ข่าว

'ปณิธาน'แนะรบ.แจงให้ชัดใช้พรก.ฉุกเฉิน

'ปณิธาน'แนะรบ.แจงให้ชัดใช้พรก.ฉุกเฉิน

22 ม.ค. 2557

'ปณิธาน' ระบุ รัฐบาลใช้ 'พ.ร.ก.ฉุกเฉิน' ทำได้ เเต่ต้องตอบเหตุผลกับสังคม

 

                            22 ม.ค. 57  รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้สัมภาษณ์รายการ " เก็บตกจากเนชั่น (เช้า) " ถึงกรณี รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า เป็นไปตามมาตรา 4 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปี 2548 ให้คำนิยามว่าเป็นสถานการณ์ ที่จะกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และทำให้ประเทศอยู่ในภาวะที่คับขัน เป็นการกระทำความผิดที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นนิยามกว้างๆ แต่ในหลายประเทศมีการกำหนดสถานการณ์ เป็น 5 ระดับ เป็นขั้นตอนที่ชัดเจน ลักษณะเหตุการณ์ที่ชัดเจน ถ้าระดับสุดท้ายอันดับ 5 คือ การใช้กฎอัยการศึก ลำดับที่ 4 ควรใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ลำดับที่ 3 พ.ร.ก.ฉุกเฉินธรรมดา ลำดับที่ 2 ใช้ พรบ.ความมั่นคง หมวดที่ 2 และลำดับฉุกเฉินที่ 1 ก็ใช้ พ.ร.ก.ความมั่นคงหมวดแรก

                            นายปณิธาน กล่าวว่า แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเป็นดุลพินิจของผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ในกรณี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ผู้ที่ตัดสินใจ คือ นายกรัฐมนตรี และเป็นมติครม.ก็เป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ก็เลยทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาในทางปฏิบัติจริง ประชาชนอาจจะไม่เห็นด้วย คู่กรณีอาจจะไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะถ้าใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง มันก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยามุมกลับ คือ การต่อต้าน พ.ร.ก.ฉบับนี้หลายๆ ครั้ง อย่างที่เราเห็น 

                            เมื่อถามว่า วิเคราะห์อย่างไรที่เป็นเหตุให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ต้องการให้เกิดความยืดหยุ่นกับเจ้าหน้าที่ ตรงนี้เป็นหลักสำคัญ เพราะว่าการออกมาตรการบังคับของมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินธรรมดาแบบนี้ ก็เหมือนกับพรบ.ความมั่นคง คือ มันไม่ได้แตกต่าง เพียงแต่ว่า เจ้าหน้าที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องถูกฟ้องร้อง ที่สำคัญคือ หน่วยงานที่เข้ามาแก้ไข ไม่ต้องอยู่ในกรอบแบบ พรบ.ความมั่นคง อย่างเช่น ไม่ต้องเป็นหน่วย กอ.รมน. ไม่ต้องมีอัตราโครงสร้างกำลังที่ชัดเจน และที่สำคัญไม่ต้องเสนอแผนการปฏิบัติ ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ สามารถเสนอกำหนดกันเองได้ในกลุ่มคนเล็กๆ ก็ทำให้เกิดความยืดหยุ่น และที่สำคัญเจ้าหน้าที่จะมีความรู้สึกว่าทำงานได้คล่องตัวขึ้น ไม่ต้องไปรับผิดชอบต่อการถูกดำเนินคดี ตรงนี้น่าจะเป็นผลให้แง่ของวัตถุประสงค์หลักมากกว่า คือ ทำให้เกิดกระชับ และเกิดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติ และทำให้เจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

                            นายปณิธาน กล่าวว่า แต่ในความเป็นจริงตรงนั้น ขึ้นอยู่กับหน่วยของเจ้าหน้าที่ด้วย ถ้าเป็นหน่วยที่มีขีดความสามารถ มีวินัย ก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ประเด็นสำคัญคือว่า ถ้าใช้ในทางการเมือง กำหนดเจ้าหน้าที่ที่เป็นคู่กรณีกับประชาชน ซึ่งขณะนี้ พฤติกรรมของการชุมนุมไม่ได้เข้าตามมาตรา 4 เท่าไหร่หนัก ก็จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าขึ้นมาทันที ซึ่งต่างจากในอดีต ซึ่งการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉุกเฉินร้ายแรง ผู้ชุมนุมมีการเข้าไปปิดการประชุมนานาชาติ ที่พัทยา มีการใช้อาวุธ หรือทำร้ายนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ลักษณะแบบนี้ ผู้ชุมนุมก็คงจะไม่เห็นด้วย ผลก็คือว่า คงจะไม่ทำตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับนี้

                            เมื่อถามว่า ความหมายที่เข้าใจกันตอนนี้ คือ เมื่อมีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกมา เจ้าหน้าที่สามารถใช้กำลัง สลายผู้ชุมนุมได้ทันที ณ จุดใดจุดหนึ่งใช่หรือไม่ รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า " ยังครับ ต้องเป็นฉุกเฉินร้ายแรง ก็คือ ตามมาตรา 11 ก็จะมีอีก 10 ข้อ แทนที่จะเป็น 6 ข้อ ฉุกเฉินร้ายแรงต้องให้ ครม.อนุมัติ และสามารถเข้าไปจับกุมตัวดำเนินคดี ออกคำสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ และที่สำคัญ คือ ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารมาอยู่ภายใต้การกำกับของ ศรส.หรือของตำรวจ "

                            เมื่อถามว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ไม่ได้นั่งเป็นผู้อำนวยการศรส. หรือว่าอยู่ในกรรมการ หรืออยู่ในคณะที่ปรึกษา ตรงนี้ถือว่าไม่แปลกอะไรใช่หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ไม่ได้แปลกอะไร แต่ว่าจะต้องใช้มติคณะรัฐมนตรี หรือว่าในการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐมนตรีต้องเสนอครม.อนุมัติ ส่วนใหญ่ก็จะให้รองนายกฯ มอบหมายให้รองนายกฯ เป็นประธาน ซึ่งตรงนี้เป็นหลักปฏิบัติทั่วไป แต่อย่างไรก็ดี นายกฯ ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี

                            เมื่อถามว่า มองอย่างไรกรณีที่การประการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้กำลังของตำรวจเป็นหลัก รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า โดยทั่วไปไม่ได้แปลกอะไรในสถานการณ์ฉุกเฉินธรรมดา แต่ว่าถ้าเป็นฉุกเฉินร้ายแรง แล้วสั่งให้ทหารมาแล้วทหารไม่มา ก็จะเป็นปัญหาทันที ในความเป็นจริง เราก็ทราบกันอยู่ว่า ทหารไม่ค่อยที่จะเห็นด้วยว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน และการมาร่วมประชุม ผบ.เหล่าทัพ ก็ไม่ได้มาประชุมด้วยตัวเองทั้งหมด เป็นการส่งตัวแทน และที่สำคัญการจัดกำลังเห็นได้ชัดเจนว่าไม่ได้จัดกำลังเข้ามาในขณะนี้เพื่อที่จะให้ตำรวจบังคับบัญชา ในความเป็นจริงอันนั้น คือปัญหา เมื่อไม่มีกำลังที่มีวินัย คือ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาที่เข้มงวด ทำให้เกิดความยืดหยุ่นมากเกินไป อย่างเช่น อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปัญหาในทางปฏิบัติ จะตามมาทันที นอกเหนือจากปัญหาทางการเมืองจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทหารอาจจะไม่เข้าไปร่วมในทางปฏิบัติโดยตรง มี 2 ปัญหา ปัญหาการเมืองที่จะตามมา ปัญหาในการปฏิบัติจริงในพื้นที่

                            "แต่แน่นอน เจ้าหน้าที่ชอบ และจะรู้สึกว่ามีขวัญและกำลังใจ ยิ่งได้คู่กรณีของผู้ชุมนุมมาควบคุมกำกับดูแล ศรส.แล้ว ก็จะทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่า มีทิศทางที่ชัดเจน แต่ในทางกลับกัน มันจะเกิดการเผชิญหน้ากันได้ง่าย เพราะกลายเป็นว่า ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับทางด้านความมั่นคง มาช่วยดูแลประชาชนเพื่อให้เกิดความปลอดภัย"

                            เมื่อถามว่า สิ่งที่รัฐบาลหวังในการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คืออะไร นายปณิธาน กล่าวว่า โดยทั่วไปเป็นเรื่องผลทางจิตวิทยา ป้องปราม คือ คงทำให้ผู้คนกลัวเกรงกฎหมาย การใช้กฎหมายจะเข้มข้นขึ้น , ให้เจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจ มีความสามารถในการปฏิบัติมากขึ้น เพราะมีความรู้สึกว่า ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร โดยตรง และ 2 ประเด็นนี้ จะมีผลกระทบในมุมกลับหลายครั้ง อย่างเช่น ที่พันธมิตรฯ ชุมนุมทำให้เกิดปัญหาตามมาเยอะในทางปฏิบัติของตำรวจ และไม่ได้แก้ปัญหาทางด้านการเมือง ตรงนี้ก็ต้องระวัง  และเมื่อรัฐบาลประกาศเป็นฉุกเฉินแล้ว ก็ยืนยันว่า จะเดินไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลมองว่าเป็นสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน จะกลายเป็นปัญหามุมกลับทันที ถ้าฉุกเฉินแล้วจะเดินไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างไร เหลือเวลา อีก 10 กว่าวัน จะทำได้หรือไม่ และจะเกิดความขัดแย้งกันอย่างไร ตรงนี้ ก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล

                            "ถ้าผมมองพฤติกรรมของผู้ชุมนุม ก็จะยังไม่เข้าข่ายมาตรา 4 เท่าไหร่ พฤติกรรมของการชุมนุมไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบสุข หรือความมั่นคงแบบทำให้ประเทศคับขัน จริงๆ รัฐบาลควรจะอธิบายให้ชัดเจน มีการสื่อสาร กับสาธาณะที่ดีกว่านี้ ไม่อย่างนั้นจะเกิดการเข้าใจผิด วันนี้ ภายใน 48 ชั่วโมง ที่จะต้องออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 ควรจะเห็นการจัดกำลังไปล้อมชายชุดดำมากกว่า กลุ่มคนที่ทำผิด ถ้าทำอย่างนั้นจริงปัญหาก็จะน้อย"