ข่าว

'เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์'มองม็อบเป็นเพื่อน

'เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์'มองม็อบเป็นเพื่อน

20 ม.ค. 2557

สัมภาษณ์พิเศษ 'ศักดิ์ชัย เก่งกิจโกศล' : มองม็อบเป็นเหมือนเพื่อนบ้าน 'เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์' ชูพื้นที่เซฟตี้โซน

 

                        เหตุการณ์ความรุนแรงจากปัญหาทางการเมืองเมื่อปี 2553 ยังคงมีภาพติดตาของใครหลายๆ คนอยู่ จนมาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ที่การชุมนุมทางการเมืองได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ อีกครั้ง นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ทั้งมีการกระจายเวทีไปยังจุดต่างๆ ในพื้นที่สำคัญๆ โดยเฉพาะศูนย์กลางการช็อปปิ้ง ตั้งแต่สี่แยกปทุมวันไปจรดสี่แยกอโศก รวมถึงแยกสีลมและลาดพร้าว

                        โดยการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้ แม้จะสร้างความหวั่นไหวที่เกรงว่าจะกระทบกับภาคธุรกิจไม่น้อย แต่จากการสำรวจในพื้นที่พบว่ามีการเตรียมพร้อมและบริหารจัดการที่ค่อนข้างลงตัว โดยเฉพาะ "เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์" ศูนย์การค้าขนาดใหญ่หัวมุมสี่แยกปทุมวัน ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งเวทีหลักของกลุ่ม กปปส. เป็นศูนย์การค้าแห่งเดียวที่เปิดปิดตามเวลาปกติตั้งแต่วันแรกที่ดีเดย์ชัตดาวน์กรุงเทพฯ เลยทีเดียว

                        "ศักดิ์ชัย เก่งกิจโกศล" กรรมการผู้จัดการธุรกิจศูนย์การค้า บริษัทเอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ คม ชัด ลึก หลังวันชัตดาวน์กรุงเทพฯ ว่า การที่ห้างยืนยันเปิดให้บริการตามปกติ ยอมรับว่ามีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่เราไม่ต้องการให้ทั้งผู้เช่า ผู้ใช้บริการเดือดร้อน เพราะผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่มีเวลากลับแน่นอน และพวกเขาต้องการซื้อของกลับบ้าน

                        อย่างไรก็ตาม ศูนย์การค้าแห่งนี้ได้รับผลกระทบทั้งในเชิงลบและบวกจากเหตุชุมนุมทางการเมือง โดย ศักดิ์ชัย ประเมินสถานการณ์วันแรกของการชัตดาวน์กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 มกราคม ให้ฟังว่า วันแรกทุกอย่างดูขลุกขลักไปหมด เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงคาดการณ์สถานการณ์ไม่ได้ ทั้งการจราจรติดขัด ผู้ชุมนุมยังไม่เข้าที่เข้าทาง พอเปิดศูนย์เวลา 10.00 น. เราได้ทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม โดยแจ้งว่าเรามีมาตรการคัดกรองผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการ เพราะต้องการให้พื้นที่ของศูนย์การค้าเป็น "เซฟตี้ โซน" ปราศจากอาวุธอันตรายที่ทุกคนไม่พึงประสงค์ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะต่างก็ต้องการความปลอดภัยเช่นกัน

                        "เมื่อวันที่ 13 มกราคม เป็นเหุตการณ์ใหม่ที่ทุกคนไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย จึงรอดูสถานการณ์ ผลที่เกิดขึ้นคือลูกค้าต่างชาติของเราหายไปมากกว่า 80% ของกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เข้าศูนย์ วันละมากกว่า 4 หมื่นคน ลูกค้าคนไทยก็หายไปเช่นกัน และรถยนต์ที่เข้ามาจอดในศูนย์หายไปกว่าครึ่งจากพื้นที่จอดรถกว่า 2,000 คัน แต่เราก็มีลูกค้าพิเศษที่เข้ามาทดแทน ซึ่งเมื่อวันจันทร์มีผู้เข้ามาใช้บริการหนาแน่นกว่าปกติ จากปกติวันเสาร์เราจะมีผู้เข้ามาใช้บริการหนาแน่นสุดราว 8.5-8.6 หมื่นคน แต่วันที่ 13 มกราคม วันเดียวมีคนเข้ามาสูงกว่านั้นราว 10%"

                        เมื่อลูกค้าต่างชาติหายไป แน่นอนว่าร้านค้าที่ขายสินค้าให้กลุ่มนักท่องเที่ยวย่อมได้รับผลกระทบมาก เช่นกลุ่มสินค้าหัตถกรรม สินค้าที่ระลึก สินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง กระเป๋า กลุ่มผ้ายีน เสื้อผ้าที่ล้วนเป็นขนาดของนักท่องเที่ยวต่างชาติ สินค้าเหล่านี้ยอดขายลดลงไปมาก ขณะที่ผลกระทบในทางบวก กลุ่มผู้ใช้บริการพิเศษที่เข้ามาทำให้ร้านอาหาร ขนม ของว่าง เครื่องดื่มขายดีมาก รวมไปถึงโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ยอดขายจะดีมาก

                        จากนั้นวันที่ 14 มกราคม ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น สถานการณ์ผ่อนคลายและมีความชัดเจนแล้วว่าไม่มีความรุนแรง สามารถใช้บางเส้นทางเดินทางเข้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ได้ ทำให้เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นและการที่กลุ่มนักท่องเที่ยวพาเด็กเล็กเข้ามาเดินในศูนย์ด้วยนั้น แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความมั่นใจในสถานการณ์มากขึ้น แต่กรุ๊ปทัวร์ซึ่งปกติจะเข้ามาในศูนย์ 40-50 คันต่อวันยังไม่กลับมา

 

มั่นใจพร้อมรับมือเหตุรุนแรง

 

                        ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ค่อนข้างเป็นห่วงต่อสถานการณ์ว่าจะเกิดความรุนแรง แต่จากที่ได้ร่วมประชุมกับ นครบาล 6 ได้รับการชี้แจงว่า ในพื้นที่จะต้องไม่มีเหตุรุนแรงขึ้น แต่หากเกิดขึ้นจริงเราก็มีประสบการณ์จากที่เคยเกิดขึ้นและเรียนรู้จากเพื่อนๆ ที่ประสบมาก่อน จึงเตรียมพร้อมทั้งคนและอุปกรณ์เต็มที่ และยังกำชับฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้กระจายกำลังเพื่อการรักษาพื้นที่ได้ในระยะยาว

                        "เรามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากที่เราเคยมีเหตุการณ์ชุลมุนมาก่อน ซึ่งเอ็ม บี เค ถือเป็นจุดกลางที่ 2 สถาบัน(การศึกษา) มักจะมาปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีการดูแลเหตุการณ์ไม่สงบเหล่านี้ รวมถึงเหตุการณ์ในปี 2553 ด้วย นอกจากนี้เรายังมีการซ้อมทุกเดือนร่วมกับสยามพิวรรธน์ ทำให้เชื่อมั่นในความพร้อมรับทุกสถานการณ์ ทำให้มั่นใจว่าเราสามารถดูแลตัวเองได้ และก่อนที่จะถึงวันที่ 13 มกราคม เราได้เตรียมวางอุปกรณ์กระจายในจุดต่างๆ จึงมั่นใจว่าเราสามารถดูแลภายในศูนย์ของเราเองได้ ส่วนภายนอกเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่เราก็จะเป็นตัวเสริมให้ได้" เขากล่าว

                        และบอกด้วยว่า ยังมีผู้บริหารของเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ คอยประจำอยู่ในพื้นที่ แต่หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นจนเราเห็นว่ามีผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ ต่ออาคารทรัพย์สินของบริษัท ทางศูนย์เองก็สามารถจะปิดประตูได้ทันที ซึ่งกล้าพูดได้เลยว่า เราสามารถปิดทุกประตูได้ภายใน 2 นาที และจะคอยแจ้งผู้ใช้บริการเป็นระยะๆ ด้วย 5 ภาษาด้วยกัน โดยผู้ใช้บริการหากยังคงอยู่ในศูนย์จะมีความปลอดภัยแน่นอน แต่ถ้าหากผู้ใช้บริการมีความจำเป็นต้องออกไปภายนอก มีความประสงค์จะออก หรือต้องเดินทางกลับบ้านเราก็จะประสานหน่วยงานอื่นๆ ให้คอยดูแลความปลอดภัยต่อไป

                        สำหรับผู้เช่าร้านค้าในศูนย์ก็ได้มีการหารือร่วมกัน แต่สถานการณ์ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ทั้งหมด จึงได้แจ้งไปว่ารอเก็บข้อมูลอีกสักอาทิตย์ก่อน ซึ่งผู้เช่าก็มีความเป็นห่วงกรณีได้รับความเดือดร้อนจะให้ความช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งทางศูนย์เองก็รับจะพิจารณา และหากเดือดร้อนจริงๆ ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ

                        ด้านผู้ใช้บริการ กลุ่มที่อ่อนไหวที่สุดคือกลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งเราพยายามสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการผ่านสื่อเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดีย เพราะถือเป็นช่องทางหลักที่นักท่องเที่ยวรับข้อมูลข่าวสาร โดยจะอัพเดทข้อมูลผ่านเว็บไซต์ www.mbkgroup.co.th และ www.facebook.com/MBKGroup  เพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการได้ประมวลข้อมูลต่างๆ เหล่านี้และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

 

มองปัญหาจบผู้บริโภคแห่จับจ่าย

 

                        สำหรับผลกระทบด้านยอดขายของธุรกิจค้าปลีกนั้น กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอ็ม บี เค กล่าวว่า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มีรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ แต่เราร่วมมือกับผู้เช่าในการเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา พบว่ามีผลกระทบในเชิงจิตวิทยากับการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสริมจากกำลังซื้อของประชาชนที่ใช้จ่ายลดลงตั้งแต่หลังสงกรานต์ปีก่อนเป็นต้นมา เนื่องจากกำลังซื้อลดลง ราคาสินค้าเกษตรลดลง ตลาดส่งออกไม่โต และการเมืองที่ไม่แน่นอนก็ล้วนเป็นปัจจัยลบทั้งสิ้น

                        "ปี 2556 จึงเป็นปีแห่งการประคับประคองตัว แต่บางเซ็กเตอร์ก็ยังมีการเติบโต เช่น กลุ่มมือถือที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว ส่วนกลุ่มอื่นๆ ก็ประคองตัว และการชุมนุมทางการเมือง 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมา ก็ทำให้กำลังซื้อชะลอไปจากความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก ต่างชาติดึงเงินกลับ คนหยุดการใช้จ่ายเงิน กลายเป็นจิตวิทยามวลชน แต่หากถามว่า พวกเขามีเงินหรือไม่ ตอบเลยว่ามี แต่ไม่ใช้จ่าย เป็นเหมือนการอั้นของความต้องการซื้อสินค้ามากกว่า ดังนั้นหากการเมืองมีข้อยุติเมื่อไหร่ คลี่คลายชัดเจน เชื่อได้เลยว่ากำลังซื้อที่อั้นไว้จะกลับมา"

                        โดยหลายๆ ปัจจัยภายนอกขณะนี้ได้คลี่คลายชัดเจนแล้ว โดยตลาดโลกทั้งสหรัฐอเมริกาที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้น คนเริ่มใช้จ่าย สั่งนำเข้าสินค้ามากขึ้น ส่วนยุโรปก็เชื่อว่าจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้แล้ว จีนเองก็เริ่มตั้งหลักได้และทำท่าว่าเงินหยวนจะมีบทบาทมากขึ้น และญี่ปุ่นก็ฟื้นตัวได้แน่นอน ทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจที่จีดีพีของเราเน้นการส่งออกก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะโตได้ จากปีก่อนที่ส่งออกเป็น 0% ส่วนราคาสินค้าเกษตรก็ไม่น่าจะต่ำกว่าปีก่อน จะทำให้กำลังซื้อรากหญ้าทั้งประเทศดีขึ้น ประเด็นสุดท้ายก็คือ รอการเมืองภายในประเทศชัดเจน

                        "เมื่อการเมืองมีทางออกที่ชัดเจน ซึ่งผมก็เชื่อว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา อย่างไรเสียทุกอย่างจะต้องมีข้อยุติและมีทางออก ซึ่งเมื่อยุติ ก็เชื่อได้ว่าความต้องการซื้อที่อั้นไว้อยู่จะทะลักออกมาแน่นอน ผมจึงบอกกับทีมงานตลาดเลยว่าให้หยุดกิจกรรมการจัดโปรโมชั่นไว้ก่อน ทำไปตอนนี้ก็โดนข่าวการเมืองกลบหมด จะไม่ได้ผล เชื่อว่าทุกคนต่างก็หยุดและรอดูสถานการณ์เหมือนกัน จะเห็นได้ว่าไม่มีใครจัดโปรโมชั่นหรืออีเวนท์ในช่วงนี้เลย แต่เมื่อใดที่คุณสุเทพบอกว่าจบ ดีมานด์ที่อั้นอยู่จะทะลักออกมา ซึ่งคงต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้" ศักดิ์ชัย กล่าว

 

ดูแลเหมือนเพื่อนบ้านหากอยู่ยาว

 

                        อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงเมื่อไหร่นั้น ซึ่งเป็นกรณีการชุมนุมที่ยังคงมีความยืดเยื้อ ศักดิ์ชัย กล่าวว่า นโยบายของเราคือ จะทำอย่างไรที่จะอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุมให้ได้ เราในฐานะเจ้าบ้านต้องทำความรู้จักกับเขาในฐานะ "เพื่อนบ้าน" ซึ่งสิ่งที่ได้ดำเนินการมาก่อนแล้วก็คือ ได้ประสานงานกับตัวแทนของกลุ่ม กปปส.ว่า เรามีมาตรการอย่างไรบ้าง มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างไร และมีมาตรการคัดกรองผู้เข้ามาใช้บริการในศูนย์อย่างไร ซึ่งหากผู้ชุมนุมต้องการเข้ามาในศูนย์ก็ยินดีต้อนรับหมด แต่ขอให้ผ่านกระบวนการคัดกรอง

                        "ทางกลุ่ม กปปส.เขาก็ยินดีและบอกกับเราตรงๆ ว่า เขาก็หวังที่จะมาใช้บริการในพื้นที่ศูนย์ เพราะอย่างไรเสียก็อำนวยความสะดวกคนที่มาร่วมชุมนุมได้ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีทางเลือกให้ผู้ชุมนุมด้วย โดยเราพูดคุยกันในลักษณะของการหาจุดร่วม ซึ่งหมายถึงว่าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ สามารถที่จะเปิดให้บริการได้ปกติ ผู้ใช้บริการสามารถเข้ามาใช้บริการได้ตามที่ต้องการ ทั้งห้องน้ำ อาหาร และเครื่องดื่ม หรือจะเข้ามาหลบร้อนในช่วงบ่ายก็ไม่ว่ากัน ซึ่งก็ได้แจ้งกับร้านค้าอาหารและเครื่องดื่มด้วยว่า ให้เตรียมพร้อมของสดเพิ่มเป็น 2-3 เท่า เพื่อบริการลูกค้ากลุ่มพิเศษ" ผู้บริหาร เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ กล่าว

                        และบอกด้วยว่า ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศจะลงเอย หรือมีข้อยุติอย่างไรนั้น ในฐานะนักธุรกิจเห็นว่าจะจบอย่างไรก็ได้ โดยสิ่งที่นักธุรกิจต้องการเห็นเหมือนกันทั้งหมดคือ ความชัดเจน ทุกอย่างนิ่ง ส่วนที่เหลือภาคธุรกิจจะสามารถปรับตัว และวางแผนดำเนินธุรกิจต่อไปได้เอง