
ของเขาแรงจริงๆ
สภาของผู้มีเกียรติ สุดท้ายก็เทียบได้กับสนามมวยราชดำเนินยังไงยังงั้น...!!! ผิดแค่ว่าแทนที่จะเป็นการงัดแม่ไม้มวยไทย มาประลองกำลังกัน แต่กลับใช้ฝีปากมาประหัตประหารกันแทน
โดยในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 53 ปรากฏว่ามีการปะทะฝีปาก ของเหล่าบรรดาผู้ทรงเกียรติอย่างหนัก โดยเฉพาะคืนท้ายสุดก่อนจะมีการลงมติ และปิดสมัยประชุม
"พี่ตุ๊ดตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ โชว์ลีลา ฝีปาก อย่างหนักหน่วง เสมือนกำลังอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.ทั้งคณะ โดยโยงตั้งแต่การเลือกตั้งท้องถิ่นที่สุราษฎร์ ยันเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร ว่าไม่โปร่งใสมีการทุจริต
ทำเอา ก๊วนเพื่อนเนวิน และ ก๊วนเทพเทือก นั่งไม่ติด ดาหน้าตอบโต้-ประท้วงอย่างหนัก...!!! สุดท้ายก็จบด้วยการด่าพ่อล่อแม่กันกลางสภา ระหว่างพี่ตุ๊ดตู่กับ เชน เทือกสุบรรณ
ขณะที่ก๊วนเพื่อนเนวิน ไม่ยอมขายหน้า ส่ง “เชิดชัย วิเชียรวรรณ” ขึ้นท้า “ตุ๊ดตู่” สาบานหน้าลานพระบรมรูป รัชกาลที่ 7 ทันที
หลังจากท้าจบ บรรดาก๊วนเพื่อนเนวินกว่า 5 ชีวิต ที่นำโดย “เสี่ยเชิดชัย” ตรงดิ่ง นำธูปเทียน ไปท้าสาบานทันที แต่ไร้เงา "ตุ๊ดตู่” ร่วมสาบานแต่อย่างใด...???
ระหว่างจัดแถวเรียงหน้ากระดาน จุดธูปเทียนเตรียมพร้อม ปรากฏว่าจากฟ้าใสๆ กลับกลายเป็นฟ้าสีแดงทันที
ทำเอาบรรดากระจิบกระจอกข่าวที่ขึ้นไปเกาะติดสถานการณ์ ต่างมองหน้ามองตากันเลิ่กลั่กว่า มนต์เขมรกำลังสำแดงเดชอะไร...???
หลังจากที่ 5 ชีวิต พนมมือขึ้น พร้อมตั้งจิตว่า "หากใครพูดเท็จกลางสภา ขอให้พรรคนั้นมีอันเป็นไปภายใน 7 วัน 10 วัน" หลังสิ้นเสียงปรากฏว่า ฝนตกลงมาอย่างหนัก มีเสียงคำราม และฟ้าคะนองเป็นช่วงๆ
แบบนี้คงพูดได้คำเดียวว่า “ของเขาแรงจริงๆๆๆๆๆ”
สมานฉันท์
หลังจบศึกช่วงหัวค่ำไปแล้ว การปะทะฝีปากกันอย่างหนักในการพิจารณางบปี 53 ในช่วงดึกก็ยังคงมีให้เห็นเป็นการแก้ง่วง
ด้วยการปะทะฝีปากของรุ่นใหญ่ในภาพลักษณ์ของความสมานฉันท์ ถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่าง “เจ๊มิ่ง” มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กับ “หนุ่มมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
โดย “เจ๊มิ่ง" ใช้วิธีออดอ้อน เอาน้ำเย็นเข้าลูบ สอนวิธีแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ ทำเอา “หนุ่มมาร์ค” เคลิบเคลิ้ม จากเดิมไม่ได้อยู่บนบัลลังก์แต่นั่งฟังอยู่ด้านล่าง
เมื่อ “เจ๊มิ่ง” หยอดนิดว่า อยากอภิปรายแล้วเห็นหน้านายกฯ ด้วย ก็ทำเอา “หนุ่มมาร์ค” อ่อนระทวย รีบวิ่งขึ้นบัลลังก์ทันที แหมงานนี้เข้าสุภาษิตที่ว่า "ไม่เห็นหน้าเจ้ากินข้าวบ่ลง"
ขณะที่ “เทพเทือก” ก็รีบเดินตามไปนั่งเป็นลูกคู่ ปรากฏว่าถึงกับสะอึก เมื่อ “เจ๊มิ่ง” ออกปากว่า "อุ๊ย ตกใจ เห็นคนที่หน้าดำๆ นั่งอยู่ข้างๆ นายกฯ ช่วยหลบไปก่อนได้ไหม ไปพักอยู่ด้านหลังก็ได้ เพราะยังไม่ถึงคิวท่าน"
ทำเอาบรรดาส.ส.ฮากระจาย ขณะที่ “เทพเทือก” ยิ้มกริ่ม หนีออกนอกห้องทันที...!!!
งานนี้เรียกได้ว่า สภาแทบจะมดขึ้น สุดท้ายยังหยอดอีกว่า “นี่ถ้าไม่ติดว่าอยู่พรรคเพื่อไทยจะไปช่วยนายกฯ แก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจด้วยตัวเอง”
แหมๆๆ แบบนี้เขาเรียกว่า “หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” นี่ขนาดอยู่คนละฝ่าย น้ำตาลยังเรียกพี่เลย ถ้าอยู่พรรคเดียวกันก็ไม่รู้ว่าจะถึงไหนต่อไหน
ล่าสุด “เจ๊มิ่ง” ยังแย้มด้วยว่า หลังอภิปรายเสร็จ มีคนส่งข้อความมาชม 60-70 ข้อความ ซ้ำยังมีเซเลบจากพรรคสะตอส่งโน้ตหวานหยดย้อยมาด้วยว่า “excellent"
งานนี้ มีเสียงภายในพรรคเพื่อไทยพากันเคือง ว่าอภิปรายไม่สมศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย...ไม่ใช่...ไม่สมศักดิ์ศรีฝ่ายค้าน
แบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นสุขลาภ หรือทุกขลาภกันแน่ คงต้องระวังหน้าระวังหลังให้ดี ไม่งั้นอาจต้องลงทุนถูกขับออกจากพรรค เผื่อไปช่วย “หนุ่มมาร์ค” แก้วิกฤติเศรษฐกิจของจริง...ฮา ฮา
เกมวัดกึ๋น “โคทม อารียา”
กลายเป็นองค์กร “ซ่อนเงื่อน” ไปเสียแล้วสำหรับ “สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" หรือชื่อเล่นว่า สป. ที่มี “โคทม อารียา” เป็นผู้กุมบังเหียน
รัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้ สป. ทำหน้าที่ “ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง"
วันนี้ “ภาระ" อันหนักอึ้ง ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐธรรมนูญ ยังไม่ขยับให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง แต่สิ่งที่โด่งดังกว่ากลับเป็นข่าวคราวความฉาวโฉ่ภายในองค์กร ว่าด้วยเรื่องการสรรหาสมาชิกชุดใหม่ ที่ยังทำคลอดกันไม่แล้วเสร็จ ทั้งที่ชุดเก่าหมดวาระไปตั้งแต่ 28 สิงหาคม 2551
จนป่านนี้เวลาล่วงเลยไปเกือบปี "สภาพญาไท” แห่งนี้ก็ยังไม่อาจเปิดประตูรับสมาชิกใหม่ 99 คนที่ได้รับคัดเลือกรอบสุดท้าย เข้ามาทำหน้าที่ได้ เพราะรายชื่อยังค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ซึ่งเป็นผลพวงจากการฟ้องร้องกันอย่างอุตลุด จากผู้ที่พลาดหวัง ด้วยข้อหาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ประเภทผัวเลือกเมีย พี่เลือกน้อง หรือตั้งองค์กรผีขนคนมาลงคะแนน
ขณะที่บรรยากาศภายใน สป. ก็สุดจะมาคุ แตกแยก ร้าวลึก แบ่งกันเป็นแก๊ง เป็นก๊ก ไล่ล่ากันอย่างดุเดือด
สถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้ในสป. เป็นงานที่ท้าทายเหลือเกิน สำหรับ “อาจารย์โคทม" เจ้าตำรับ "สานเสวนา” ในฐานะประมุขสภาแห่งนี้
จะกอบกู้ภาพลักษณ์ให้กลับมายืนเด่นเป็นสง่าเหมือนในยุคของ “อานันท์ ปันยารชุน” ที่เคยสร้างไว้ได้หรือเลือกจะ "ลอยตัว” ปล่อยองค์กรให้แหลกเละคามือ ก็ตามใจ !!



