ข่าว

ไฉนคนไทยพูดจาดุดันก้าวร้าวขึ้น!#@!!!**!!!

ไฉนคนไทยพูดจาดุดันก้าวร้าวขึ้น!#@!!!**!!!

20 มิ.ย. 2552

สังเกตไหมว่าเด็กไทยพูดจาดุดันและก้าวร้าวขึ้น?

 ผมสารภาพว่าแม้ผู้ใหญ่ไทยเอง เดี๋ยวนี้อารมณ์ก็แปรปรวนง่ายกว่าเก่า เจอใครที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง ก็พาลจะหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่ายๆ

 ไม่เห็นอกเห็นใจ โอบอ้อมอารีเหมือนแต่ก่อน

 โดยเฉพาะถ้าเป็นประเด็นการถกเถียงทางการเมืองก็จะยิ่งสร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ส่วนตัวกันหนักหน่วงยิ่งกว่าเก่าหลายเท่านัก

 ปรากฏการณ์อย่างนี้ลามปามจากผู้ใหญ่ไปถึงเด็กไทยอีกด้วย...นี่ซิที่น่าเป็นห่วง

 ดูเหมือนจะเห็นพ้องกันว่าสังคมไทยผ่านความตึงเครียดด้านการเมืองมาหลายปีนั้นมีผลต่อเยาวชนของไทยทางด้านจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...เพราะเยาวชนไทยติดตามข่าวสารความขัดแย้งทางการเมืองมากๆ เข้าจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

 วันก่อนได้ยินจิตแพทย์ออกมาแนะนำว่าผู้ใหญ่ควรจะหาทางให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน ให้มากที่สุด และควรจะดูแลเอาใจใส่เด็กและผู้สูงอายุพอๆ กัน

 ที่สำคัญคืออย่าได้สนใจเรื่องการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว ควรจะต้องพูดคุยกันเรื่องอื่นๆ ที่อาจจะสามารถทำให้ผ่อนคลายความเครียดในครอบครัวได้

 คุณหมอทางด้านสภาพจิตบอกว่าความเครียดเกิดขึ้นเพราะมีความเห็นต่างกัน

 “ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงไม่ให้มีข้อขัดแย้งซึ่งปกติคนทั่วไปจะมีความเครียดสะสมที่มาจากปัญหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ครอบครัว ผู้ป่วยในครอบครัว จึงควรใช้เวลาในการพูดคุยแก้ปัญหา เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ดีกว่า โดยเน้นให้รู้จักหน้าที่ มีการแสดงออกที่เหมาะสม จัดเรียงลำดับความสำคัญของกิจกรรมเสียใหม่..” จิตแพทย์คนนี้บอก

 และแนะนำวิธีดูทีวีไม่ให้เครียดเกินเหตุว่า

 “หน้าที่ของสื่อทั้งโทรทัศน์และวิทยุในการเสนอภาพข่าวเพื่อดึงความสนใจของคนที่ดูสื่ออยู่ด้วย ทั้งภาพและเสียงมีความตื่นเต้น เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ภาพความรุนแรงไม่สงบทำให้เกิดความตื่นเต้น ความเครียดขึ้นได้ ดังนั้น ให้ดูว่าหากเป็นข่าวที่รับรู้มาแล้วระยะหนึ่ง ไม่มีข่าวใหม่ ให้พักฟังข่าวเป็นระยะๆ โดยไม่เปิดทีวีค้างไว้ จะช่วยให้ความเครียดลดลงมาก...”

 และครอบครัวควรจะปกป้องเด็กและผู้สูงอายุไม่ให้ต้องเครียดกับข่าวคราวแห่งความขัดแย้งจนเกินไป

 ผมอ่านคำเตือนของหมอคนนี้แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง...และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าช่วงหลังนี้ผมสังเกตว่าแม้แต่คนอายุกลางๆ ที่ผ่านโลกมาระยะหนึ่งแล้ว ก็ยังมองเห็นว่าตัวเองกลายเป็นคนก้าวร้าวขึ้น

 อาการที่น่ากลัวคือ ดูข่าววันไหนไม่มีเรื่องดุเดือดตื่นเต้น ไม่มีการตีรันฟันแทง ไม่มีความขัดแย้ง ก็เริ่มรู้สึกว่า “ทำไมวันนี้ข่าวจืดจัง? ไม่มันเลย”

 ดูคนข้างๆ ก็เหมือนกัน จะกดรีโมททีวีไปเรื่อยๆ และจะหยุดดูก็ต่อเมื่อเป็นช่องที่กำลังเสนอเรื่องดุเดือดเลือดพล่าน...หากเป็นการแสดงความเห็นปกติธรรมดา ไม่ดุดัน ไม่รุนแรง ก็จะกดผ่านไปเรื่อยๆ

 คนไทยกลายเป็น “ซาดิสต์” ที่สะใจกับความรุนแรงที่สร้างความเจ็บปวดไม่ว่ากับตัวเองหรือคนอื่นเท่านั้นหรือ?
 เท่านั้นไม่พอ ผมสังเกตว่าภาษาและวาจาของคนไทยวันนี้ก็ปรับเปลี่ยนไป...ถ้าพูดกันสุภาพเรียบร้อยแต่ก่อนเก่าก็จะไม่มีใครสนใจฟังคุณ
 จะพูดให้ใครฟังคุณวันนี้ต้องตะโกน ต้องตะคอก ต้องด่าก่อนด้วยศัพท์แสงร้อนแรง

 เหมือนที่เขาพูดกันบนเวทีคนเสื้อเหลืองคนเสื้อแดงอะไรทำนองนั้น

 อะไรที่เคยเป็นถ้อยคำที่ใช้เฉพาะเพื่อแสดงความรู้สึกดุเดือดรุนแรงในหมู่เพื่อนฝูงหรือคนสนิทชิดเชื้อกัน อะไรที่เคยใช้ในหมู่คนตะโกนใส่กันในตลาด อะไรที่เอาไว้สาดใส่กันเมื่อไม่ต้องการคบหากันต่อไป หรือเมื่อไม่ต้องการรักษาความสัมพันธ์กันส่วนตัวอีกต่อไปแล้ว...วันนี้กลับกลายเป็นภาษาที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน

 ภาษานักเคลื่อนไหวการเมืองเขาใช้คำว่า “ยกระดับ” การต่อสู้ เพื่อแสดงความเข้มข้นของการเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงกันข้าม แต่วันนี้ในเรื่องการใช้ภาษากลับกลายเป็นการ “ลดระดับ” ของความสุภาพและมาตรฐานมารยาทอันดีที่เคยมีมาแต่ก่อนเก่า

 หากปู่ย่าตายายของเราที่ล้มหายตายจากไปแล้วมาได้ยินภาษาที่ใช้ต่อว่าต่อขานระหว่างกันในสังคมไทยวันนี้คงจะต้องตกอกตกใจเป็นอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงว่าจะ “ปะฉะดะ” กันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจกันได้ถึงขนาดนี้

 อย่าให้ผมต้องยกตัวอย่างคำต่างๆ เหล่านั้นเลย เพราะนอกจากจะตีพิมพ์ไม่ได้เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยตามมาตรฐานอันควรแล้ว ก็ยังไม่อาจจะเปล่งเสียงออกมาให้ได้ยินไปถึงหูของคนที่สามเป็นอันขาด

 เพราะได้ยินแล้วจะหนาว ขนหัวลุกและต้องอุทาน “โอ้ พระเจ้าจอร์จ” ขึ้นมาด้วยเสียงอันดังค่อนข้างแน่นอนครับกระผม

 หากถูกบังคับให้ต้องยกตัวอย่างถ้อยประโยคอันดุเดือดเลือดพล่านเหล่านั้น ผมก็เห็นจะต้องเขียนเป็นตัวหนังสืออย่างนี้...
 *!&*#$%!!!^*#@)(*!!!^^^@@#!!!!!
 พอจะเข้าใจใช่ไหมครับ?

สุทธิชัย  หยุ่น