
'ปชป.'ฟันธง!รัฐไร้เงินจ่ายชาวนา
'ปชป.' ชี้รัฐไร้เงินจ่ายชาวนา เหตุไม่มีการระบายข้าวกับจีน ระบุ แค่จีทูจีปลอม แฉ 2 กลุ่มจ้องก่อรุนแรง วอนรัฐหยุดพฤติกรรม 4 ก. ก้าวร้าว กดดัน กลั่นแกล้ง และโกหก
20 ม.ค. 57 เมื่อเวลา 10.20 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลหาวิธีจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการจำนำข้าว เพราะขณะนี้ชาวนาเดือดร้อนจำนวนมาก เนื่องจากพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ที่สำคัญก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกว่า ได้มีการลงนามสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับรัฐบาลจีน ปีละ 1 ล้านตันแล้ว โดยงวดแรกจะต้องส่งมอบในเดือน ธ.ค. 56 ที่ผ่านมา แต่ไม่ทราบว่าเงินที่ได้จากการระบายข้าวอยู่ที่ไหน ถ้ามีการระบายข้าวจริง วันนี้รัฐบาลก็จะมีเงินมาจ่ายให้กับชาวนาได้แล้ว ปัญหาคือ การระบายข้าวดังกล่าวไม่มีจริง และรัฐบาลยังอ้างว่าต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการอนุมัติเงินจ่ายให้กับชาวนา ทำให้กระบวนการล่าช้า แต่ความจริงแล้ว คือ รัฐบาลไม่มีเงิน
แฉ 2 กลุ่มจ้องก่อรุนแรง
นายชวนนท์ แถลงว่า จากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ชุมนุมกปปส.ที่มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นบ่อยทำให้คนกรุงเทพฯ คิดว่าเป็นกิจกรรมรายวันไปแล้ว และที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแล ศอ.รส.แถลงว่า ผู้โยนระเบิดที่ถ.บรรทัดทอง อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไม ศอ.รส.จึงไม่สามารถจับกุมใครได้เลย ถือเป็นการใส่ร้ายโดยมีเป้าหมาย เพื่อให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.
นายชวนนท์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นว่ามี 2 กลุ่มใหญ่ ที่จ้องก่อให้เกิดความรุนแรง คือ
1. กลุ่มชุดเพาะกิจ ตระเวนทำร้ายประชาชนทั่วกรุงทั้ง 7 เวที มีการใช้ปืน .38 และระเบิดอาร์จีดี 5 ทั้งที่ ถ.บรรทัดทอง และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นระเบิดชนิดเดียวกัน แต่ไม่มีการตั้งสมมติฐาน สอบสวนหาผู้กระทำผิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สน.บางนา จับกุมวัยรุ่นพกระเบิดอาร์จีดี 5 เหตุใดนายสุรพงษ์ จึงไม่คิดสอบสวนขยายผลเลย ทำไมจึงเร่งแถลงประณามใส่ร้ายผู้ชุมนุม
2. กลุ่มตระเวนทำร้ายก่อวินาศกรรม โดยมีเป้าหมายคือ นักการเมือง และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีการใช้ระเบิด เอ็ม 26 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่เกิดเหตุระเบิดที่บ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และวังสวนผักกาด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการสอบสวนดำเนินการ ทั้งที่บริเวณโดยรอบมีกล้องวงจรปิด สามารถนำมาประกอบการตรวจสอบได้ โดยเมื่อพบว่าโยงถึงคนของตัวเอง ก็ไม่กระตือรือร้นในการสอบสวน แต่กลับมุ่งใส่ร้ายผู้ชุมนุม ดังนั้นนายสุรพงษ์ เป็นเชื้อไฟอย่างดีให้ผู้ชุมนุมออกมามากขึ้น จึงเป็นห่วงว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังหลงเชื่อ ถ้าคิดว่ายุทธศาสตร์นี้จะทำให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ได้ ก็ถือว่าเป็นการคิดผิด เพราะคนกลัวว่าประเทศจะล่มจมมากกว่า
ชงกกต.ฟันใบแดง 16 รมต. 1 นายกฯ
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการออกมติครม.ขยายการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยอ้างว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติมีการชุมนุมของกลุ่มกปปส. ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยออกมาแล้วว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นไปอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการออกมติครม.ดังกล่าวจึงถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 กระทำการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการกระทำของครม.รักษาการต้องไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง ต้องให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม ต้องไม่กระทำการผูกพันต่อครม.ชุดต่อไป
"การออกมติ ครม.ดังกล่าว ในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง จึงถือว่าไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี และกทม.เป็นการปิดกั้นไม่ให้ประชาชนในพื้นที่นั้นรับทราบข้อมูลที่เกิดจากการทุจริตของรัฐบาล อีกทั้งยังมีการอนุมัติเงินเพื่อจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับคนของรัฐเป็นการผูกพันครม.ชุดหน้าในการจัดงบประมาณ โดยไม่มีการขออนุญาตต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และใช้เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อความได้เปรียบทางการเมือง ดังนั้นในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ผมจะเข้ายื่นร้องต่อกกต.ให้ตัดสิทธิ์ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยทั้ง 17 คน ที่เป็นรัฐมนตรีรักษาการโดยหนึ่งในนั้นมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอยู่ด้วย และจะยื่นให้กกต.ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณายุบพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีกรรมการบริหารพรรค อาทิ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นรมว.มหาดไทย ร่วมออกมติครม.ดังกล่าวด้วย"
นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับรายชื่อผู้สมัครพรรคเพื่อไทยทั้ง 17 คน ที่เป็นรัฐมนตรีรักษาการ ที่จะถูกยื่นให้กกต.พิจารณาตัดสิทธิทางการเมือง นอกจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ แล้วยังมีอีก 16 คน คือ 1. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ 2. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล 3. นายชัยเกษม นิติศิริ 4. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง 5. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก 6. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา 7. นายปลอดประสพ สุรัสวดี 8. นายสันติ พร้อมพัฒน์ 9. นายวราเทพ รัตนาการ 10. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 11. นายจาตุรนต์ ฉายแสง 12. นายประชา ประสพดี 13. นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย 14. นายพ้อง ชีวานันท์ 15. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ 16. นายสรวงศ์ เทียนทอง ซึ่งหากกกต.เห็นว่ากระทำผิดจริงบุคคลเหล่านี้จะได้รับโทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง 1 ปี จึงอยากให้กกต.พิจารณาแจกใบแดงก่อนวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. และหากมีการยุบพรรคเพื่อไทยบุคคลเหล่านี้จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเพิ่มเป็น 5 ปี
วอนรัฐหยุดพฤติกรรม 4 ก.
นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาล และ ศอ.รส.หยุดพฤติกรรม 4 ก. คือ ก้าวร้าว กดดัน กลั่นแกล้ง และโกหก เพราะจะเป็นตัวเร่ง และซ้ำเติมสถานการณ์ของประเทศ โดย 1. พฤติกรรมก้าวร้าวมีแกนนำในรัฐบาลหลายคนมีพฤติกรรมเช่นนี้ อาทิ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ระบุ ควรนำผู้ชุมนุมไปยิงเป้าถือเป็นการก้าวร้าวที่คนในรัฐบาลรักษาการไม่ควรกระทำ
2. พฤติกรรมกดดัน ขอให้ ศอ.รส.หยุดกดดันข้าราชการ ประชาชน องค์กรอิสระ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการทำงาน เพราะขณะนี้ภาพที่ออกมาดูเหมือนกับคู่ขัดแย้ง คือ รัฐบาลและกกต.
3. พฤติกรรมกลั่นแกล้ง ขอให้รัฐบาล และ ศอ.รส.หยุดแถลงใส่ร้ายผู้ชุมนุม และทำเกียร์ว่าง ไม่ดำเนินการกับผู้กระทำผิด บิดเบือนข้อมูลทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
4. โกหก ขอให้หยุดโกหกระดับโลก คือ การไปโกหกกับสหประชาชาติใส่ร้ายผู้ชุมนุม เพราะจะเป็นการซ้ำเติมวิกฤติของประเทศ
หากทำได้จะได้ประโยชน์ใน 3 ข้อ คือ 1. ไม่ซ้ำเติมวิกฤติประเทศ 2. เปิดช่องให้มีการแก้ปัญหาประเทศ และ 3. ให้รัฐบาล และ ศอ.รส.มีที่ยืนในประเทศไทย



