
สอบตก!
19 ม.ค. 2557
สอบตก! : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ผ่านเข้าสู่ครึ่งหลังของเดือนมกราคมแล้ว จากปีใหม่ก็กลายสภาพเป็นปีเก่า แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีเรื่องของปีเก่าที่น่าสนใจ โดยเฉพาะข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับ "รายงานผลสำรวจทักษะทางการเงินของไทยในปี 2556" ที่บอกว่า น่าสนใจ เนื่องเพราะจากรายงานดังกล่าว อาจพอสรุปได้สั้นๆ ว่า คนไทย "สอบตก" ในเรื่องของทักษะทางการเงิน
จุดเริ่มต้นของรายงานผลสำรวจในครั้งนี้ มาจากการที่ ธปท.เห็นความสำคัญของการสำรวจทักษะทางการเงิน เพื่อให้ทราบระดับความรู้ พฤติกรรม และทัศนคติทางการเงินของคนไทย เพื่อที่จะใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการกำหนดกลยุทธ์ และจัดลำดับความสำคัญในการส่งเสริมทักษะทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน รวมทั้งจะช่วยบรรเทาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคมได้ในระดับหนึ่ง
ธปท. จึงได้ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติดำเนินการสำรวจระดับทักษะทางการเงินของคนไทยในปี 2556 และมีแผนจะทำการสำรวจทุก 3 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับทักษะทางการเงินของคนไทยและปัจจัยด้านสถานภาพที่มีผลต่อทักษะทางการเงิน รวมทั้งใช้เป็นผลการศึกษาพื้นฐานเพื่อเปรียบเทียบระดับของพัฒนาการ โดยได้ใช้แนวทางการสำรวจครอบคลุมการวัด 3 ด้านหลัก คือ ด้านความรู้ทางการเงิน ด้านพฤติกรรมทางการเงิน และด้านทัศนคติทางการเงิน
จากการสำรวจทักษะทางการเงินของคนไทยทั้งประเทศพบว่า คนไทยมีคะแนนทักษะทางการเงินเฉลี่ย คิดเป็น 58.5% ของคะแนนเต็ม 22 คะแนน ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของ 14 ประเทศที่ร่วมโครงการสำรวจ ซึ่งอยู่ที่ 62.3% และมีอันดับการตอบถูกในแต่ละคำถามด้านความรู้ทางการเงินค่อนไปอันดับท้ายๆ
และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนองค์ประกอบทั้งสามด้าน พบว่า คนไทยด้อยด้านความรู้ทางการเงิน โดยมีคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม และมีคนไทยมากกว่า 30% ที่มีคะแนนความรู้ทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ขณะที่คะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมทางการเงินและทัศนคติทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี โดยสูงกว่า 60% ของคะแนนเต็มของทั้งสองด้าน
ผลการศึกษายังพบว่า สถานภาพของบุคคลมีความสัมพันธ์กับคะแนนทักษะทางการเงิน โดยบุคคลที่มีระดับการศึกษาและรายได้ที่ต่ำ รวมทั้งการมีอาชีพที่มีรายได้ต่ำ จะมีคะแนนทักษะทางการเงินต่ำกว่ากลุ่มอื่น ๆ รวมทั้งการศึกษาชี้ว่า การให้ความรู้ทางการเงินจะช่วยปรับให้บุคคลมีพฤติกรรมทางการเงินที่ดีขึ้น
เมื่อศึกษาในองค์ประกอบด้านความรู้ทางการเงินพบว่า ความรู้ทางการเงินที่คนไทยยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ โดยมีคนไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งตอบไม่ถูก คือ การคำนวณดอกเบี้ยทบต้น นโยบายคุ้มครองเงินฝาก และมูลค่าของเงินตามกาลเวลา นอกจากนี้ ความรู้ทางการเงินที่มีความสำคัญ แต่ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ตอบไม่ได้ คือ การคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อ การคำนวณเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย และด้านพฤติกรรมทางการเงินที่คนไทยส่วนหนึ่งยังปฏิบัติได้ไม่เหมาะสม คือ การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย การเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ และการไม่กู้ยืมหากรายรับไม่เพียงพอ
หากพิจารณาในระดับภาคและจังหวัด พบว่า ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีคะแนนทักษะทางการเงินต่ำที่สุด และจังหวัดที่มีคะแนนทักษะทางการเงินต่ำในทุกภาค เป็นจังหวัดที่มีธุรกรรมทางการเงินไม่มากนักเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคเดียวกัน เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ และหลายจังหวัดมีระดับเศรษฐกิจไม่สูงมาก
ทั้งนี้ จังหวัดที่มีคะแนนทักษะทางการเงินต่ำในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และใต้ มีคะแนนความรู้ทางการเงินค่อนข้างต่ำ แต่มีคะแนนพฤติกรรมทางการเงินในเกณฑ์ดี ขณะที่ภาคกลางมีคะแนนด้านความรู้และพฤติกรรมทางการเงินสวนทางกับทั้งสามภาค
สำหรับช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารบริการทางการเงิน พบว่า ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารและใช้ข้อมูลดังกล่าวในการตัดสินใจผ่านสาขาธนาคารมากที่สุด โดยประชาชนต้องการรับรู้ข่าวสารผ่านช่องทางอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่ โทรทัศน์ ตัวแทนภาครัฐ เป็นต้น
ธปท.สรุปไว้ในตอนท้ายด้วยว่า จากผลการศึกษาได้นำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยการดำเนินนโยบายเพื่อเพิ่มทักษะทางการเงินนั้น ผู้ดำเนินนโยบายควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ทางการเงินก่อนเป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นทักษะด้านที่คนไทยมีคะแนนต่ำที่สุด รวมทั้งผลการศึกษาได้บ่งชี้ว่า การส่งเสริมด้านความรู้ทางการเงินจะสามารถช่วยปรับพฤติกรรมทางการเงินของประชาชนให้เพิ่มขึ้นได้ ผู้ดำเนินนโยบายควรมุ่งเน้นให้การส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ระดับการศึกษาต่ำ มีอาชีพที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ โดยเน้นความรู้พื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งประกอบด้วย การคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อ การคำนวณเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย มูลค่าของเงินตามกาลเวลา และการคำนวณดอกเบี้ยทบต้น
สำหรับด้านพฤติกรรมทางเงินก็ควรส่งเสริมให้บุคคลในกลุ่มดังกล่าว ปรับพฤติกรรมด้านการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย การเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ และการไม่กู้ยืมหากรายรับไม่เพียงพอ เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่ทำให้บุคคลในกลุ่มดังกล่าวมีทักษะทางการเงินที่ต่ำกว่ากลุ่มอื่นๆ ด้วย
ส่วนการดำเนินนโยบายในระดับภาคและจังหวัด ผู้ดำเนินนโยบายควรเร่งส่งเสริมให้ความรู้กับประชาชนในจังหวัดที่มีทักษะทางการเงินต่ำ เพื่อเพิ่มระดับทักษะทางการเงินให้ใกล้เคียงกับประชาชนในจังหวัดอื่นๆ โดยในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ควรเน้นส่งเสริมด้านความรู้ทางการเงินเป็นสำคัญ เนื่องจากประชาชนในสามภาค มีความรู้ทางการเงินค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับภาคกลาง ส่วนภาคกลาง ควรเน้นส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคู่ไปกับส่งเสริมด้านความรู้ทางการเงิน เพราะประชาชนในภาคกลางมีคะแนนพฤติกรรมทางการเงินต่ำกว่าภาคอื่น ๆ
สุดท้าย ถึงรายงานการศึกษาของ ธปท. จะไม่ได้บอกไว้ แต่ทั้งหมดก็อาจพอสรุปอย่างเข้าข้างตัวเองได้ว่า ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมของคนไทย ทำให้ "วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน" ยังจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลจากจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน
..........................
(สอบตก! : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



