
แฟลชม็อบจากสลัม สู่ห้างหรูในบราซิล
26 ม.ค. 2557
แฟลชม็อบจากสลัม สู่ห้างหรูในบราซิล : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์
การประท้วงต่อต้านการทุจริต การใช้จ่ายงบประมาณเกินตัวไปกับการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับโลก อย่างฟุตบอลโลก 2014 และโอลิมปิก 2016 ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคอย่างรถเมล์และสาธารณสุขสุดย่ำแย่ เคยเป็นสาเหตุให้ชาวบราซิลหลั่งไหลออกมาชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่และหลายระลอกบนท้องถนนเมื่อปีที่แล้ว สะท้อนความไม่พอใจสภาพที่เป็นอยู่ จนประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟ และรัฐบาล สัญญาจะว่องไวใส่ใจปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชนให้มากขึ้น แต่ปัจจุบันมีการแสดงออกทางสังคมอีกรูปแบบที่กำลังแพร่หลายและจุดประเด็นถกเถียง นั่นคือ แฟลชม็อบ ที่ในบราซิลเรียกตามภาษาโปรตุกีส "โรเลซินยูส" (ซึ่งความหมายตามตัวอักษรคือการเดินเล่น) โดยใช้ห้างสรรพสินค้าเป็นที่รวมตัว เริ่มจากนครเซาเปาโล ก่อนลามไปยังนครใหญ่อื่นๆ อาทิ ริโอเดอจาเนโร
โรเลซินยูส เป็นการนัดชุมนุมผ่านโซเชียลมีเดียของเหล่าวัยรุ่น โดยมากเป็นวัยรุ่นผิวสี ยากจน เข้าไปร้องเพลง เต้นรำ ร้องตะโกน ในห้างสรรพสินค้าที่ โดยมากมีแต่คนฐานะดีหรือคนผิวขาวที่เป็นลูกค้า เริ่มครั้งแรกเมื่อต้นเดือนธันวาคม โดยการจัดแจงและนัดรวมตัวของแฟนดนตรี "ฟังค์ ออสเตนทาเชียส" แนวเพลงยอดนิยมของชาวฟาเวลา หรือชุมชนแออัด ที่มีเนื้อหาการอวดมั่งอวดมี อาทิ เสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือรถหรู สะท้อนสังคมบริโภคนิยมในบราซิล
ในครั้งแรกซึ่งเป็นครั้งที่วัยรุ่นเข้าร่วมมากที่สุดราว 6,000 คน พวกเขายกขบวนเข้าไปในห้าง "เมโตร อิตาเกรา" ใกล้กับหนึ่งในสนามที่ใช้แข่งฟุตบอลโลกชานเมืองเซาเปาโล ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของคนจน บรรยากาศออกไปในทางงานสังสรรค์ เป็นเรื่องของวัยรุ่นอยากสนุกสนานในบรรยากาศที่รู้สึกว่าปลอดภัยกว่าบนถนนของแหล่งชุมชนแออัดที่พวกเขาอาศัยอยู่
แต่กิจกรรมลักษณะเดียวกันในครั้งต่อๆ มา ที่มักมีผู้เข้าร่วมหลักร้อยหรือหลักพัน สร้างความอึดอัดรำคาญแก่ผู้ไปจับจ่าย กลับมีรายงานเรื่องเหตุลักขโมย บางห้างปิดทำการทันทีที่รู้ว่าจะเป็นเป้าหมายต่อไปของแฟลชม็อบ เจ้าของร้านค้าบางแห่งไปขอคำสั่งศาลให้จัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปิดทางไม่ให้วัยรุ่นจากสลัมเข้าห้าง โดยให้เหตุผลว่าทำให้ลูกค้าคนอื่นๆ หวาดกลัว
และที่สุด เมื่อวันที่ 11 มกราคม ตำรวจถึงกับใช้กำลัง ฉีดแก๊สน้ำตา ไม้กระบองและกระสุนยางสลาย พอมีคลิปวิดีโอแสดงภาพตำรวจกำลังใช้ไม้กระบอกทุบตีวัยรุ่น กลายเป็นหัวข้อถกเถียงสะท้อนความแตกแยกระหว่างฝ่ายที่มองว่า พวกที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็นอันธพาล อีกฝ่ายระบุว่า พวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างรุนแรงเป็นเพราะผิวดำและจน บางคนย้อนไปถึงสมัยค้าทาส
เหตุการณ์วุ่นวายมากพอเรียกความสนใจจากระดับผู้นำประเทศ มีรายงานว่า ประธานาธิบดีรุสเซฟ เรียกประชุมฉุกเฉินหารือว่าควรจัดการอย่างไรกับประเด็นนี้ ซึ่งเข้าใจได้ว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้บรรยากาศก่อนหน้าเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ที่จะเริ่มในวันที่ 12 มิถุนายน และการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนตุลาคม ต้องสะดุด
โรเลซินยูส ที่ไม่ได้มีจุดเริ่มจากการเมือง ที่สุดก็หนีไม่พ้นในประเทศที่ประเด็นชาติพันธุ์ ชนชั้นและความเหลื่อมล้ำ ยังคุกุร่น
เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ห้าง "เลบลอน" ซึ่งประกอบด้วยร้านค้าหรู ร้านอาหารและโรงภาพยนตร์กว่า 200 แห่ง ในย่านโซนา ซุล ย่านคนรวยสุดและมีชุมชนแออัดหนาแน่นหลายแห่งรายล้อม ในนครริโอเดอจาเรโร เป็นเป้าหมายล่าสุดของแฟลชม็อบ แต่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ท้าทายการเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจและสีผิว รวมถึงต่อต้านการใช้จ่ายเพื่อฟุตบอลโลก ทางห้างเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวาย หลังมีคนเข้าไปแจ้งเข้าร่วมผ่านเฟซบุ๊กกว่า 9,000 คน จึงขอให้ศาลสั่งห้ามแต่ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจปิดทำการ
ปรากฏว่ามีผู้ประท้วงเพียง 50 คนเท่านั้นที่ไปเข้าร่วมจริง น้อยกว่ากองทัพนักข่าวและตำรวจเสียอีก ถึงอย่างนั้นหนึ่งในผู้ประท้วงกล่าวว่า พวกเราถือว่าเป็นชัยชนะ อย่างน้อยคนที่เลบลอนแสดงให้เห็นว่า "บราซิลไม่ได้สวยงาม เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวอย่างที่มักอวดอ้าง" พวกเขาแสดงแผ่นป้ายเรียกร้อง ยุติการแบ่งแยกสีผิวในบราซิล และร้องตะโกนประโยคเดิมกับการประท้วงบนถนนเมื่อปีที่แล้วว่า "พวกเราไม่ต้องการฟุตบอลโลก"
ฮาเนียร์ เฟร์เรร์ นักศึกษาวัย 23 ปี จากมหาวิทยาลัยริโอเดจาเนโร กล่าวว่า คนในสลัมมักเข้าไปในห้างเพื่อทำงานตามร้านค้าต่างๆ ขณะลูกค้าเกือบทุกคนเป็นคนรวย เป็นคนขาว คนจากสลัมและพื้นที่โดยรอบแค่อยากพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ต่างจากคนอื่นๆ
ทำนองเดียวกับ นายเอดูอาร์โด อัลเบส ผู้อำนวยการสลัม มอนิเตอร์ มีสำนักงานนครริโอฯ ที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นวิธีที่เด็กด้อยโอกาสปล่อยพลังและความคิดสร้างสรรค์ พวกเขาแค่อยากบอกว่า เมืองเป็นของทุกคน พวกเขามีสิทธิที่จะเข้าไปที่ไหนก็ได้ พื้นที่ชนชั้นกลางหรือร่ำรวย ไม่ต้องการจำกัดอยู่ในสลัม
ทั้งนี้ ครึ่งหนึ่งของประชากรบราซิล 200 ล้าน มีเชื้อสายแอฟริกัน และเป็นกลุ่มประชากรผิวดำใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากไนจีเรีย
ชาวบราซิลผิวสีสืบสายจากชาวแอฟริกันหลายล้านที่ถูกนำเข้าไปในยุคค้าทาสและล่าอาณานิคม ระบบทาสยุติทั่วประเทศเมื่อปี ค.ศ.1888 แต่กว่าร้อยปีที่ผ่านมา ชาวบราซิลกลุ่มนี้ยังร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติ และความยากจน
เจสซี ซูซา นักสังคมวิทยาในบราซิล กล่าวว่า ยังคงมีระบบเหยียดผิวในบราซิลที่แบ่งแยก ราวกับว่ามีสองโลกที่ต่างกัน คือ พื้นที่สังคมของชาวบราซิลที่เป็นยุโรป และชนชั้นกลางแท้จริง กับชาวบราซิลที่ถูกมองว่าเป็นคนป่าเถื่อน และชนชั้นล่าง
กระนั้นก็ตาม แม้หลายฝ่ายยอมรับว่า การเหยียดผิวและการเลือกปฏิบัติทางสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ควรประนีประนอมและต้องหาทางแก้ไข แต่การปล่อยให้วัยรุ่นเข้าไปทำอะไรตามใจในศูนย์การค้า เหมาะสมหรือไม่ เป็นธรรมกับผู้ประกอบธุรกิจหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ยังถกเถียง สิ่งที่ทางการท้องถิ่นพยายามทำคือ ดึงทุกฝ่ายมาประชุมกันเพื่อปลดชนวนตึงเครียด และหาทางออกที่ทุกฝ่ายรับได้ หลังได้บทเรียนจากการสลายม็อบรุนแรงส่งกระแสตีกลับเมื่อปีที่แล้ว
อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นพัฒนาการสร้างสรรค์ที่สุดจากโรเลซินยูส นำมาตอกย้ำกับเซาเปาโลว่า ถึงเวลาต้องแก้ไขนั่นคือปัญหาขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ เวลานี้หลายฝ่ายรวมทั้งภาคเอกชนต่างเรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นจัดหาพื้นที่ทางวัฒนธรรมและสันทนาการให้เยาวชนได้ทำกิจกรรมยามว่าง โดยเฉพาะเยาวชนจากชุมชนแออัด
........................
(แฟลชม็อบจากสลัม สู่ห้างหรูในบราซิล : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ )



