ข่าว

'ในหลวง'เสด็จฯเขื่อนแก่งกระจาน

'ในหลวง'เสด็จฯเขื่อนแก่งกระจาน

17 ม.ค. 2557

'ในหลวง'ทอดพระเนตรผลสำเร็จการบริหารจัดการน้ำโครงการเขื่อนแก่งกระจานของกรมชลประทาน เขื่อนดินแห่งแรกของประเทศไทยและดำเนินงานโดยคนไทยทุกขั้นตอน

                    เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 17 ม.ค. 2557 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินจากพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปเขื่อนแก่งกระจานของกรมชลประทาน ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ความจุน้ำ 710 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยในวันนี้มีปริมาณน้ำที่ 651 ล้านลูกบาศก์เมตร 
 
                    ในการนี้ทรงเจิมป้ายเขื่อนแก่งกระจาน เนื่องในโอกาสครบรอบ 48 ปีของการสร้างเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อความเป็นสิริมงคล  ซึ่งที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ตำบลแก่งกระจาน และบริเวณใกล้เคียง จำนวน 15 ครั้ง  ซึ่งทุกครั้งได้พระราชทานแนวพระราชดำริ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเขื่อนแก่งกระจานเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของราษฎร  จากแนวพระราชดำริต่างๆ ส่งผลให้ปัจจุบันนี้เกษตรกรสามารถทำนาปรังและนาปีได้ผลผลิตดี สามารถขายข้าวได้ กำไรสองพันแปดร้อยล้านบาทต่อปี เกษตรกรสามารถทำไร่ทำสวน อาทิ ชมพู่เมืองเพชร และมะนาวเมืองเพชร  มีรายได้ หลายร้อยล้านบาทต่อปี  ทั้งยังช่วยผลักดันน้ำเค็มออกจากแหล่งน้ำของราษฎร รวมทั้งช่วยรักษาระบบนิเวศวิทยา เป็นแหล่งผลิตประปาน้ำจืดผลิตไฟฟ้า มีรายได้ปีละกว่า 200 ล้านบาทและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวปัจจุบันราษฎรชาวเพชรบุรีจึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก
 
                    ในการนี้ทรงปล่อยพันธุ์ปลาไทย ที่กรมประมงน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย จำนวน 99 ตัวลงสู่เขื่อนแก่งกระจาน ประกอบด้วยปลาเวียน ปลาทรงเครื่อง ปลาจาด ปลาแก้มช้ำ ปลากาดำ ปลาสร้อยขาว ปลาตะเพียนทอง  ปลาหมอไทย  และปลากราย ทั้งนี้ เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนแก่เกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณเขื่อนแก่งกระจาน
 
                    โอกาสนี้ได้มีพระราชดำรัสแก่ นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 14 ในเรื่องการจัดการน้ำ โดยทรงให้กักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนแก่งกระจานให้ได้จำนวนมากและทรงพอพระราชหฤทัยที่วันนี้สามารถเก็บน้ำได้มากและมีพระราชดำรัสให้ส่งน้ำเข้าไปในไร่นาของเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรีอย่างทั่วถึง เพราะชาวเกษตรกรต้องใช้น้ำมาก และขณะนี้การทำไร่ทำสวนผลไม้ต่างๆ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวนมากได้ ทั้งยังมีพระราชดำรัสให้กรมชลประทานช่วยดูแลชาวเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรีให้ดี ระวังอย่าให้เกิดอุทกภัย โดยที่ผ่านมาได้พระราชทานพระราชดำริให้สร้างประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ จำนวน 9 แห่ง บริเวณริมคันกั้นน้ำเค็ม รวมทั้งเมื่อมีเขื่อนแก่งกระจานก็ช่วยบรรเทาอุทกภัยได้เป็นอย่างมาก ยังความผาสุกมาให้แก่ราษฎรเมืองเพชรเป็นอย่างยิ่ง
 
                    สำหรับเขื่อนแก่งกระจาน เป็นเขื่อนดินกั้นแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณเขาเจ้า และเขาไม้รวก บริเวณตำบลแก่งกระจาน  สันเขื่อนยาว 760 เมตร กว้าง 8 เมตร สูง 58 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2509 เป็นเขื่อนดินแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยคนไทยทั้งสิ้น  
 
                    จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านรับรองบนเขา 1 ทอดพระเนตรนิทรรศการเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เขื่อนแก่งกระจาน และทรงเยี่ยมราษฎรบริเวณใกล้เคียง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเล่าถึงการเสด็จพระราชดำเนินมาที่แก่งกระจานให้กับผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทฟังว่า ทรงจำได้ทุกอย่าง เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2502 เสด็จประพาสต้นไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวกระเหรี่ยงที่บ้านสองพี่น้อง และแก่งกระจานโดยราษฎรได้ทูลเกล้าทูลฯ สร้อยโบราณ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเมื่อวันที่  19 เมษายน พุทธศักราช 2515 และ 28 มีนาคม พุทธศักราช 2516  เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรผลการดำเนินงานอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน ทรงเยี่ยมราษฎร และทรงพายเรือคายักในเขื่อนแก่งกระจาน และวันที่ 2 พฤษภาคม พุทธศักราช 2516 เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร และเดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2520 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรับการน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายช้างเผือก และทรงเยี่ยมราษฎร ณ สนามฟุตบอลโครงการชลประทาน ตำบลแก่งกระจาน
 
                    โอกาสนี้ทอดพระเนตรการสาธิตการปฏิบัติการฝนหลวงจำลอง ซึ่งได้ทรงเล่าพระราชทานแก่ผู้ตามเสด็จว่า  เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พุทธศักราช  2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไป ทรงบัญชาการปฏิบัติการทำฝนหลวงสาธิตแก่นักวิทยาศาสตร์สิงคโปร์ ณ เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ทรงบังคับให้ฝนตกลงตรงเป้าหมาย ท่ามกลางสายตาของผู้แทนต่างประเทศ ข้าราชการและพสกนิกรชาวไทย ที่มารับเสด็จ ซึ่งต่างชื่นชมในพระปรีชาสามารถ ถือเป็นต้นกำเนิดเทคโนโลยีฝนหลวงที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย” และกำหนดให้วันที่ 19 ตุลาคม ของทุกปี “เป็นเทคโนโลยีของไทย” เพื่อจารึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย  
 
                    สำหรับวันนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้สาธิตปฏิบัติการฝนหลวง ตามเทคนิคที่ได้พระราชทานเมื่อปีพุทธศักราช 2543 ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ล่าสุด ใช้ในสภาวะอากาศยากลำบาก เป็นสูตรการกระตุ้นให้เกิดเมฆ โดยใช้เครื่องบินเซสน่าคาราแวน จำนวน 4 ลำ พร้อมกันนี้ ทอดพระเนตรการสาธิตการทำประมงของราษฎรตำบลเขื่อนแก่งกระจาน และบริเวณใกล้เคียงโดยใช้การวางตะข่ายดักปลา ซึ่งเป็นวิถีชิวิตของราษฎรบริวณโดยรอบ เขื่อนแก่งกระจานอันเป็นแหล่งประมงที่สามารถทำรายได้ให้ราษฎรปีละกว่า 100 ล้านบาท โดยปลาที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นปลานิล ซึ่งเป็นปลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยพระราชทานให้ปล่อยในเขื่อนแก่งกระจาน 
 
                    ทั้งนี้  เมื่อปีพุทธศักราช 2522  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปเขื่อนแก่งกระจาน  และมีพระราชดำรัสว่า “เรื่องป่าต้นน้ำ ลำธารของแม่น้ำเพชรบุรี ขอให้เจ้าหน้าที่ดูแลรักษาอย่าให้มีการลักลอบตัดไม้ ถางป่า ทำไร่ในป่าต้นน้ำของแม่น้ำเพชรบุรี เพราะจะทำให้เกิดความแห้งแล้ง แม้จะได้มีการให้สัมปทานป่าแปลงนี้ไปบ้างแล้ว ก็ขอให้ เจ้าหน้าที่ตรวจดูแลการทำไม้ อย่าให้เป็นการทำลายป่าเกิดขึ้น” 
 
                    จากพระราชดำรัสดังกล่าวประกอบกับนโยบายของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี จึงประกาศให้พื้นที่ป่ากว่า 2 พัน 900 ไร่ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารของแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปราณบุรี มีภูเขาสลับซับซ้อน สภาพป่าสมบูรณ์ มีน้ำตก ถ้ำ หน้าผา ทะเลสาบ พันธุ์ไม้มีค่านานาชนิด เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าต่างๆ เช่น เลียงผา วัวแดง กระทิง นก และช้างป่าสัตว์คู่บ้านคู่เมือง เหมาะสมแล้วที่จะจัดตั้งให้บริเวณนี้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 28 ของประเทศ เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและศึกษาความรู้ด้านต่างๆ ทั้งเป็นการรักษาสภาพป่าให้คงอยู่เป็นสมบัติของชาติถาวรสืบไปดังพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
 
                     โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสวยพระกระยาหารกลางวันที่เรือนรับรองบนเขา 1 และเมื่อเวลา 12.55 น. จึงกลับยังวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์