
พัฒนาชาวบ้านฐานภูมิปัญญาไทย(2)
คราวที่แล้วได้เล่าถึงความพยายามของชาวนาบางกลุ่มซึ่งได้รวมตัวกันแก้ปัญหาการปลูกข้าว โดยเริ่มตั้งแต่การหาปัญหาและศึกษาภูมิปัญญาดั้งเดิมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว หรือ แนวข้าวปลูก แล้วเอามาปรับใช้ในการผลิตข้าวหอมมะลิในปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจ
ปัญหาสำคัญมากข้อหนึ่งก็คือการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ มีการประเมินกันว่าในแต่ละปี เกษตรกรต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 9 แสนถึงล้านตัน ในขณะที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องและมีหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ดังกล่าว สามารถผลิตได้เพียง 5 หมื่นตันเท่านั้น ดังนั้นหน่วยงานรัฐจึงกลายเป็นข้อจำกัดของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและก็แน่นอนว่าทุกอย่างเป็นธุรกิจ
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็หมายความว่าอนาคตธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวจะกลายเป็นของเอกชนโดยสมบูรณ์ และชาวนาก็พอใจที่จะซื้อหามาใช้เพราะว่าสะดวกดี แต่นั่นก็หมายความว่าต้นทุนการปลูกข้าวย่อมเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นการที่ชาวบ้านใน ต.ศรีสว่าง จ.ร้อยเอ็ด พยายามหาทางออกโดยการผลิตเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาใช้เอง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
การผลิตข้าวแต่เดิมนั้นเป็นการผลิตเพื่อใช้ในการบริโภคในครัวเรือน ต่อมาในภายหลังถึงได้ยกระดับขึ้นมากลายเป็นสินค้าส่งออกนำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้วิธีคิดและวิธีปฏิบัติจึงเปลี่ยนไปด้วย กลายเป็นการใช้เครื่องจักรมากขึ้นในทุกขั้นตอน การที่จะหันกลับไปใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม เหมือนที่เคยทำมาในอดีต ก็ต้องมีขั้นตอนและกระบวนการ
ขั้นแรกก็คือการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมเกี่ยวกับการทำนาแบบเก่าในการคัดพันธุ์ข้าวปลูก ซึ่งวิธีการง่ายๆ ก็คือเข้าไปในนาแล้วดูว่ามีต้นข้าวแปลกปลอมปนมาหรือไม่ หากมีก็ตัดทิ้งไปจากแปลง หรือคัดพันธุ์ที่ปนออกตั้งแต่ข้าวเริ่มออกรวง และช่วงที่มีการเก็บเกี่ยวและการนวดการตี นั่นก็หมายความว่าทั้งหมดนี้ต้องทำด้วยมือ หรือทำด้วยแรงงานคนล้วนๆ ไม่ใช่การใช้เครื่องจักรสมัยใหม่อย่างที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน
จากการที่ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้ร่วมกันย้อนกลับไปหาวิธีการดั้งเดิมตามภูมิปัญญาที่เคยใช้กันอยู่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคัดพันธุ์ในทุกขั้นตอนเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้มีพันธุ์อื่นปลอมปนเข้ามาทำให้คุณภาพเสียไป การเลือกพื้นที่ที่จะใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ รูปแบบการปลูกซึ่งเน้นที่นาดำ เพราะว่าไม่ได้ใช้เมล็ดพันธุ์มากเหมือนนาหว่าน การเก็บเกี่ยวก็ใช้แรงงานคน ไม่ได้ใช้รถเกี่ยวข้าว เพราะว่ารถเกี่ยวข้าวนั่นแหละคือตัวการสำคัญของการปนเปื้อนเมล็ดพันธุ์มาจากที่อื่น
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงขั้นตอนสั้นๆ ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวลดลงได้ เพราะว่าหากแต่ละไร่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 25 กิโลกรัม ใน ต.ศรีสว่างแห่งเดียว ซึ่งมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 2.7 หมื่นไร่ ก็หมายความว่าต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวมากถึง 650 ตัน หากราคากิโลกรัมละ 15 บาท ก็หมายความว่าต้องเสียเงินซื้อเมล็ดพันธุ์เกือบ 10 ล้านบาท ดังนั้นการหันมาให้ความสนใจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองหรือจะผลิตเพื่อขายก็ย่อมทำได้ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยรักษาคุณภาพของข้าวหอมมะลิให้ดีดังเดิม และเป็นการเพิ่มราคาให้ดีกว่าการขายข้าวเพื่อเอาไปสีไว้กินอีกต่างหาก
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการสร้างต้นแบบของชาวบ้าน เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง และที่สำคัญคือเป็นกระบวนการใช้ความรู้ที่สร้างขึ้นในชุมชนเพื่อแก้ปัญหาของตนเองอย่างยั่งยืนครับ
รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ



