ข่าว

พฤติกรรม ที่น่าห่วง

พฤติกรรม ที่น่าห่วง

26 ม.ค. 2557

พฤติกรรม ที่น่าห่วง : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                   สำหรับผู้ที่ติดตาม "วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน" อย่างสม่ำเสมอ คงจะผ่านตากับรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงินของไทยปี 2556 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดทำขึ้น ซึ่งได้นำเสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นผลสำรวจที่แบงก์ชาติจัดทำเพื่อสำรวจทั้งความรู้ความเข้าใจ พฤติกรรมและทัศนคติด้านการเงินของคนไทย ซึ่งปรากฏว่า คะแนนรวมของคนไทยอยู่ในระดับต่ำ จนอยู่ในเกณฑ์ "สอบตก" โดยเฉพาะหัวข้อความรู้ด้านการเงิน ที่เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ อาทิเช่น เรื่องการคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อ ซึ่งจะว่าไป ก็เป็น "ภาระ" ของลูกหนี้ ที่ลูกหนี้ควรจะต้องรู้
 
                   อีกหัวข้อที่น่าสนใจและขอหยิบยกมานำเสนอในสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องที่ว่าด้วย "พฤติกรรมทางการเงิน" ซึ่งแบงก์ชาติแบ่งหัวข้อสำหรับวัดพฤติกรรมทางการเงินไว้ 8 หัวข้อ คือ 1.พฤติกรรมการไตร่ตรองก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 2.พฤติกรรมการชำระค่าใช้จ่ายตรงตามเวลาเรียกเก็บ 3.พฤติกรรมการดูแลการเงินของตัวเองอย่างใกล้ชิด 4.พฤติกรรมการตั้งเป้าหมายการเงินระยะยาวและพยายามทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5.พฤติกรรมการตัดสินใจทางการเงินและจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย 6.พฤติกรรมการออม 7.พฤติกรรมการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการทางการเงิน และ 8.พฤติกรรมการจัดการการเงิน หากรายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยพฤติกรรมทั้งหมดมีคะแนนเต็ม 9 คะแนน
 
                   หลังจากสำรวจ รายงานฉบับนี้บ่งชี้ว่า แม้คนไทยจะมีคะแนนพฤติกรรมทางการเงินเฉลี่ย 5.9 คะแนน ซึ่งคิดเป็นสูงกว่า 60% ของคะแนนเต็ม 9 คะแนน แต่ก็มีพฤติกรรมทางการเงินที่คนไทยควรปรับปรุง
 
                   พฤติกรรมที่ว่า ก็คือ พฤติกรรมการตัดสินใจทางการเงินของครัวเรือนและการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ซึ่งมีสัดส่วนของผู้ที่ไม่ได้คะแนนในหัวข้อนี้เลยสูงถึง 93.5% รองลงมา ได้แก่ พฤติกรรมการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการทางการเงิน ซึ่งมีผู้ที่ไม่ได้คะแนน หมายถึงไม่ศึกษาและไม่เปรียบเทียบข้อมูลก่อนการตัดสินใจเลยสูงถึง 47.7% แม้ว่าจะมีผู้ตอบคำถามที่ได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งหมายถึงเป็นผู้ที่ศึกษาและเปรียบเทียบข้อมูลผลิตภัณฑ์จากหลายๆ สถาบันการเงินก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ ในสัดส่วน 44.2% ก็ตาม
 
                   สำหรับพฤติกรรมที่ยังไม่น่ากังวลมากนัก คือ พฤติกรรมการกู้ยืมเพื่อแก้ปัญหารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ซึ่งมีสัดส่วนผู้ที่ไม่ได้คะแนนอยู่ที่ 30.5% พฤติกรรมการตั้งเป้าหมายระยะยาวและปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 27.4% และพฤติกรรมการออมเงิน 22.6%
 
                   ขณะที่พฤติกรรมทางการเงินอีก 3 ด้านที่เหลือ ได้แก่ พฤติกรรมการชำระค่าใช้จ่ายตรงตามเวลาเรียกเก็บ มีผู้ไม่ได้รับคะแนน 13.9% พฤติกรรมการดูแลการเงินของตัวเองอย่างใกล้ชิด มีผู้ไม่ได้รับคะแนน 13.3% และพฤติกรรมการไตร่ตรองก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน มีผู้ตอบคำถามไม่ได้รับคะแนนคิดเป็นสัดส่วน 5%
 
                   ถ้าอ่านทั้งหมดแล้ว ดูเป็นวิชาการเกินไป เขียนให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ จากทั้งหมด 8 พฤติกรรมทางการเงินที่ ธปท.ทำแบบสอบถามและได้รับคำตอบกลับมาเป็นคะแนน พบว่าที่น่าห่วงที่สุด ก็คือ เรื่องการตัดสินใจทางการเงินและการจัดทำบัญชีรับ-จ่าย ที่จะเกี่ยวโยงกับการวางแผนทางการเงิน รองลงมา คือ การตัดสินใจซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบไม่ยอมศึกษาและเปรียบเทียบ ซึ่งจะกระทบกับความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้บริโภค 
 
                   แบงก์ชาติยังทำการศึกษาเพื่อเชื่อมโยงว่า "สถานภาพ" ของคนไทยที่ได้คะแนนพฤติกรรมทางการเงินต่ำเป็นคนกลุ่มใด โดยเน้นศึกษาหัวข้อที่ได้คะแนนต่ำ 4 หัวข้อ พบว่า กลุ่มตัวอย่างของผู้ที่ไม่ได้คะแนนพฤติกรรมทางการเงินด้านการรับผิดชอบตัดสินใจของครัวเรือน และการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย แต่ละกลุ่มรายได้มีสัดส่วนไม่แตกต่างกันมากนัก สะท้อนว่า ระดับรายได้ไม่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย แตกต่างจาก 3 หัวข้อที่เหลือ ที่พบว่า ผู้มีรายได้ต่ำมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับผู้ที่มีรายได้ปานกลางและสูง โดยเฉพาะด้านการออมและการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ ที่ผู้มีรายได้ต่ำมีสัดส่วนของผู้ไม่ได้คะแนนสูงมาก โดยอาจเป็นผลจากการที่ผู้มีรายได้ต่ำบางส่วนมีเงินไม่มากพอที่จะเก็บออมได้ หรืออาจไม่มีทางเลือกในการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน จึงไม่มีการเปรียบเทียบข้อมูล
 
                   บัญชีรับ-จ่าย กลายเป็นเรื่องเล็กที่เป็นเรื่องใหญ่ที่น่าห่วง เพราะนอกจากคะแนนต่ำสุดแล้ว เรื่องนี้ยังเกิดขึ้นได้แบบไม่มีเรื่องของรายได้สูง-ต่ำมาเกี่ยวข้อง แม้บทศึกษาไม่ได้บอก แต่อาจสรุปแบบบ้านๆ ได้ว่า ก็มาจาก "ความขี้เกียจ" นั่นแหละ
 
                   ปิดท้ายที่เรื่องสำคัญอีกเรื่อง นั่นคือ การสำรวจพฤติกรรมการออม โดยผลสำรวจนี้บ่งชี้ว่า คนไทยที่มีเงินออมมีสัดส่วน 77.4% โดยเป็นการออมระยะยาว 52.6% ประกอบด้วย การออมเพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณสูงสุด 44.1% ที่เหลือเป็นการออมเพื่อซื้อบ้านและเพื่อการศึกษา ขณะที่เป็นการออมสำหรับระยะสั้น 47.4%
 
                   อย่างไรก็ตาม แม้ผลสำรวจปรากฏว่า ผู้มีเงินออมมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แต่การออมเพื่อการเกษียณอายุยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญและยังมีการออมไม่เพียงพอ โดยพบว่ามีตัวอย่างเพียง 25% เท่านั้นที่มีการออมเงินเพื่อการเกษียณอายุและสามารถออมเงินได้ตามแผนที่วางไว้ ขณะที่ 34.3% มีการออมเงินเพื่อการเกษียณอายุ แต่ยังไม่สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ ส่วนที่เหลือ 40.7% ไม่ได้มีการวางแผนและไม่ได้ออมเงินเพื่อวัยชราเลย นอกจากนี้ ผู้ตอบมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้ออมเงินเพื่อการเกษียณอายุระบุว่า การออมเพื่อการเกษียณอายุยังไม่เพียงพอ และไม่แน่ใจว่า มีการออมเพียงพอหรือไม่
 
                   จริงๆ ยังมีการสำรวจเรื่องระยะเวลาการออมว่าเพียงพอหรือไม่ โดยศึกษาแยกเป็นช่วงอายุ แต่อ่านเอง 3-4 รอบแล้ว ยังตีความให้ง่ายๆ ไม่ได้ เลยขอขมวดปมกับบรรทัดสุดท้ายที่ผลสำรวจสรุปว่า "ผลสำรวจดังกล่าวชี้ว่า ผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาใช้จ่ายอย่างขัดสนในบั้นปลายชีวิต" เอาแบบนี้เลยก็แล้วกัน
 
                   ใครที่สนใจบทความฉบับเต็มความยาว 46 หน้าสามารถคลิกไปดาวน์โหลดและอ่านแบบเพลินๆ ได้ที่เว็บไซต์แบงก์ชาติ www.bot.or.th 
 
 
 
........................
 
(พฤติกรรม ที่น่าห่วง : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])