
'กกต.'ไร้อำนาจอนุมัติให้'รบ.'กู้จ่ายจำนำข้าว
21 ม.ค. 2557
มติเอกฉันท์'กกต.'ไม่รับพิจารณากรอบเงินกู้'จำนำข้าว' เหตุไม่อยู่ในอำนาจ ตามรธน.181 ชี้ ถ้า'รัฐ'เดินหน้าต่อ แล้วขัดรธน. 'รัฐ'ต้องรับผิดชอบ
เมื่อเวลา 17.30 น. นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต.แถลงภายหลังการประชุมกกต.ว่า ที่ประชุมกกต.ได้มีการพิจารณากรณีรัฐบาลส่งหนังสือขอหารือตามที่กระทรวงการคลังเสนอการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปี 2557 ตามมาตรา181 ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งกกต.เห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 181 ให้อำนาจกกต.พิจารณาอนุมัติได้ใน 3 วงเล็บที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง การใช้งบกลางฉุกเฉิน และการใช้ทรัพยากรของรัฐ แต่ในเรื่องของแผนการปรับปรุงหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2557 ไม่อยู่ในอำนาจของกกต.
นายภุชงค์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กกต.ได้พิจารณาแผนการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2557 โดยเชิญนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง มาชี้แจง และมีความเห็นว่า กกต.มีอำนาจให้ความเห็นชอบเฉพาะรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ( 1 ) (2 ) และ (4) เท่านั้น การที่นายกิตติรัตน์เสนอแผนปรับปรุงหนี้สาธารณะไม่เกินกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติจาก ครม.ที่อนุมัติเมื่อวันที่ 3 ก.ย.56 กกต.เห็นว่า การเสนอแผนปรับปรุงหนี้ครั้งที่ 1 นี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนแผนระหว่างปี โดยไม่เกินวงเงินที่ ครม.ได้อนุมัติ ซึ่งส่วนนี้เป็นอำนาจของคณะกรรมการนโยบายและกำกับหนี้สาธารณะที่จะดำเนินการได้ตาม มาตรา 35 (2) ของ พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ 2548 จึงไม่เข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (1) และ (2) และ (4) ที่อยู่ในอำนาจของกกต.จะพิจารณา ประกอบมาตรา 10 ( 6) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2550 และระเบียบของกกต.ว่าด้วยการใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดที่จะมีผลต่อการเลือกตั้ง 2551
นายภุชงค์ กล่าวต่ออีกว่า ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3 ) ระบุว่า ไม่ให้คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรักษาการดำเนินการอันมีผลเป็นอนุมัติโครงการ หรือเป็นผลสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป กกต.เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อห้ามเด็ดขาด มิได้กำหนดให้ยกเว้น และมิได้กำหนดให้กกต.พิจารณาให้ความเห็นชอบ ดังนั้น การขอให้กกต.ให้ความเห็นชอบการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าว จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของกกต.หากรัฐบาลจะดำเนินการก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐบาลที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหากมีการวินิจฉัยชี้ขาดโดยองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ต่อไปว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนหรือละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลทำให้เกิดความรับผิดชอบในทางกฎหมายและทางการเมือง มติเอกฉันท์ กกต.ไม่รับพิจารณากรอบเงินกู้จำนำข้าว เหตุไม่อยู่ในอำนาจ ตามรธน.181 ชี้ ถ้ารัฐเดินหน้าต่อ แล้วขัดรธน. รัฐต้องรับผิดชอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีดังกล่าวแตกต่างจากเรื่องที่รัฐบาลขออนุมัติงดเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามติน้ำมันดีเซล ที่กกต.ให้ความเห็นชอบไปก่อนหน้านี้อย่างไร นายภุชงค์ กล่าวว่า กรณีการตรึงอัตราน้ำดีเซลเป็นการของดเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่ทำมาตั้งแต่ปี 52 โดยกรมสรรพสามิตดำเนินการมาตลอดในทุกเดือน ซี่งไม่ถือว่าเป็นผลผูกพันรัฐบาล
นายภุชงค์ ยังแถลงด้วยว่า ในการประชุมกกต.วันนี้ที่ประชุมยังพิจารณาร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลาการของตรึงราคาในวันที่ 31 ม.ค.นี้ โดยกระทรวงการคลังเกรงว่า จะเป็นภาระให้กับกกต.ในการที่จะต้องมาพิจารณาในทุกเดือนจึงเสนอขอให้กกต.เห็นชอบร่างประกาศดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.-30 เม.ย. แต่กกต.เห็นว่า กกต.เคยมีมติไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.โดยเห็นชอบอนุมัติให้ครั้งละ 1 เดือน เพราะโครงการนี้เป็นการดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 52 และกรมสรรพสามิตก็ดำเนินการขอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในทุก ๆ เดือน กกต.จึงมีมติว่า กรณีดังกล่าวต้องขออนุมัติเป็นรายเดือนครั้งนี้ จึงอนุมัติให้ขยายเวลาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลตั้งแต่วันที่1 -28 ก.พ.นี้
ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีกกต.ไม่พิจารณาเรื่องกรอบเงินกู้โครงการจำนำข้าวว่า เป็นมติเอกฉันท์ของกกต. เนื่องจากรัฐธรรนูญ 181 (3) ชี้ชัด เมื่อผูกพันรัฐบาลหน้ากกต.ก็ไม่มีอำนาจอนุมัติให้ได้ จึงอยู่ที่รัฐบาลต้องตัดสินใจเองว่าจะเดินหน้ากู้หรือไม่ แต่ข้อซักถามของ กกต. นายกิตติรัตน์ ตอบชัดใช้หนี้ไม่ทันในช่วงรักษาการแน่ และข้าวที่มีอยู่กว่าจะขายได้หมดต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี
"สมชัย" โพสต์เฟซบุ๊กขยายความมติกกต.ไม่รับพิจารณาเงินกู้จำนำข้าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.04 น. นายสมชัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า มติ กกต. เรื่องเงินกู้จำนำข้าว ดังนี้ 1.เรื่องที่รัฐบาลขอให้ กกต. อนุมัติขยายวงเงินกู้ 130,000 ล้าน เพื่อไปชำระหนี้ชาวนา กกต.เห็นว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจแก่ กกต.ในการอนุมัติประเด็นดังกล่าว เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา181 (3) เขียนไว้เพียงว่า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถกระทำการใดๆ ที่มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป (ไม่มีเขียนว่า เว้นแต่ได้รับอนุมัติจาก กกต.) 2.ดังนั้น การพิจารณาในวันนี้ จึงมี 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ ประเด็นแรก เรื่องขยายวงเงินกู้ 130,000 ล้าน อยู่ในอำนาจอนุมัติ กกต. หรือไม่ คำตอบคือ ไม่
นายสมชัย ระบุอต่อว่า 3.ประเด็นที่สอง การกู้เงินดังกล่าว เป็นการผูกพันกับ ครม.ชุดต่อไปหรือไม่ ซึ่งตัวแทนฝ่ายรัฐบาลพยายามอธิบายว่าไม่ผูกพัน แต่คำถามที่ถามในที่ประชุม เพื่อนำไปสู่คำตอบว่า ผูกพันหรือไม่ มีหลายคำถาม เช่น เงินกู้ 130,000 ล้าน เป็นเงินที่รัฐบาลรักษาการ สามารถขายข้าวมาใช้คืน ก่อนมีรัฐบาลใหม่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ อีกทั้งข้าวในสต็อก มีเท่าไร มีมูลค่าเท่าไร และจะใช้เวลาเท่าไรในการขายข้าว เพื่อให้ได้เงินคืน คำตอบคือ มีประมาณ 14 ล้านตัน เป็นมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท และจะใช้เวลาในการขายประมาณ 2 ปี และนโยบายจำนำข้าว เป็นนโยบายที่รัฐบาลชุดต่อไปจำเป็นต้องยึดเป็นนโยบายต่อไปหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ 4.ดังนั้นประเด็นที่ จะถือว่า ผูกพันหรือไม่ จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องพิจารณาเอง หากแน่ใจว่า ไม่ผูกพัน ก็ดำเนินการกู้เงินเพื่อไปชำระหนี้ชาวนาได้เลย แต่หากคิดว่า ผูกพัน ก็ไม่ควรดำเนินการ เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ และ 5.มติ กกต. จึงไม่ใช่ ก. อนุมัติ หรือ ข. ไม่อนุมัติ แต่เป็น ค. คือ ไม่รับพิจารณาและให้รัฐบาลตัดสินใจเอง



