
มองวิกฤติการเมืองบังกลาเทศ
24 ม.ค. 2557
มองวิกฤติการเมืองบังกลาเทศ : คอลัมน์วิถีมุสลิมโลก : โดย...ศราวุฒิ อารีย์
ความรุนแรงทางการเมืองในบังกลาเทศทั้งที่เกิดขึ้นในช่วงวันเลือกตั้งและก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มักถูกอ้างถึงบ่อยครั้งท่ามกลางวิกฤติการเมืองในบ้านเรา ฉะนั้น ในบทความนี้ผมจึงอยากนำเสนอที่มาที่ไปของวิกฤติการเมืองในบังกลาเทศ แม้จะไม่ละเอียดมากนักอันเนื่องจากหน้ากระดาษที่จำกัด แต่ก็เชื่อว่าจะทำให้ผู้อ่านพอเห็นภาพการเมืองบังกลาเทศได้ชัดขึ้น
การเมืองบังกลาเทศมีตัวแสดงหลักอยู่ 2 คน คนแรกคือ ชีค ฮาซีน่า นายกรัฐมนตรีวัย 64 ปีของรัฐบาลชุดปัจจุบันจากพรรคสันนิบาตอวามี เธอเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2009 และอยู่ในตำแหน่งนี้ในช่วงปี 1996 ถึง 2001 อีกด้วย บิดาของเธอคือ ชีค มุญีบุรเราะห์มาน ผู้ก่อตั้งบังกลาเทศ เขาและครอบครัวถูกคนในกองทัพฆ่าตายเกือบทั้งหมดในปี 1975 เหลือแต่ลูกสาวคือ ชีค ฮาซีน่า ที่กลายเป็นผู้นำประเทศในเวลาต่อมา
คู่แข่งของ ชีค ฮาซีน่า คือหญิงม่ายวัย 67 ปี หรือ คอลีดา เซีย ภรรยาของผู้นำกองทัพที่ชื่อ เซียอุรเราะห์มาน ผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองหลักอีกพรรคหนึ่งของประเทศในปี 1978 คือ "พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ" เขาเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก่อนที่จะถูกลอบสังหารในเหตุการณ์รัฐประหารปี 1981 ทิ้ง คอลีดา เซีย ให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจทางการเมืองแทน เธอเป็นนายกฯ ตั้งแต่ปี 1991 ถึง 1996 และจากปี 2001 ถึง 2006
เชื่อกันว่าพรรคสันนิบาตอวามีมีแนวคิดอุดมการณ์ไปทางเสรีนิยมและเน้นความเป็นโลกวิสัยนิยม (Secularism) แต่ "พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ" เอนเอียงไปทางสายอนุรักษนิยมชื่นชมการเมืองอิสลาม (Political Islam) ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างก็โจมตีสาดโคลนเข้าใส่กัน "พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ" กล่าวหาสันนิบาตอวามีว่าถูกครอบงำและกลายเป็นเครื่องมือของอินเดีย ขณะที่สันนิบาตอวามีก็โจมตี "พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ" ว่าอิงแอบอยู่กับผู้ก่อการร้ายมุสลิม
ถึงอย่างนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็ลงความเห็นคล้ายๆ กันว่า วิกฤติการเมืองบังกลาเทศวันนี้ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความแตกต่างเชิงอุดมการณ์ แต่เป็นความบาดหมางส่วนบุคคลของผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายมากกว่า
สาเหตุของความเป็นปรปักษ์กันอาจต้องสืบย้อนกลับไปตั้งแต่ประเทศประกาศเอกราชแยกตัวออกมาจากปากีสถานในปี 1971 ทั้งบิดาของฮาซิน่าและสามีของ คอลิดา เซีย ต่างก็พยายามสร้างชาติขึ้นมาใหม่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ขณะที่ภารกิจที่สำคัญนี้คาราคาซังอยู่ บุคคลทั้ง 2 ก็ต้องมีอันเป็นไปเสียก่อน ทิ้งหน้าที่อันหนักอึ้งให้ลูกสาวและภรรยาสานต่อ สุดท้ายก็ทำให้ทั้งสองเป็นผู้สืบตระกูลที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองมากที่สุดในบังกลาเทศ
นับจากนั้นมา หญิงเหล็กทั้ง 2 ของบังกลาเทศก็ขับเคี่ยวแข่งขันกัน ต่างฝ่ายต่างพยายามเอาชนะคะคานกัน ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองเข้าห้ำหั่นกัน เกิดการลอบสังหารและทำร้ายฝ่ายตรงข้าม มีการคอร์รัปชั่นกันเต็มบ้านเต็มเมือง จนทำให้ผู้นำทั้ง 2 คนถูกตัดสินจำคุกกันมาแล้ว
ความเป็นไปเช่นนี้จึงทำให้บังกลาเทศกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ไร้เสถียรภาพมากที่สุดในโลก เกิดความไม่สงบขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำลายประเทศชาติมาตลอด
แม้ผู้นำทั้ง 2 คนจะเคยทำงานร่วมกันบ้างในช่วงทศวรรษที่ 1980 แต่ก็เป็นเพียงความร่วมมือระยะสั้นเพื่อที่จะโค่นอำนาจกองทัพที่ปกครองประเทศยาวนาน 15 ปี เมื่อเป้าหมายร่วมบรรลุผล ความเป็นปรปักษ์กันก็ฟื้นกลับเข้ามาแทนที่ความปรองดองทันที ว่ากันว่าผู้นำทั้ง 2 ไม่เคยพูดคุยเจรจา ไม่เคยพบปะกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว จนกระทั่งเกิดวิกฤติการเมืองล่าสุดที่พรรคฝ่ายค้านบอยคอตการเลือกตั้ง นายกฯ ชีค ฮาซีน่า จึงได้ต่อสายโทรศัพท์คุยกับ คอลิดา เซีย ผู้นำฝ่ายค้านเป็นครั้งแรก
เนื้อหาหลักของการพูดคุยก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่รัฐบาลต้องการให้ฝ่ายค้านเลิกชุมนุมประท้วง แล้วกลับเข้ามาสู่เส้นทางการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่ฝ่ายค้านก็ปฏิเสธ อ้างว่าต้องการรัฐบาลชั่วคราวที่เป็นคนกลางมาจัดการเลือกตั้งเหมือนธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติกันมาหลายครั้งในอดีต
เมื่อรัฐบาลไม่เอาด้วย ฝ่ายค้านก็เดินหน้าชุมนุมประท้วง ใช้ความรุนแรงขัดขว้างการเลือกตั้งทุกรูปแบบ ส่วนรัฐบาลก็เดินหน้ารณรงค์เลือกตั้งไม่ยอมถอย จนทำให้ผู้สนับสนุนของทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกันหลายครั้ง เกิดความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บมากมาย มีคนตายจำนวนเกินร้อย วันเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้ก็กลายเป็นวันของการนองเลือดและเกิดความเสียหายมากมาย
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในบังกลาเทศวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเอาหรือไม่เอาเลือกตั้ง/ประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องความไม่เอาไหนของผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย จนทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้มาหลายสิบปี
..........................
(มองวิกฤติการเมืองบังกลาเทศ : คอลัมน์วิถีมุสลิมโลก : โดย...ศราวุฒิ อารีย์ )



