
โรงพยาบาลเอกชน ธุรกิจบนความเจ็บป่วย
โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังอาละวาดฟาดงวงฟาดงาใส่ชาวบ้านร้านตลาดในขณะนี้ ชักจะยังไงๆ เสียแล้วล่ะครับ ตอนที่มีข่าวว่าแพร่ระบาดในต่างประเทศเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมคิดว่าก็คงเป็นข่าวของโรคภัยไข้เจ็บธรรมดาๆ อีกโรคหนึ่งที่มีนับพันนับห
ที่ไหนได้ผ่านไปไม่กี่เดือน โรคไข้หวัดที่ว่านี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ โรคนี้ทำให้สถาบันการศึกษาหลายแห่งประกาศหยุดเรียน ข่าวดังกล่าวทำให้ชาวบ้านตระหนกตกใจแห่ไปขอรับการตรวจรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนกันยกใหญ่ ยังผลให้โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งฉวยโอกาสหากินบนความเดือดร้อนของชาวบ้านด้วยการคิดค่าตรวจรักษาเฉลี่ยแล้วอยู่ในระหว่าง 6,000-8,000 บาท ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว โรคนี้ไม่ร้ายแรงถึงตายเลยนะครับ ยกเว้นคนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังบางโรค หรือภูมิต้านทานต่ำเท่านั้นจึงจะมีโอกาสตาย แต่ก็น้อยมากครับ 100 กว่าคนจะตายสักคนหนึ่ง
เรื่องโรงพยาบาลเอกชนนี่ผมอยากเขียนถึงมานานแล้ว และไม่เฉพาะโรงพยาบาลเท่านั้นนะครับ แม้แต่คลินิกตามห้องแถวต่างๆ ทั้งตรวจโรคทั่วไป หรือคลินิกหมอฟันเองก็เถิด จึงขอถือโอกาสนี้พูดถึงสักครั้งนะครับ เพราะเท่าที่เคยผ่านเข้าไปในสถานพยาบาลของเอกชนเหล่านี้ ผมมีความรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบแล้วไม่รู้จะไปร้องเรียนเอากับใคร เพิ่งจะมารู้เอาตอนที่โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาดนี่แหละครับว่ามีหน่วยงานของราชการดูแลอยู่
ก็ขอประชาสัมพันธ์ให้แฟนคอลัมน์ได้รับทราบพร้อมๆ กันว่า หน่วยงานที่ดูแลความเป็นธรรมให้แก่ผู้เจ็บไข้ได้ป่วยที่ถูกโรงพยาบาลเอกชนเอาเปรียบมีชื่อเต็มๆ ว่า “คณะกรรมการพิจารณาราคาผลิตภัณฑ์ยาและค่าบริการทางการแพทย์” ครับ เป็นหน่วยในสังกัดกรมการค้าภายในครับ (ของกระทรวงสาธารณสุขมีหน่วยงานชื่อ แพทยสภา แต่ช่วยเรื่องค่ารักษาแพงไม่ได้ เขาบอกดูแลแค่เรื่องจรรยาบรรณแพทย์อย่างเดียว)
หน่วยงานของกรมการค้าภายในหน่วยนี้มีหน้าที่กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนแจกแจงรายการรักษาพยาบาลในใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล เช่น ค่ารักษา ค่าหมอพยาบาล ค่ายา ค่าบริการ และรายการอื่นๆ ครับ หากท่านใดไปเข้ารับการรักษาแล้วคลางแคลงใจในเรื่องนี้ก็ขอให้ร้องเรียนไปนะครับ ส่วนจะช่วยได้แค่ไหนผมไม่ทราบเหมือนกัน แต่เมื่อมีข่าวว่าโรงพยาบาลเอกชนคิดค่าตรวจโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่แพงเกินไป ผมคิดว่าคุณยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน น่าจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบนะครับ
ทุกวันนี้โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งลงทุนสร้างอาคารสถานที่เหมือนโรงแรมชั้นหนึ่ง ว่าจ้างบุคลากรไว้เป็นจำนวนมาก ลงทุนติดตั้งเครื่องมือที่ทันสมัย จึงคิดค่าบริการจากคนป่วยชนิดที่คนหาเช้ากินค่ำแทบไม่กล้าเข้า ไม่ใช่เกรงว่าจะรักษาไม่หายนะครับ แต่กลัวช็อกตายตอนเห็นใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลต่างหาก เรื่องนี้เรื่องจริงนะครับ ผมเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งอย่าให้เอ่ยชื่อเลยนะครับ นอนแค่ 2 คืน ค่ารักษาเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือน เลยบอกลูกกับเมียว่าป่วยคราวหน้าไม่ต้องพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลนะ พาไปวัดเลยน่าจะถูกตังค์กว่า
เพราะเดี๋ยวนี้โรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว แต่กลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรให้ผู้ลงทุนอย่างมหาศาล บางโรงพยาบาลถึงกับขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แทนที่จะแข่งกันรักษาชาวบ้านให้เป็นเลิศ ก็เลยแข่งกันทำกำไรให้เป็นเลิศแทน
เรื่องอย่างนี้ ผมไม่ทราบว่าเป็นหน้าที่ของใครที่จะเข้าไปดูแลหรือแก้ไขนะครับ จะร้องเรียนไปยังกระทรวงสาธารณสุขหรือ ก็ไม่แน่ใจว่าท่านจะช่วยอะไรได้บ้าง ตอนมีข่าวไข้หว้ดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ใหม่ๆ แทนที่จะออกประกาศเตือนประชาชนว่าอย่าตกใจนะ เป็นแล้วไม่ถึงตาย ดันออกข่าวของบประมาณไปยังรัฐบาลจะเอาไปซื้อเครื่องตรวจจับไข้ผู้โดยสารที่ลงจากสนามบินจนข่าวนี้บานทะโร่มาจนถึงวันนี้ คงต้องพึ่งตัวเองกันไปก่อนละครับ
ภาณุมาศ ทักษณา



