ข่าว

คุกตลอดชีวิต!วางยาพิษในเกี๊ยวซ่า

คุกตลอดชีวิต!วางยาพิษในเกี๊ยวซ่า

20 ม.ค. 2557

'จีน' ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 'คนงาน' ฉีดยาฆ่าแมลงใส่เกี๊ยวซ่า ที่ทำให้ชาวจีนและญี่ปุ่นล้มป่วย

 

                         20 ม.ค. 57  สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน รายงานว่า ศาลเมืองจื่อเจี่ยจวง ทางตอนเหนือของจีน สั่งจำคุกตลอดชีวิตคนงานคนหนึ่ง ที่กระทำความผิดฐานวางยาพิษในเกี๊ยวซ่า ทำให้ประชาชนราว 13 คน ทั้งในจีนและญี่ปุ่น ล้มป่วย

                         นายหลู อิ้วถิง คนงานโรงงานผลิตเกี๊ยวซ่า ได้เอายาฆ่าแมลง ใส่เข็มฉีดยา ฉีดใส่เกี๊ยวซ่าแช่แข็ง จำนวน 6 กล่อง จากทั้งหมด 9 กล่อง เมื่อปี 2551 เพื่อประท้วงนายจ้างเรื่องค่าแรง ทำให้ศาลตัดสินจำคุกเขาตลอดชีวิตฐานก่ออาชญากรรมด้วยการใช้สารที่เป็นอันตราย ด้านสำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เกี๊ยวซ่าที่ปนเปื้อนบางส่วน ถูกส่งออกไปจำหน่ายที่ญี่ปุ่น ทำให้มีผู้ป่วย 9 คน ส่วนที่จีนมีผู้ป่วย 4 คน

                         เหตุการณ์ครั้งนั้น เกิดขึ้นก่อนที่จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่กรุงปักกิ่ง และทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างจีนกับเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น ที่ปกติจะมีความสัมพันธ์ที่ระหองระแหงกันอยู่เสมอ ส่วนใหญ่เป็นประเด็นด้านประวัติศาสตร์และการพิพาทเรื่องดินแดน

                         สำนักข่าวเกียวโด ของญี่ปุ่น ได้รายงานตัวเลขที่ต่างกันว่า เกี๊ยวซ่านำเข้าจากจีน ทำให้มีผู้ป่วย 10 คน รวมทั้งเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่อาการหนัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น พากันหลีกเลี่ยงอาหารแช่แข็งจากจีน และเกี๊ยวซ่าจากจีนก็ถูกนำออกจากชั้นวางจำหน่ายตามร้านค้าเป็นการชั่วคราว

                         นายหลู ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุ ถูกจับหลังเกิดเหตุได้ 2 ปี ซึ่งสื่อมวลชนของญี่ปุ่น พากันตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดทางการจีนจึงใช้เวลานานมาก // นายหลูรับสารภาพทุกข้อกล่าวหาในการพิจารณาคดีที่ใช้เวลา 3 ชั่วโมง และบอกว่า รู้สึกเสียใจต่อคนที่ป่วย สำนักข่าวซินหัว รายงานอ้างคำกล่าวของอัยการว่า มีคนป่วยหนักแค่เพียงคนเดียว แต่ก็ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินด้วย  // ความวิตกเกี่ยวกับมาตรฐานอาหารของจีน เคยเป็นเรื่องใหญ่มาแล้วเมื่อปี 2551 หลังจากมีทารกจีน 6 คน เสียชีวิต และอีกเกือบ 3 แสนคน ป่วย เพราะดื่มนมจากแป้งนมผงสูตรสำหรับทารกที่ผสมสารเมลามีน ที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรม

 

 

-------------------------

(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)