
จับตา'นิพัทธ์'นั่งคุมยุทธการ'ศรส.'
24 ม.ค. 2557
จับตา'นิพัทธ์'นั่งคุมยุทธการ'ศรส.' เส้นทางทอดยาวสู่'ผบ.ทบ.-ผบ.สูงสุด' : โดย...ทีมข่าวความมั่นคง/ปกรณ์ พึ่งเนตร
รอยร้าวระหว่างกองทัพกับรัฐบาลปรากฏชัดอีกครั้ง เมื่อผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ.เหล่าทัพ) ส่งแค่ระดับ "ตัวแทน" เข้าร่วมประชุม ก่อนที่จะมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" โดยตัวแทนเหล่าทัพได้ส่งเสียงคัดค้าน แต่ก็ไม่สามารถทานอำนาจฝ่ายการเมืองได้
โดยฝ่ายความมั่นคงที่ผลักดันการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้แก่ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม และพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมทั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
แต่คนที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ พล.อ.นิพัทธ์ เพราะเป็นตัวแทน "กองทัพ" เพียงคนเดียวที่เห็นด้วยกับการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยังนั่งเป็น "รอง ผอ.ศรส." ด้วย !!
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของ พล.อ.นิพัทธ์ หรือ "บิ๊กแป๊ะ" ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องที่นอกเหนือความคาดหมาย เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ปรากฏรอยแยกทางความคิดระหว่างปลัดกลาโหม กับ ผบ.เหล่าทัพ มาแล้วหลายครั้ง
เช่นกรณีที่ พล.อ.นิพัทธ์ กล่าวในเวทีรับฟังความคิดเห็นของรัฐบาลในหัวข้อ “ประเทศไทยของเราจะไปทางไหน” เพื่อวางแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2556 ว่า ผบ.ทสส. และผบ.เหล่าทัพ สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
แต่ในวันรุ่งขึ้นตัวแทนของ ผบ.ทสส.ปฏิเสธว่า ผบ.ทสส.ไม่ได้พูดว่า สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง และเป็นความเห็นของปลัดกลาโหมเพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวกับเหล่าทัพ !!
กระนั้น แม้จะมีความไม่ลงรอยกันเกิดขึ้น แต่ พล.อ.นิพัทธ์ ก็ยังคงทำงานอย่างทุ่มเท และเป็นคีย์แมนในการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ท่ามกลางความไม่พึงใจของพี่ๆ ในกองทัพ เพราะ พล.อ.นิพัทธ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 14 หรือ "ตท.14" เพียงคนเดียว ขณะที่ ผบ.เหล่าทัพคนอื่นล้วนเป็น ตท.12 และตท.13 ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ หากมองจากเส้นทางราชการที่เหลืออยู่ พล.อ.นิพัทธ์ จะเกษียณอายุราชการในปี 2559 ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) จะเกษียณอายุราชการพร้อมกันในปี 2557
เป็นที่จับตามองว่า เส้นทางอายุราชการที่เหลืออยู่ พล.อ.นิพัทธิ์ ก็มีสิทธิ์นั่งเก้าอี้ ผบ.เหล่าทัพ ตัวใดตัวหนึ่งได้ หากขั้วอำนาจทางการเมืองไม่เปลี่ยนไปเสียก่อน !!
โดยเฉพาะเก้าอี้ ผบ.ทสส.ที่ พล.อ.นิพัทธ์ เคยเป็น "เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร" และมีผลงานด้านกิจการชายแดนมากมาย และด้วยผลงานจากมันสมองของบิ๊กแป๊ะที่เป็นทหารฝ่าย "บุ๋น" มากกว่า "บู๊" ที่เชี่ยวชาญงานด้านกิจการชายแดน และงานเชิงยุทธศาสตร์ เขาจึงเคยถูกวางตัวจากคนไกลให้เป็น ผบ.ทสส. แต่ก็ถูกโยกข้ามห้วยมาอยู่กระทรวงกลาโหมเสียก่อน
แต่การย้ายมากลาโหมทำให้เขาได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีต รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน คือ จ.ฉะเชิงเทรา และทำให้ได้เป็นนายทหารที่ใกล้ชิดระดับขุนพลคู่ใจของ พล.อ.เชษฐา
พล.อ.เชษฐา จึงได้ฝากฝังให้เข้ามาช่วยงานความมั่นคงในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่นั่งควบ รมว.กลาโหม อีกตำแหน่ง และทำงานต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
เรียกได้ว่า เป็น "สายตรง" มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทั้งยังเป็นหนึ่งในแคนดิเดต ผบ.ทสส.ต่อจาก พล.อ.ธนะศักดิ์ โดยจะต้องขับเคี่ยวกับ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ตท.12) เพื่อนรักของ พล.อ.ธนะศักดิ์ และได้รับแรงหนุนจาก พล.อ.ธนะศักดิ์ อย่างเต็มที่เช่นกัน
อันที่จริง พล.อ.นิพัทธ์ เกือบจะไม่ได้เป็นปลัดกลาโหมในการแต่งตั้งเมื่อปี 2556 เพราะยังเหลืออายุราชการถึงปี 2559 โดยมีแคนดิเดตคนสำคัญในขณะนั้น คือ พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (ตท.13) ที่มีข่าวว่า "บิ๊กโอ๋"
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม เพื่อน ตท.10 เป็นผู้แนะนำให้คนไกลได้พิจารณา
แต่ท้ายที่สุดเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ "ขอมา" ว่า ต้องเป็นบิ๊กแป๊ะเท่านั้น เพราะทำงานใกล้ชิดกันมาตั้งแต่เป็นคณะทำงานด้านชายแดนไทย-กัมพูชา และคณะทำงานในการพูดคุยเพื่อสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
นอกจากนี้ บิ๊กแป๊ะ ยังได้รับแรงหนุนจากเพื่อน "ตท.14" คือ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. ที่มีบทบาทอย่างสูงในรัฐบาลชุดนี้ บิ๊กแป๊ะจึงได้แรงส่ง 2 ทาง และได้ขึ้นปลัดกลาโหมในขณะที่อายุราชการเหลือนานถึง 3 ปี
สำหรับความสามารถพิเศษของ พล.อ.นิพัทธ์ ที่ทำให้รัฐบาลเลือกมาใช้งานมาโดยตลอด คือ งานความมั่นคงตามแนวชายแดน ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง "เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร" นานถึง 4 ปีเต็ม รวมทั้งปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากเจ้าตัวเคยมีประสบการณ์เข้าไปเป็นหัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์การวางอาวุธ และหยุดยิงที่อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย
พล.อ.นิพัทธ์ จึงสามารถให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลได้ ทั้งงานชายแดน ในเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และภารกิจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ยังมีวาทศิลป์ พูดภาษาอังกฤษได้ สามารถอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่าย จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจของฝ่ายการเมืองมาแทบทุกยุค
ความโดดเด่นในแง่นี้ ฉายแววมาตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เนื่องจากช่วงนั้นเกิดเหตุภัยพิบัติจากพายุไซโคลนนาร์กีสพัดถล่มพม่า แต่ความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐลำเลียงเข้าไปไม่ได้
นายสมัครจึงตั้งให้ พล.ท.นิพัทธ์ (ยศในขณะนั้น) เป็น "ทูตพิเศษ" เข้าไปเจรจาจนประสบความสำเร็จ โดยใช้สายสัมพันธ์กับนายทหารระดับสูงของพม่าที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน ทำให้รัฐบาลนายสมัครพลอยได้หน้า ถึงขนาดเอ่ยชม พล.อ.นิพัทธ์ กลางวงประชุมใหญ่มาแล้ว
ล่วงมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งมีปัญหาปราสาทพระวิหารรุมเร้า ก็ได้ พล.อ.นิพัทธ์ เป็นที่ปรึกษาสำคัญ เพราะเขามีข้อมูลอยู่ในมือมากมายตั้งแต่สมัยเป็นเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และเป็นหนึ่งในสามขุนพลที่ไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศบราซิล เพื่อคัดค้านแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาจนประสบความสำเร็จ
เช่นเดียวกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลได้เปิดการพูดคุยสันติภาพโดยการผลักดันของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยให้มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก พล.อ.นิพัทธ์ ก็มีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งในแกนนำคณะพูดคุย โดยอาศัยประสบการณ์จากอาเจะห์
อีกทั้งเขายังสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับ ดาโต๊ะ สรี อาห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติมาเลเซีย ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็นด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เพียงไม่ถึง 3 ปีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ (2554-2557) พล.อ.นิพัทธ์ ได้กระโดดจากผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ขึ้นเป็นรองปลัดกระทวงกลาโหม และผงาดเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมในที่สุด
เวลานี้สปอตไลท์ทุกดวงจึงจับจ้องที่ พล.อ.นิพัทธ์ เป็นพิเศษ เพราะการมานั่งรอง ผอ.ศรส.ก็คือ การเข้ามาคุมงานยุทธการแทน ผบ.เหล่าทัพ ที่มีจุดยืนคัดค้านการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อ "ปราบปรามประชาชน" มาโดยตลอด และหากสามารถทำงานชิ้นสำคัญนี้ได้สำเร็จ ประตูสู่ตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพก็จะเปิดกว้างสำหรับบิ๊กแป๊ะทันที
...............................
(จับตา'นิพัทธ์'นั่งคุมยุทธการ'ศรส.' เส้นทางทอดยาวสู่'ผบ.ทบ.-ผบ.สูงสุด' : โดย...ทีมข่าวความมั่นคง/ปกรณ์ พึ่งเนตร)



