
บสย.ตรวจจับชีพจร'เอสเอ็มอี'
บสย.ตรวจจับชีพจร 'เอสเอ็มอี' เล็งจัดเครดิตปูทางเข้าถึงแหล่งทุน : โดย...อนัญชนา สาระคู
สถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อและหาทางออกไม่ได้ในขณะนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวแล้ว ยังเริ่มส่งผลต่อภาคการผลิต ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็ก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ที่เริ่มขาดสภาพคล่อง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และภาคเอกชนได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า หากการชุมนุมยังยืดเยื้อออกไปเอสเอ็มอีที่มีสายป่านไม่ยาวนัก อาจเดือดร้อนหนัก โดย ธปท.ขอให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลและยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าอย่างทันท่วงที ขณะที่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในฐานะเป็นสถาบันที่เข้าไปค้ำประกันเงินกู้ให้เอสเอ็มอีก็เริ่มสำรวจอาการลูกค้าเพื่อให้การช่วยเหลือแล้วเช่นเดียวกัน
เร่งสำรวจเอสเอ็มอีเดือดร้อน
นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ระบุว่า บสย.ไม่ได้นิ่งนอนใจในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองขณะนี้ เพราะนอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ยังเริ่มส่งผลต่อการผลิต การขายสินค้าและบริการของผู้ประกอบการบางส่วน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว และพบว่าผู้ประกอบการายเล็กในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเริ่มค้าขายไม่สะดวกจากการชุมนุมและปิดถนนหลายพื้นที่ ขณะที่ยังต้องมีรายจ่ายค่าจ้างคนงาน ค่าเช่าร้าน และการจ่ายค่างวดเงินกู้ตามปกติ โดย บสย.อยู่ระหว่างหารือกับธนาคารพาณิชย์ที่เป็นพันธมิตรในโครงการค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อดูว่าเริ่มมีสัญญาณของการผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้าหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วเพิ่งเป็นเดือนแรกของปี คงต้องรอดูปลายเดือนมกราคมนี้ ต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ ว่า ลูกค้ายังจ่ายหนี้คืนได้หรือไม่
“เรากำลังสำรวจข้อมูลจากแบงก์แต่ละแห่ง โดยสิ้นเดือนมกราคมนี้ น่าจะมีความชัดเจน เบื้องต้นกลุ่มที่น่าจะกระทบหนักคือ เอสเอ็มอีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 45% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด ขณะที่ต่างจังหวัดที่มีสัดส่วน 55% นั้น ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ รองลงมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ โดยไตรมาสแรกนี้มองว่า ยังไงเอสเอ็มอีก็คงได้รับผลกระทบแน่ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าปัญหาจะลงลึกไปแค่ไหน หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อออกไป” นายวิเชษฐกล่าว
ทั้งนี้ ไตรมาสแรกของปีปกติเป็นช่วงไฮซีซั่น หรือช่วงทำเงินของภาคการท่องเที่ยวและเอสเอ็มอีที่เกี่ยวเนื่อง เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหนีอากาศหนาวเข้ามาเที่ยวเมืองไทยกันมาก แต่จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่เริ่มรุนแรงขึ้น จนถึงการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำให้นักท่องเที่ยวหายไปอีกอย่างน้อย 3 เดือน ขณะที่ปัจจุบันหายไปแล้ว 20-30% นอกจากนี้ยังมีเอสเอ็มอีภาคก่อสร้างที่น่าจะได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ลากยาวไปอย่างน้อยถึงกลางปีนี้ หลังจากที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ชะลอออกไป ส่วนเอสเอ็มอีที่มองว่าน่าจะยังไปได้ดีจะเป็นกลุ่มผู้ส่งออกที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและค่าเงินบาทที่อ่อนลง
นายวิเชษฐกล่าวต่อว่า หากลูกค้าเริ่มได้รับความเดือดร้อน ขายสินค้าไม่ได้ มีรายจ่ายมากกว่ารายได้และมีสัญญาณของการผิดนัดชำระหนี้ เชื่อว่าแบงก์พาณิชย์ก็คงไม่นิ่งนอนใจและเข้าไปให้การช่วยเหลืออย่างทันที ทั้งการผ่อนผันยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป โดยสถานการณ์เช่นนี้มองว่าควรยืดหนี้ออกไปอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถอยู่รอดได้ ขณะที่ บสย.เองก็พร้อมจะผ่อนผันยืดเวลาการคิดค่าค้ำประกันสินเชื่อออกไปให้สอดคล้องกันการจ่ายค่างวดของลูกค้าเช่นเดียวกัน
หนักใจเป้าค้ำสินเชื่อแสนล้าน
นายวิเชษฐ ยอมรับว่า การดำเนินงานในช่วงนี้มีความติดขัดพอสมควร โดยเดือนมกราคมนี้แทบจะไม่มีการขยายตัวของการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ๆ มีเพียงบางธนาคารที่ส่งลูกค้าเข้ามาบ้างประปราย จึงมองว่า เป้าหมายการค้ำประกันสินเชื่อในโครงการ PGS 5 ปีที่ 2 วงเงิน 1 แสนล้านบาท อาจจะเป็นไปได้ยากหรือค่อนข้างเหนื่อย เมื่อเทียบกับปีก่อนที่สามารถอนุมัติยอดค้ำประกันได้ 87,080 ล้านบาท จำนวนลูกค้าใหม่ 18,508 ราย สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดค้ำประกันสินเชื่อรวม 2.46 แสนล้านบาท มีจำนวนลูกค้าทั้งสิ้น 8.1 หมื่นราย ขณะที่หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลยังอยู่ในระดับที่รับได้ 3.8%
ดังนั้น ในการหารือกับธนาคารพาณิชย์ที่เป็นพันธมิตรของ บสย. จะมีการสอบถามถึงสถานการณ์ของการขยายตัวของสินเชื่อเอสเอ็มอีในปีนี้ด้วย เพื่อจะได้นำข้อมูลมาปรับแผนการดำเนินงานของ บสย.ใหม่ ซึ่งหากแบงก์ยังคงเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโตไว้ที่ระดับ 10-15% บสย.จะยังยืนเป้าหมายตามเดิม แต่เท่าที่หารือกับนายแบงก์หลายราย พบว่า ปีนี้มีความเป็นห่วงเรื่องคุณภาพสินเชื่อหรือปัญหาหนี้เสียมากกว่ากลัวสินเชื่อขยายตัวลดลง
นายวิเชษฐชี้แจงว่า เป้าหมายค้ำประกันสินเชื่อของ บสย.ปีนี้ 1 แสนล้านบาทนั้น เดิมได้ประเมินจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 4.5-5% แต่ขณะนี้หลายสำนักเริ่มมองไปในทิศทางเดียวกันว่า จีดีพีมีแนวโน้มจะขยายตัวลดลงเหลือเพียง 3% ด้วยซ้ำ และในช่วงนั้นก็ยังไม่มีปัจจัยการชุมนุมทางการเมืองเข้ามากระทบ อีกทั้ง 2 โครงการใหม่ที่ บสย.เสนอกระทรวงการคลังไปแล้ว และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้ก็ต้องชะลอออกไป หลังจากรัฐบาลยุบสภา ทั้งโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการโอท็อปและวิสาหกิจชุมชน และโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการขนาดเล็ก ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้ตั้งวงเงินไว้ 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งยังมีโครงการ PLI ระยะที่ 2 ที่ดำเนินงานร่วมกับเอสเอ็มอีแบงก์อีก 1 หมื่นล้านบาท ที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติของ ครม.เช่นกัน
“การค้ำประกันสินเชื่อปีนี้หายไปแล้ว 2 ส่วน คิดเป็นเม็ดเงิน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะได้รับการผลักดันต่อเมื่อใด ทำให้เป้าหมายแสนล้านบาทค่อนข้างเหนื่อย ดังนั้นไตรมาสแรกที่ตั้งเป้าค้ำประกันสินเชื่อไว้ 19,750 ล้านบาท จำนวนเอสเอ็มอี 6,498 ราย คงได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน” นายวิเชษฐกล่าวและว่า ไตรมาส 2 ปีนี้ได้ตั้งเป้าไว้ 22,620 ล้านบาท จำนวนเอสเอ็มอี 7,440 ราย และไตรมาส 3 ตั้งเป้าไว้ 26,630 ล้านบาท จำนวนเอสเอ็มอี 8,760 ราย ส่วนไตรมาสสุดท้ายตั้งเป้าไว้ 31,000 ล้านบาท ช่วยเอสเอ็มอีจำนวน 10,197 ราย ซึ่งต้องติดตามและปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์ความเป็นจริง หากปีนี้ไม่สามารถทำได้ตามแผนก็สามารถไปผลักดันในปีหน้าได้แทน"
ปรับกระบวนการทำงานเชิงรุก
นายวิเชษฐกล่าวว่า ยังโชคดีที่แม้จะเป็นช่วงของรัฐบาลรักษาการ แต่ บสย.ยังสามารถดำเนินงานได้ตามปกติ โดยผู้จัดการทั่วไปสามารถลงนามอนุมัติ หรือทำธุรกรรมปกติได้เอง เนื่องจากประธานบอร์ดไม่ได้เป็นตำแหน่งทางการเมือง หลังจากโครงการใหม่ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ บสย.ก็ต้องปรับการทำงานใหม่ หันไปเร่งรัดโครงการเดิมและโครงการที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโครงการที่ร่วมกับธนาคารออมสินในการค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานรากวงเงินไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท ที่มีวงเงินในโครงการรวม 3,000 ล้านบาท ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปีก่อน แต่ขณะนี้ยังมีลูกค้ามาใช้บริการเพียง 11 ราย วงเงินประมาณ 2 ล้านบาทเท่านั้น
"ตอนนี้เรากำลังพิจารณากระบวนการทำงานระหว่าง บสย.กับธนาคารออมสินให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น เช่น เรื่องค่าธรรมเนียมค้ำประกันจากที่เก็บรายปีก็อาจจะปรับเป็นการคิดตลอดระยะเวลาการกู้ 7 ปี เป็นต้น ซึ่งน่าจะช่วยให้มีลูกค้ามาขอใช้วงเงินมากขึ้น"
นอกจากนั้น บสย.จะทำงานเชิงรุกมากขึ้น จากเดิมที่นั่งรอแบงก์จัดส่งลูกค้าเข้ามาให้ ก็จะเดินออกไปหาลูกค้าเอง ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการจัดงานลูกค้าสัมพันธ์ที่ทำทุกจังหวัด และปีนี้จะมีการจัดงานคลินิกเอสเอ็มอีอีกถึง 22 ครั้ง ในจังหวัดระดับรองๆ ลงมา และไม่ให้ซ้ำกับการจัดงานปีก่อนที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี ซึ่งปีนี้จะเริ่มจัดงานครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์นี้ หากลูกค้ามาร่วมงานนอกจากจะได้รับคำปรึกษาแล้ว บสย.ยังจะพิจารณาหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจของเอสเอ็มอีให้ด้วย เรียกว่าในงานลูกค้าจะได้รับการบริการที่ครบวงจร จึงมองว่าปีนี้ บสย.น่าจะหาลูกค้าได้เองไม่ต่ำกว่า 6,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 15% ของลูกค้าทั้งหมด
นายวิเชษฐ กล่าวด้วยว่า โชคดีที่การทำงานของ บสย.มีการขอมติ ครม.ไว้ต่อเนื่องนาน 3 ปี วงเงิน 2.4 แสนล้านบาท ตั้งแต่ปี 2556-2558 จากเดิมที่ขออนุมัติเป็นรายปี และกว่าจะได้เริ่มงานจริงก็เสียเวลาไปมาก อีกทั้งยังทำให้งานไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นในอนาคตก็จะขออนุมัติโครงการไว้ทุกๆ 3 ปีเช่นกัน
“ยิ่งช่วงนี้ยิ่งเห็นความจำเป็นในการขออนุมัติโครงการไว้ยาว 3 ปี ไม่เช่นนั้นปีนี้ต้องขออนุมัติจาก ครม.ชุดใหม่ และหากเป็นรัฐบาลรักษาการก็จะอนุมัติไม่ได้ จึงต้องยกความดีความชอบให้ผู้บริหารที่มองการณ์ไกล”
ก่อนหน้านี้ ธปท.และทีดีอาร์ไอประเมินว่า ศักยภาพของ บสย.สามารถค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอีได้ปีละ 1 แสนล้านบาท อยู่แล้ว ในอนาคตหากรัฐบาลจะให้ บสย.ค้ำประกันปีละแสนล้านบาท ก็มั่นใจว่าทำได้ โดยจะช่วยเอสเอ็มอีได้ประมาณปีละ 3 หมื่นราย เพิ่มการจ้างงานใหม่ได้ 7.5 หมื่นราย ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเอสเอ็มอีทั้งระบบที่มี 2.6 ล้านราย อีกทั้งหากพิจารณาการให้สินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งระบบย้อนหลัง 7 ปี พบว่าเฉลี่ยมีการให้สินเชื่อต่อปี 3-3.5 แสนล้านบาท ขณะที่การค้ำประกันของ บสย.อยู่ที่ปีละแสนล้านบาทก็จะมีเพียง 1 ใน 3 ของลูกค้าเท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือ
เล็งจัดอันดับเครดิตเอสเอ็มอี
นายวิเชษฐกล่าวอีกว่า อยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของเอสเอ็มอี และเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง โดยเชื่อว่าคนไทยมีศักยภาพในการผลิต แต่มีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งถือเป็นปัญหาหนักสุดที่เอสเอ็มอีเผชิญอยู่ บสย.จึงมีแนวคิดว่า น่าจะเข้าไปทำโครงการจัดอันดับเครดิตของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกรายหรือเครดิต เรตติ้ง ดาต้าเบท (CRD) โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็กน่าจะได้รับประโยชน์ เพราะหากมีข้อมูลเครดิตของแต่ละรายก็น่าจะช่วยให้สถาบันการเงินพิจารณาสินเชื่อได้ง่ายขึ้น หรือได้วงเงินเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอาจจะลดลงจากปกติ
“ขณะนี้เรากำลังทำโมเดลอยู่ โดยอาจจะดูรูปแบบที่ประสบความสำเร็จเช่นที่ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้ง ธปท. และเครดิตบูโร ในฐานะที่มีข้อมูลลูกหนี้และสินเชื่อมากที่สุด ซึ่งจะเริ่มทำกับลูกค้าของ บสย.ก่อนจะขยายไปยังลูกค้าอื่นๆ โดยตั้งเป้าทำกับเอสเอ็มอีทั้งระบบในอนาคต ซึ่งอาจต้องใช้เวลาแต่ปีหน้าคงจะได้เห็นอะไรเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น”
สำหรับการจัดเครดิตเอสเอ็มอีนั้น จะต้องทำตามมาตรฐานสากลเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงิน ซึ่งเหมือนกับการจัดเครดิตเรตติ้งโดยทริส หรือสถาบันจัดอันดับระดับโลก โดย บสย.อาจจะต้องตั้งทีมงานและลงทุนด้านเครื่องมือเพิ่มเติมสำหรับดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป ทำให้สถาบันการเงินจะได้รับประโยชน์ที่มี บสย.ช่วยพิจารณาสถานะขอลูกค้าให้อีกทางหนึ่ง โดยสามารถนำข้อมูลไปพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์ของแบงก์เอง จะทำให้ความเสี่ยงในการให้สินเชื่อลดลง เพราะหากมีการจัดเครดิตเชื่อว่าลูกค้าจะพยายามรักษาสถานะหรือประวัติทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้นตามไปด้วย
-------------------------
(บสย.ตรวจจับชีพจร 'เอสเอ็มอี' เล็งจัดเครดิตปูทางเข้าถึงแหล่งทุน : โดย...อนัญชนา สาระคู)



