็อก" ที่ปัจจุบันมี 28 เขตเลือกตั้งที่ยังไม่มีผู้สมัคร และ25 เขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียว (ต้องไปลุ้นคะแนน 20% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น)
นั่นหมายความว่า พรรคเพื่อไทยและกลไกขับเคลื่อนทั้งหมดต้องยินดีที่จะ "เลื่อน" ไปด้วย แต่ถ้าหากยังมุ่งมั่นที่จะไปสู่วันเลือกตั้งให้เร็วที่สุดเช่นเดิม ปัญหาก็จะวนกลับมาอีกครั้ง หากคำตอบของนายกฯ ก็คือ ไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง
เพราะก่อนหน้านี้ ไม่ใช่แค่นายกฯ หากแต่ทุกองคาพยพในพรรคเพื่อไทยก็ยืนกรานที่จะให้เลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 26 มกราคม และเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์
ว่ากันไปถึงวันข้างหน้าด้วยซ้ำไปว่า หากเลื่อนการเลือกตั้งไปก็จะเป็นช่วงที่เกิดสุญญากาศเปิดทางให้องค์กรอิสระลงดาบขยี้ฟันเฟืองของพรรค และสุดท้ายอาจถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไทย
เหมือนกับที่ประเมินกันก่อนหน้านี้ว่า ยิ่งลักษณ์ สภาพปัจจุบันทำได้เพียงปกป้องตนเองเท่านั้น ถอยไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา ถ้า "เอาด้วย" กับแนวทางที่ว่า แต่ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์เกิดมีเงื่อนไข เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับการตัดสินใจลาออกจาก ส.ส.มาร่วมกับ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ข้อตกลงระหว่าง นายกฯ กับประธาน กกต.ให้เลื่อนวันเลือกตั้งออกไป แล้วสมัครรับเลือกตั้งกันใหม่ ก็คงไม่เพียงพอกับแรงที่ลงไปของประชาธิปัตย์ และ กปปส.
แล้วทางออกอยู่ที่ไหน ?
หากปะติดปะต่อ "จิ๊กซอว์" เหตุการณ์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ครั้งนี้ ก็เป็นชิ้นหนึ่งของภาพใหญ่
ไล่เรียงกันแบบสั้นๆ ก็นับแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตัดสินใจถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่จ่ออยู่ในสภาออก เพื่อให้ม็อบสบายใจ เพียงแต่ยังเหลือฉบับแปลงร่างสุดซอยคาอยู่ที่วุฒิสภา เพราะยังไม่ครบกำหนด 180 วัน
นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ ยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจยุบสภา เพราะมวลมหาประชาชนรุกไล่จนต้องตัดสินใจแบบฉุกละหุก (เพราะลืมจัดการเรื่องแหล่งเงินจ่ายค่าจำนำข้าวเสียก่อน) ซ้ำยังต้องคอยหวาดระแวงว่า กองทัพจากเดิมที่เคยๆ กันดีอยู่ ก็ทำท่าว่าจะไม่อีนังขังขอบอะไรด้วย
ยิ่งพอมีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกับมวลชนคนเสื้อแดง โดยมีตำรวจผสมโรงยิงแก๊สน้ำตาใส่ แล้วกองทัพอาศัยจังหวะนั้นเอาคานเข้ามาสอด ด้วยการประสานตำรวจให้หยุดยิงแก๊ส ตามด้วยการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง และบอกว่าจะประสานกับ สุเทพ ให้มาพูดคุยกับรัฐบาล
ในเย็นวันถัดมา สุเทพ ก็มาคุยกับ ยิ่งลักษณ์ จริงๆ โดยมี 3 ผบ.เหล่าทัพ เป็นสักขีพยาน
แต่เรื่องราวก็ไม่จบ ทำให้ต้องมีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อนในช่วงปลายปีที่ผ่านมา นั่นก็คือ 5 เสือ กกต.ที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ นั่งแถลงข่าวแสดงความอึดอัดในการจัดการเลือกตั้ง พร้อมกับเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน เพื่อไม่ให้มีการเสียเลือดเนื้อ
แต่ข้อเสนอของ กกต.ก็ถูกปฏิเสธจากฝ่ายรัฐบาล
ทว่าในบ่ายวันเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็แถลงผลการสอบสวนคดีสืบเนื่องมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญลงดาบฟัน ส.ส.-ส.ว.อีกกว่า 300 คน ที่โหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของวุฒิสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญ
โชคดีที่ ยิ่งลักษณ์ รอดกรณีนี้มาได้หวุดหวิด ท่ามกลางข้อกังขาว่า มีเจตนาเสียขนาดนั้น หลุดมาได้อย่างไร?
แต่หลายคนก็เบาใจ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ขัดรัฐธรรมนูญอีกระลอก ซึ่งก็ต้องไปลุ้นว่า คราวนี้ ยิ่งลักษณ์ จะรอดไปได้หรือไม่ รวมทั้งพรรคเพื่อไทยที่อยู่ในสถานะที่ล่อแหลมเหลือเกิน
แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด วิบัติเป็น ไม่นานจากนั้น ป.ป.ช.ก็ลงมติฟันกรณีโครงการจำนำข้าว ที่คราวนี้ ป.ป.ช.ชี้ว่า ไม่ได้ขายให้รัฐต่อรัฐจริง ไม่มีการส่งมอบข้าวจริง แถมยังขึ้นบัญชีเชือดยิ่งลักษณ์ ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157
ถ้ามองในมุนคนรักเพื่อไทย เทใจให้ยิ่งลักษณ์ คงจะบ่นดังๆ ว่า มันจะอะไรกันนักกันหนา!
เพราะเท่าที่ขึ้นบัญชีเชือดของ ป.ป.ช.แต่แรกก็ราวๆ สิ้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ ส.ว.เลือกตั้งหมดอายุ ต้องเลือกตั้งกันใหม่ ปล่อยที่เหลือให้ ส.ว.สรรหา ซึ่งใครก็รู้ว่า เป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลกันอยู่
แต่ที่หนักกว่านั้นก็คือ ดันไปมีคนแหย่รังแตน จู่ๆ ก็ไปจับ 3 ทหารเรือ สังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือไป 3 คน จากม็อบ กปปส. ทั้งที่ทั้ง 3 แสดงบัตรวีไอพี อนุญาตให้เข้า-ออก และพกพาอาวุธได้ แต่ตำรวจก็เลือกที่จะจับไว้ก่อน
ซ้ำร้ายมีมืออำมหิตมาปาระเบิดใส่ผู้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วเกิดมีกล้องวงจรปิดจับภาพได้ ก็ดันมีมือบอนไปเอาภาพทหารเรือหน่วยสงครามพิเศษ ยศจ่า มาเทียบเคียงให้คนเข้าใจกันว่า.. หมอนี้นี่แหละ !
ในฐานะผู้บัญชาการหน่วย ก็เลยทำให้ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผบ.นสร. ออกมาซัดตำรวจและพาดพิงไปเรื่องการเมืองแบบเต็มๆ
ถามว่า นายทหารระดับนี้จู่ๆ จะออกมาซัดกับตำรวจและการเมืองแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมได้อย่างนั้นหรือ นายทหารระดับสูงกว่านั้นจะไม่รับรู้ในความเป็นไปกระนั้นหรือ เพราะเรื่องนี้ ยิ่งลักษณ์ เมื่อไปประชุมสภากลาโหมก็ยังหยิบเอามาเป็นประเด็นให้ ผบ.เหล่าทัพกำชับกำลังพลในการให้สัมภาษณ์
ทั้งที่รู้ดีว่า เกมนี้ ทุกฝ่าย "เปิดหน้าไพ่" เล่นกันหมดเแล้ว แต่ก็ยังต้องกัดฟันพูดออกไป
แล้วสุดท้ายก็มาเจอกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า วันเลือกตั้งเลื่อนออกไปได้ และให้ไปคุยกับประธาน กกต.เพื่อหาทางออก...เป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับภาระที่หนักจริงๆ
...........................
(เป็น'นายกฯ'ที่ภาระหนักจริงๆ : โดย...ศรายุทธ สายคำมี)



