
มิติใหม่ทางเลือกแทนจำคุกเพื่อผู้หญิง
20 ม.ค. 2557
มิติใหม่ทางเลือกแทนจำคุกเพื่อผู้หญิง : ไลฟ์สไตล์
ต้องยอมรับว่ากฎหมายเรามีมาตรการทางเลือกต่างๆ ไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เหมือนมีอาวุธไม่มากชิ้นให้หยิบยก
คำกล่าวที่ว่า "ผู้หญิงติดคุกทุกข์กว่าชาย" ดูเหมือนจะไม่เกินจริง และเป็นสาเหตุสำคัญที่จำต้องมีการทบทวนถึงการปฏิรูปกฎหมาย เพราะการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ต้องขังหญิงไม่เพียงมีผลกระทบต่อผู้ต้องขังเองเท่านั้น หากยังสั่นคลอนความอบอุ่นในครอบครัวและเด็กจำนวนมาก นั่นจึงเป็นที่มาของการประชุมโครงการอนุวัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ "ทางเลือกแทนการคุมขังผู้หญิงที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม" ในโอกาสครบรอบ 7 ปี โครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยล่าสุดได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จไปทรงเป็นประธาน ภายใต้กิจกรรมการดำเนินการตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง ณ เรือนจำกลางอุดรธานี โดยมี ชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และเหล่าข้าราชการ เฝ้ารับเสด็จ
ในการนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเปิดศูนย์เชื่อมโยงเรือนจำกับสังคม ทอดพระเนตรสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการแก้ปัญหาความแออัดของเรือนจำแดนหญิง ที่ทุกวันนี้มีผู้ต้องขังหญิง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องคดียาเสพติดอยู่กว่า 500 คน เกินกว่าเรือนจำสามารถรองรับได้ที่ประมาณ 300 คน ในจำนวนนี้มีผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ 2 คน และเด็กติดผู้ต้องขังหญิงอีก 7 คน โดยมีพระดำริให้มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับสร้างเรือนนอนหลังใหม่ คาดว่าจะสามารถสร้างได้แล้วเสร็จในปีนี้
ส่วนปัญหาการไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับคดีความนั้น มีพระดำริให้จัดทำใน 2 ระดับ คือ ระดับปฏิบัติการ ให้ความรู้ทางกฎหมายตลอดจนช่วยเหลือทางคดี ขณะที่ระดับนโยบายมีการจัดประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นเนื่องในโอกาสครบรอบ 7 ปี โครงการกำลังใจฯ รวมทั้งการเสวนาสร้างสรรค์การเปิดมิติกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของผู้ต้องขังหญิง โอกาสนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเป็นประธานเปิดการเสวนา ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเสนอมุมมองอย่างกว้างขวาง อาทิ ศ.(พิเศษ) ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์, ภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และ รศ.ศักดิ์ชัย เลิศพานิชพันธุ์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นต้น
ศ.(พิเศษ) ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ กราบทูลรายงานผลการสัมมนา ภายใต้ชื่อ "การสัมมนาการอนุวัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ทางเลือกแทนการคุมขังผู้หญิงที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม" เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2556 ว่า แม้ปรัชญาของการลงโทษทางอาญา คือการป้องกันมิให้กระทำความผิด และการแก้ไขฟื้นฟู แต่สำหรับผู้หญิงซึ่งเป็นเพศที่มีความละเอียดอ่อนต่างจากผู้ชายอย่างชัดเจนคือ ลักษณะทางร่างกาย เช่น ระบบการเจริญพันธุ์ การตั้งครรภ์ การคลอดบุตร ตลอดจนสภาพทางอารมณ์ และภาระหน้าที่ทางสังคมและวัฒนธรรมที่ผู้หญิงต้องเลี้ยงดูบุตรรวมทั้งคนในครอบครัว ดังนั้น สำหรับผู้หญิงแล้ว การตกเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำอาจเป็นการลงโทษที่รุนแรงต่อผู้หญิงมากเกินกว่ากฎหมายตั้งใจให้เป็น
ด้าน ภัทรศักดิ์ วรรณแสง กล่าวถึงศาลกับทางเลือกแทนการจำคุกผู้ต้องขังหญิงว่า แท้จริงแล้วจะตัดสินอย่างไรศาลเป็นผู้เลือก การลงโทษก็เพื่อยับยั้ง แต่แนวคิดใหม่คือการเยียวยาให้เป็นคนดี ซึ่งเด็ก เยาวชน สตรี และผู้สูงอายุต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ประวัติศาสตร์การพิจารณาคดีดั้งเดิมไม่มีการแยกโทษชาย-หญิง แต่การพิจารณารูปแบบใหม่ต้องให้ความสำคัญเรื่องความแตกต่างระหว่างชายหญิง
"มาตรา 30/1 คือเรื่องการกักขังแทนค่าปรับหรือให้บริการสังคมแทนค่าปรับต้องคำนึงถึงเพศด้วย ต้องให้ศาลใช้ดุลพินิจพิพากษาตามความเหมาะสม แต่กฎหมายอาจไม่อำนวย จึงต้องปลดล็อกกฎหมายที่ขัดต่อการพิจารณาของศาล จึงอยากจะย้ำว่า ในการออกกฎหมายใดๆ ต้องดูที่ผลลัพธ์ว่าใครได้ประโยชน์ ผู้หญิง เหยื่อ หรือสังคมที่ได้ประโยชน์ ซึ่งศาลเป็นผู้เลือกโดยมีกฎหมายรองรับ" เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ชี้
ขณะที่ รศ.ศักดิ์ชัย เลิศพานิชพันธุ์ เสนอมาตรการลงโทษระดับกลาง โดยเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ไทยติด 1 ใน 5 ของโลกเรื่องจำนวนผู้ต้องขังหญิง ต้องให้ศาลมีทางเลือกระดับกลางเพื่อลดจำนวนผู้ต้องขัง อย่างการกักขังที่บ้านมีมาตรา 24 รองรับ โดยใช้พนักงานคุมประพฤติช่วยดู อาจติดกำไลข้อมือจีพีเอส หรือมีศูนย์จำคุกที่ไม่ใช่เรือนจำ จะเห็นว่ามีหลายระดับการลงโทษแตกต่างกันไปตามความผิด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ซึ่งมาตรการใหม่ๆ น่าจะนำมาใช้พร้อมๆ กับการแก้กฎหมายก็จะเป็นการเพิ่มช่องทางให้ศาลทำงานสะดวกขึ้น
หลังจบการเสวนา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้ประทานคำแนะนำโดยมีใจความสำคัญว่า ประเด็นที่ได้ชี้แจงจากผู้ทรงคุณวุฒิในวันนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของปัญหาสตรีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนผู้ต้องขังหญิงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีมิติส่วนหนึ่งที่อาจจะห่างจากประเด็นดังกล่าว คือเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรม ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายต่อกลุ่มเสี่ยง หรือแม้แต่ปัญหาของสตรีที่ถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจจนกระทั่งเกิดความกดดันต้องก่ออาชญากรรมขึ้น หรืออาจจะเป็นการอบรมและเสริมสร้างความมั่นใจให้สตรี รวมไปถึงการเสริมสร้างความเป็นธรรมและความรู้สึกมีเมตตาในฐานะผู้ดูแลผู้ที่อ่อนแอกว่าของผู้ชาย ไม่ให้เอาเปรียบผู้หญิงทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ นั่นก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นการป้องกัน
"อีกประเด็นหนึ่งที่ได้มองเห็น หลายๆ ท่านได้หยิบยกขึ้นแล้ว อย่างเช่นมาตรการทางเลือกต่างๆ ต้องยอมรับว่า กฎหมายเรามีมาตรการทางเลือกต่างๆ ไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เหมือนมีอาวุธไม่มากชิ้นให้หยิบยก ไม่จำคุกก็ต้องรอลงอาญาไปเลย ซึ่งบางครั้งช่องว่างตรงนี้ค่อนข้างจะห่าง จริงๆ ในประมวลกฎหมายอาญาก็มีมาตรการเรื่องความปลอดภัยตั้งหลายวิธี แต่ทุกท่านก็ต้องทราบว่า ในความเป็นจริงบางครั้งไม่สามารถจะใช้ได้ ข้าพเจ้าก็ได้ลองแล้ว ตอนเป็นอัยการใหม่ๆ ลองขอฟ้องไป ศาลท่านก็ยกฟ้อง
อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ ความเข้าใจซึ่งกันและกันในการปฏิบัติภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เพราะว่าหน่วยงานหนึ่งก็จะเข้าใจและตั้งใจดำเนินงานในกรอบของภารกิจตัวเอง ถ้าขาดการประสานงาน ขาดความเข้าใจในกรอบหน้าที่ของฝ่ายอื่นแล้วนี้ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาหนึ่งปัญหาใดได้อย่างโดยเด็ดขาดเลย ในชั้นนี้ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นเรื่องที่ยากและเรื่องที่ยุ่งที่จะแก้ แต่ก็นับถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่ได้มีการมาเสวนากันในลักษณะนี้ ทั้งนี้ กฎหมายที่ดี การป้องกันที่ได้ผล กฎหมายที่ดีและเป็นธรรมรวมทั้งบุคลากรที่มีความเข้าใจซึ่งกันและกันก็จะนำมาซึ่งการแก้ปัญหาได้"



