ข่าว

รำบวงสรวงบันทึกกินเนสส์บุ๊ก...งานรำลึกก่อตั้งเมืองอุดรธานี 1

รำบวงสรวงบันทึกกินเนสส์บุ๊ก...งานรำลึกก่อตั้งเมืองอุดรธานี 1

24 ม.ค. 2557

รำบวงสรวงบันทึกกินเนสส์บุ๊ก...งานรำลึกก่อตั้งเมืองอุดรธานี 121 ปี : โดย...จิติมา จันพรม, เศกสันติ กัลยาณวิสุทธิ์

 
                     แรงศรัทธารักบ้านเกิดและความกตัญญูกตเวทีต่อพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ต้นตระกูลทองใหญ่ ผู้ก่อสร้างวางรากฐานการปกครองเมืองอุดรธานี ทำให้อนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ ที่บริเวณห้าแยก คึกคักเต็มไปด้วยผู้คนที่มาถวายสักการะอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะวันที่ 18 มกราคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันก่อตั้งเมืองอุดรธานี จะมีพิธีทำบุญตักบาตร บายศรีสู่ขวัญ ถวายสักการะดอกไม้สดและรำบวงสรวงอย่างยิ่งใหญ่จนเป็นประเพณีที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง และปีนี้เป็นปีที่ 121 ของการก่อตั้งเมืองอุดรธานี เทศบาลนครอุดรธานี จึงจัดงานเฉลิมฉลองวันที่ระลึกการก่อตั้งเมืองอุดรธานีอย่างยิ่งใหญ่เป็นการประกาศถึงพลังศรัทธา ความสามัคคีของชาวอุดร และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงจัดให้มีการรำบวงสรวงด้วยจำนวนคนมากที่สุดในโลกกว่า 5 พันคน แถมมีการบันทึกในกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดอีกด้วย   
 
                     เรื่องนี้ "อิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ" นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี บอกว่า การรำบวงสรวงกรมหลวงประจักษ์ได้ทำสืบทอดเป็นประเพณี เดิมอยู่ทุ่งศรีเมือง ต่อมาได้รำอย่างเป็นทางการในทุกวันที่ 18 มกราคมของทุกปี รวมระยะเวลาราว 20 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งจะออกแบบท่ารำตามเนื้อเพลงที่ใช้บวงสรวง หลายปีที่ผ่านมามีคนเข้าร่วมรำบวงสรวงเพิ่มขึ้นทุกปี เดิมเป็นเรื่องการก่อตั้งเมืองเพื่อให้การเฉลิมฉลองเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ ประกอบกับได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเลยผนวกกิจกรรมแสดงพลุไลท์แอนด์ซาวด์ การแสดงศิลปะชั้นสูงโขนของศาลาเฉลิมกรุงและการรำบวงสรวง
 
                     โดยเฉพาะการรำบวงสรวงแต่เดิมคนเยอะอยู่แล้ว จึงอยากบันทึกสถิติโลกจึงเสนอผู้ว่าฯ ให้อนุมัติพร้อมกับดึงภาคส่วนแต่ละอำเภอร่วมบันทึกสถิติโลกโดยกำหนดไว้ที่ 5,121 คน โดยจัดขบวนนางรำบนถนนทหาร ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เต็มสองฝั่งขาเข้าขาออก ระยะทางรวม 1,200 เมตร และปีนี้ปรากฏว่ามีประชาชนชาวอุดรธานีจากทุกอำเภอเข้าร่วมพิธีกว่า 20,000 คน กระจายเต็มพื้นที่ 5 แยกรอบอนุสาวรีย์ เพื่อรำบวงสรวงและเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกสถิติโลกโดยมีผู้เดินผ่านเครื่องสแกนเข้าพื้นที่กำหนดไว้เพื่อบันทึกถึง 5,515 คน นางรำทุกคนแต่งกายด้วยชุดเหมือนกับประดับดอกทองกวาว หรือดอกจาน ดอกไม้ประจำเมือง ซึ่งมีทั้งดอกไม้สดและดอกไม้ประดิษฐ์พร้อมชุดรำที่เป็นชุดเฉพาะคือเสื้อสีส้มสดและผ้าถุงสีดำ 
 
                     การเฉลิมฉลองทั้งการรำบวงสรวง การแสดงพลุเล่าเรื่องเมืองและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการแสดงโขนของศาลาเฉลิมกรุงที่จัดขึ้นทุกปีและเป็นประเพณีส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยว แต่ที่สำคัญอยากให้คนทั่วโลกได้เห็นว่าคนอุดรธานีมาสร้างความศรัทธา โดยใช้ศรัทธานี้มาเป็นเรื่องของความรักความสามัคคี เพราะรำบวงสรวงทำด้วยใจด้วยศรัทธาจริง ค่าใช้จ่ายแต่งหน้า ทำผม เครื่องแต่งกายต้องหาเอง ทุกคนที่มาร่วมในพิธียอมสละเวลาในการซ้อมที่ต้องใช้เวลาเกือบเดือน แต่เตรียมสถานที่และเครื่องเสียงไว้ให้เท่านั้น
 
                     "ส่วนการออกท่ารำมีความพร้อมเพรียงกัน แสดงถึงความรับผิดชอบ ความตั้งใจจริงความเป็นคนอุดรออกมา แม้จะเป็นเพศใดวัยใดก็ทำเต็มที่ เปี่ยมไปด้วยความสุข ซึ่งทำให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียว เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของอุดรธานี ตรงนี้จะหล่อหลอมให้เกิดการรักถิ่นฐานบ้านเกิด ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญ หลายคนที่รำบวงสรวงทำมาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ หรือจนสูงวัย ซึ่งส่วนใหญ่นอกจากจะแสดงความเคารพสักการะแล้ว แรงศรัทธาการรำบวงสรวงยังแทรกแรงอธิษฐานซึ่งต่างบอกว่าประสบความสำเร็จอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเรียนและหน้าที่การงาน" อิทธิพนธ์  กล่าวทิ้งท้าย
 
                     การรำบวงสรวงมีขึ้นหลังจากพิธีทางศาสนาร่วมทำบุญตักบาตร บายศรีสู่ขวัญ จากนั้นก็เริ่มออกท่ารำตามทำนองเพลงที่มีเนื้อร้องระลึกถึงกรมหลวงประจักษ์และการตั้งเมืองอุดรธานี ซึ่งมี 2 เพลง ลายคอนสะหวันและลายสรภัญญะ ซึ่งนางรำ หรือแม้แต่นายรำ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างตั้งใจรำอย่างสวยงามพร้อมเพรียงกัน ต่างตั้งจิตใจอธิษฐานโดยใช้เวลาประมาณ 12 นาทีก็เสร็จสิ้นพิธี หลายคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าศรัทธากรมหลวงประจักษ์ จึงมาร่วมรำบวงสรวงและตั้งจิตอธิษฐานขอให้ประสบความสำเร็จ
 
                     "น้องกิ๊ก" นักเรียนชั้น ป.6 หนึ่งในคนที่มาร่วมรำบวงสรวงครั้งนี้บอกว่า มารำบวงสรวงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว รู้สึกรักและศรัทธาหลวงประจักษ์ที่สร้างเมืองอุดร และได้รับการบอกเล่าจากผู้ใหญ่ว่าถ้าปฏิบัติดีและตั้งใจอธิษฐานขอแรงกำลังใจจากท่านจะประสบความสำเร็จ ปีนี้นอกจากรำบวงสรวงเพื่อร่วมบันทึกสถิติโลกแล้วยังตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขอให้สอบเข้าโรงเรียนมัธยมปีที่ 1 ตามที่ตั้งใจและยังตั้งใจว่าจะร่วมรำบวงสรวงทุกปี แม้อนาคตจะโตและไปทำงานต่างจังหวัดหรือที่อื่นก็ตาม
 
                     สำหรับประวัติความเป็นมาของ จ.อุดรธานีปี 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้และเจ้าหมื่นไวยวรนาถ เป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือ ไปปราบปรามพวกฮ่อที่กำเริบเสิบสานขึ้นอีกในมณฑลลาวพวนและฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง โดยเดินทัพผ่านบ้านหมากแข้ง ในเวลานั้นเมืองอุดรธานียังไม่ปรากฏชื่อ เพียงแต่ปรากฏชื่อ "บ้านหมากแข้ง" หรือ "บ้านเดื่อหมากแข้ง" สังกัดเมืองหนองคาย ขึ้นการปกครองกับมณฑลลาวพวน  
 
                     ภายหลังปราบฮ่อสงบแล้วไทยมีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสเนื่องจากฝรั่งเศลต้องการลาว เขมรและญวนเป็นอาณานิคม เรียกว่า "กรณีพิพาท ร.ศ.112 (พ.ศ.2436 )" พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยอมเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาประเทศไว้ ทรงสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศสและตามสนธิสัญญาที่ทำขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ มีเงื่อนไขห้ามประเทศสยามตั้งกองทหารและป้อมปราการอยู่ในรัศมี 25 กิโลเมตรของฝั่งแม่น้ำโขง
 
                     หน่วยทหารไทยที่ประจำอยู่เมืองหนองคาย ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของหัวเมือง หรือมณฑลลาวพวน กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการจึงต้องอพยพเคลื่อนย้ายลึกเข้ามาจนถึงหมู่บ้านเดื่อหมากแข้ง ห่างจากฝั่งแม่น้ำโขงกว่า 50 กิโลเมตร เมื่อทรงเห็นว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีชัยภูมิเหมาะสมเพราะมีแหล่งน้ำ เช่น หนองนาเกลือ (หนองประจักษ์ปัจจุบัน) และหนองน้ำอีกหลายแห่งรวมทั้งห้วยหมากแข้ง ซึ่งเป็นลำห้วยน้ำใสไหลเย็น กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงบัญชาให้ตั้งศูนย์มณฑลลาวพวนและตั้งกองทหารขึ้นที่หมู่บ้านเดื่อหมากแข้ง ต่อมาเป็นที่ตั้งของ จ.อุดรธานีในปัจจุบัน และมีดอกทองกวาว หรือดอกจานเป็นสัญลักษณ์ของเมืองด้วย
 
 
 
............................
 
(รำบวงสรวงบันทึกกินเนสส์บุ๊ก...งานรำลึกก่อตั้งเมืองอุดรธานี 121 ปี : โดย...จิติมา จันพรม, เศกสันติ กัลยาณวิสุทธิ์ )