
ป.ป.ช.เดินหน้าไต่สวน'ปู'คดีจำนำข้าว
ป.ป.ช.ชี้คดีจำนำข้าวแล้ว ไม่มีซื้อขายแบบ'จีทูจี' แจ้งข้อหา 'บุญทรง เตริยาภิรมณ์-ภูมิ สารผล'กับพวก 15 ราย เตรียมไต่สวน'ยิ่งลักษณ์' เหตุไม่ยับยั้งความเสียหาย
16ม.ค.2557 นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประธานคณะกรรมการไต่สวนการทุจริตโครงการจำนำข้าว แถลงกรณีไต่สวนข้อเท็จจริงกล่าวหา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก เกี่ยวกับการทุจริตโครงการจำนำข้าวและการระบายข้าว พบว่าจากพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าการเข้าทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ยังไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ สนับสนุนว่าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งที่เข้าทำสัญญาได้รับมอบหมายจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม่มีการส่งข้าวออกนอกราชอาณาจักรจริง
ดังนั้น จึงมีมติเป็นเอกฉันท์แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายบุญทรง และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และผู้ดำเนินการเจรจาทั้งสองฝ่าย รวมถึงผู้รับมอบอำนาจของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เข้ามาเจรจาด้วย รวมจำนวน 15 ราย ประกอบด้วย นายมนัส สร้อยพลอย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ บริษัทจีเอสเอสจี บริษัทไห่หนาน และตัวแทนของหน่วยงานทั้งสองทั้งชาวจีนและชาวไทย คือ นายรัฐนิธ โสจิระกุล นายสมคิด เอื้อนสุภา นายลิตร พอใจ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด
สั่งเรียกเก็บภาษีทำรัฐสูญรายได้อื้อ
นายวิชา กล่าวด้วยว่า ในส่วนไต่สวนความเกี่ยวข้องกับบริษัท สยามอินดิก้า มติที่ประชุมให้ไปไต่สวนเพิ่มเติม เนื่องจากต้องสอบไปยังบริษัทรับซื้อรายย่อยและรายใหญ่อีกจำนวน 17 ราย เพราะมีการอ้างอิงว่าเป็นการค้าแบบรัฐต่อรัฐ แต่ในความจริงแล้วเป็นการค้าในประเทศ โดยอ้างอิงการจ่ายเช็คเงินสดให้แก่กรมการค้าต่างประเทศทุกราย ไม่ใช่การจ่ายแบบรัฐต่อรัฐ ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่ไม่สามารถอ้างอิงการยกเว้นภาษีอากรได้เลย แต่ข้อเท็จจริงจากการไต่สวน ได้ความว่าข้าวได้นำออกขายให้แก่ผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ และจากการตรวจสอบก็พบเอกสารหลักฐานที่ผู้ประกอบการค้าข้าวนำไปบันทึกบัญชีเป็นต้นทุน รวมถึงการชำระภาษี ได้ความจากสภาวิชาชีพการบัญชี และกรมสรรพากรว่าเอกสารหลักฐานดังกล่าวไม่สามารถนำไปบันทึกบัญชีและนำไปคำนวณภาษี ซึ่งจะส่งเรื่องนี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
"สภาวิชาชีพบัญชียืนยันว่านำไปเคลียร์ไม่ได้ เพราะเป็นเอกสารที่มิชอบ ถือเป็นความเท็จและไม่อาจไปคำนวณเป็นภาษีเงินได้ ดังนั้น จึงมีมติให้ส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เพื่อเรียกเก็บภาษีเนื่องจากทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีอากรเป็นจำนวนมหาศาล ลองไปคำนวณเอาเอง เพราะเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากร กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้ยุติกรณีกระทำการบิดเบือนนี้อย่างเด็ดขาด หากไม่ดำเนินการ ป.ป.ช.จะมีมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อไป" นายวิชา กล่าว
สอบปูฐานะปธ.กขช.ละเลย-ไม่ระงับ
นายวิชา ยังระบุอีกว่า มีเหตุอันควรสงสัยตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมว่าการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้ทราบถึงการท้วงติงและความเสียหายจากการดำเนินโครงการแล้ว แต่กลับละเลยไม่ระงับหรือยับยั้ง อันอาจเป็นมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เห็นสมควรนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการไต่สวนเสนอ โดยให้คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดเดิม ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป
ปัดไต่สวนนายกฯปลดล็อกการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะนัดนายบุญทรง และพวก มารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อใด นายวิชา กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากแจ้งข้อกล่าวหาแล้วจะให้ผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงภายใน 15 วัน ทั้งนี้ความผิดที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเป็นเรื่องทุจริตการระบายข้าวที่อ้างว่าเป็นแบบจีทูจี แต่ปรากฏว่าเป็นเท็จและมิชอบ รวมทั้งเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
เมื่อถามว่า นายกฯ ถูกตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพราะเป็นผู้ควบคุมนโยบายใช่หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ใช่ เป็นผู้ควบคุมนโยบายสูงสุดตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งตอนนี้ป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหาเฉพาะการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่หยุดยั้งโครงการทั้งที่รู้ว่าเสียหาย ส่วนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตหรือไม่ เรายังมีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องข้าว โดยเฉพาะเรื่องการระบายข้าวถุงที่มีการส่งมาจากวุฒิสภา และป.ป.ช.เป็นองค์คณะไต่สวนทั้งชุด ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าเร่งพิจารณาเพื่อปลดล็อกทางการเมืองในขณะนี้ นายวิชา กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเลย เราพิจารณาไปตามระบบ เมื่อถึงเวลาก็ว่ากันไปตามหลักฐานที่ปรากฏ
"เรามีมติเป็นเอกฉันท์ แต่มีมติอยู่อันหนึ่งที่มีการหารือกันว่าจะแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปในคราวเดียวกันเลยหรือไม่ แต่ที่ประชุมเห็นว่าควรจะรอไว้ก่อน เพื่อให้โอกาสในการไต่สวนก่อน ซึ่งเราให้ความเป็นธรรมที่สุดแล้ว" นายวิชา กล่าว และว่า ในส่วนของบริษัทจีนจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาโดยดำเนินการทางการทูต สำหรับการอายัดเงินที่ซื้อขายครั้งนี้ ถ้าตรวจสอบพบในกระแสการเงินว่ามีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินอันเนื่องมาจากการทุจริต สามารถตั้งกระบวนการในการยึดและอายัดชั่วคราวได้ แต่ยังไม่ไปถึงขั้นตอนนั้น
กกต.ยันแจ้งรบ.แล้วกู้1.3แสนล.จำนำข้าว-ขายจีทูจีทำไม่ได้
ส่วนความคืบหน้ากรณีรัฐบาลสอบถาม กกต.ในเรื่องเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าว ปีการผลิต 2556/2557 ที่ชาวนาหลายจังหวัดได้รับใบประทวน แต่ยังไม่ได้รับเงินจำนวนมากนั้น นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยความคืบหน้าว่า ในวันอังคารที่ 21 มกราคมนี้ จะเชิญ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มาให้ข้อมูลกรณีขยายกรอบเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาทไปช่วยชาวนา เรื่องเหล่านี้กระทบทุกฝ่าย ยังนึกในใจว่าถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่มาเจอ กกต.ในวันดังกล่าวที่จะชี้แจงเรื่องข้าว อาจจะขอให้นายกฯ มาเป็นผู้ชี้แจงเองดีหรือไม่ จะได้เจอนายกฯ เสียที
ทั้งนี้ นายสมชัยกล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย ทางสปริงนิวส์ กรณีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ระบุกรณีที่กระทรวงพาณิชย์จะขายข้าวให้จีนแบบจีทูจี(รัฐต่อรัฐ)นั้น ได้สอบถาม กกต.ว่า การเจรจาและลงนามตกลงกระทำได้หรือไม่ โดยนายนิวัฒน์ธำรงอ้างว่า กกต.ตอบคำถามนี้ไม่ชัด จึงชะลอการเจรจาและจะสอบถามเรื่องดังกล่าวใหม่อีกครั้ง ว่า จดหมายที่เจ้าหน้าที่ กกต.ตอบไปยังกระทรวงพาณิชย์เหมือนคำพิพากษาศาลโลกเพราะตีความได้ เพราะเจ้าหน้าที่ กกต.เขียนคำว่า สุ่มเสี่ยงและควรดำเนินการอย่างรอบคอบ
"ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์สอบถามมาอีกครั้ง เรื่องนี้ กกต.จะหารือในสัปดาห์หน้าร่วมกับกรณี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ขอหารือเรื่องกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาทไปจ่ายรับจำนำข้าวด้วย"
นายสมชัย ย้ำว่า ก่อนหน้านี้เรื่องจำนำข้าว รัฐบาลสอบถาม 4 เรื่อง คือ 1.ขอหารือเรื่องเงินข้าวธงฟ้า 2.เรื่องการเจรจาจีทูจีกับจีน โดย กกต.ตอบแล้วว่า ดำเนินการไม่ได้ แต่ กกต.พร้อมหารือกับรัฐบาลใหม่อีกครั้ง หากรัฐบาลต้องการชี้แจงเพิ่มเติม 3.การโยกเงินสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 5 หมื่นล้านบาทมาจ่ายให้ชาวนา ซึ่ง กกต.กำลังจะพิจารณาแต่ ธ.ก.ส.ขอถอนเรื่องนี้ออกไปก่อน และทราบว่ามีการดำเนินการไปแล้ว ขอเตือนว่าหากดำเนินการไปแล้วต้องรับผิดชอบเอง 4.เรื่องเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาท โดย กกต.มีมติไม่อนุมัติ แต่พร้อมรับฟังการชี้แจงของรัฐบาล
นายสมชัย กล่าวอีกว่า กรณีนายนิวัฒน์ธำรงระบุมานั้น ตนจึงตำหนิเจ้าหน้าที่ กกต.ไปว่า ควรเขียนให้ชัดว่า ได้หรือไม่ได้ เพราะเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วประชุมกับตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ โดย กกต.สอบถามว่า 1.รมว.พาณิชย์ไปเจรจาต่างประเทศใช้ทรัพยากรรัฐในการเดินทางหรือไม่ 2.การเจรจามีผลผูกพันกับรัฐบาลใหม่หรือไม่ 3.เงินที่ขายได้เป็นรายได้ของรัฐหรือไม่ 4.เงินที่จ่ายไปมีผลกับการเลือกตั้งหรือไม่ ตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ตอบว่าใช้ทรัพยากรของรัฐ มีผลกับรัฐบาลใหม่ เป็นรายได้ของรัฐ และมีผลกับการเลือกตั้ง ฉะนั้นทั้ง 4 ข้อข้างต้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (3),(4) ระบุว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายที่มีผลผูกพันกับรัฐบาลใหม่ได้
"ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่า กกต.จะไม่อนุมัติในทุกเรื่องที่ขอมา ในหลายเรื่องก็ได้อนุมัติไปให้ เช่น ได้ยื่นขออนุมัติจัดซื้ออาวุธงสงคราม 900 ล้านบาท เพื่อนำไปให้แก่ตำรวจตระเวนชายแดนในภารกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เกือบจะอนุมัติตามที่ยื่นเรื่องขอมา แต่ก็ได้ซักถามว่าเรื่องที่ยื่นมานี้ได้ผ่านการพิจารณาจากครม.แล้วหรือยัง แต่ตัวแทนหน่วยงานที่เข้าชี้แจงก็บอกว่ายังไม่ได้นำเข้า ทำให้เรื่องต้องนำกลับไปขอมติจาก ครม.มาก่อน การพิจารณาเรื่องต่างๆ บางเรื่องโดยเฉพาะการอนุมติงบประมาณจำนวนมากจะมายื่นเรื่องโดยตรงกับ กกต.ไม่ได้ ทุกเรื่องจะต้องผ่านการพิจารณาจาก ครม.ถึงจะยื่นเรื่องยัง กกต.ได้ การทำอย่างนี้เหมือนกับว่า กกต.เป็นไก่ ที่จะมาลักไก่กันง่ายๆ ไม่ได้" นายสมชัย กล่าว
ด้านนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง กล่าวในรายการเดียวกันว่า ฤดูการผลิตปี 2556/2557 เงินที่ต้องจ่ายชาวนา เดิมใช้ 1.6 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดต้องใช้ 1.9 แสนล้านบาท ตามการประมาณการของกระทรวงพาณิชย์ โดยใบประทวน 1.5 แสนล้านบาทนั้นจ่ายแล้ว 5 หมื่นล้านบาท และเดิมรับปากจ่ายให้ชาวนาวันที่ 15 มกราคม ในวงเงิน 1 แสนล้านบาท
"ขอย้ำว่าเดิมนั้นช่วงรอเงินระบายข้าวจากกระทรวงพาณิชย์ชำระคืนให้ ธ.ก.ส. โดยให้ ธ.ก.ส.สำรองจ่ายไปก่อน และปีนี้จะทำแบบนั้นอีก จึงมีมติ ครม. 7 มกราคม ว่าให้ดำเนินการตามเดิม และรอการอนุมัติของ กกต.ในการกู้วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท หากอนุมัติทางกระทรวงการคลังก็จะไปกู้ แต่ กกต.ไม่อนุมัติ และมีหนังสือไปยัง ธ.ก.ส.ว่าทำไม่ได้ จึงเป็นเดดล็อกสองชั้น"
นายทนุศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การขออนุมัติ กกต.นั้น ควรเป็นเรื่องใหม่และผูกพันรัฐบาลในอนาคต แต่กรณีนี้ไม่ครบองค์ประกอบ เพราะโครงการนี้มีมติครม.ตั้งแต่เดือนกันยายน 2556 และจ่ายใบประทวนให้ชาวนาตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่
"กกต.อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง เพราะรัฐบาลดำเนินการมานานแล้วก่อนยุบสภา และตอนนี้ชาวนาเดือดร้อน กกต.ควรตัดสินใจให้เร็วว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะหากยังไม่อนุมัติ ทางรัฐบาลต้องหาวิธีอื่นไปช่วยชาวนาแทน" นายทนุศักดิ์ กล่าว
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ถึงบรรยากาศการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ที่โรงสีเข้าร่วมโครงการในเขตพื้นที่ทั้ง 8 แห่ง ยังคงเงียบเหงา ไม่มีเกษตรกรนำข้าวมาจำนำ ส่วนเกษตรกรที่ยังไม่ได้เงินรับจำนำยังไม่มีการเคลื่อนไหว เหมือนกับจังหวัดอื่น โดย ธ.ก.ส.จังหวัดอุดรธานี ยังไม่สามารถจ่ายเงินตามใบประทวนให้แก่ชาวนาได้เป็นจำนวนมากกว่า 270 ล้านบาท
นายบุญศรี สุขวาปี ประธานสภาเกษตรกร จ.อุดรธานี กล่าวว่า รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะต้องใช้เงินเพื่อจ่ายค่าปุ๋ย ค่าพันธุ์ข้าว และอื่นๆ อีก โดยยังคงรอว่าเมื่อไหร่รัฐบาลจะโอนเงิน ทั้งที่รับปากว่าวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมาจะได้เงิน หากในช่วงสัปดาห์นี้ยังไม่มีความคืบหน้า คาดว่าชาวนาจะหาแนวทางกดดันรัฐบาลให้นำเงินมาจ่ายโดยเร็ว
นายบุญศรี กล่าวอีกว่า มีเกษตรกรบางส่วนยังคงรอดูเพื่อตัดสินใจจะนำข้าวมาจำนำ จนทำให้ใบประทวนหมดอายุไปแล้ว และยังมีส่วนที่ยังไม่ได้รับเงินอีกมากต้องการจะได้ข้าวที่นำไปจำนำคืน เพื่อนำไปขายเงินสดกับโรงสี รวมถึงต้องการให้รัฐบาลคิดดอกเบี้ยให้ตามอัตราเงินฝากกับ ธ.ก.ส. เพราะภาครัฐเป็นผู้ผิดสัญญา ไม่จ่ายเงินตามกำหนด ทั้งนี้จะได้พูดคุยกับเกษตรกรที่เดือดร้อนอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร หากปล่อยเวลานานออกไป คงจะรวมตัวกันประท้วงรัฐบาลในเรื่องนี้แน่นอน
ขณะที่ เว็บไซต์วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อวันที่ 16 มกราคม โดยขึ้นหัวว่า ชาวนาไทยเริ่มตีจากรัฐบาล เหตุไม่พอใจการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวล่าช้า ทั้งนี้นับจากเข้าบริหารประเทศในปี 2554 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยรับซื้อข้าวจากชาวนาสูงกว่าราคาตลาดประมาณ 50% เพื่อเพิ่มรายได้ในภาคชนบท แต่รัฐบาลไม่สามารถระบายข้าวได้รวดเร็วพอกับรายได้ที่ต้องใช้ในโครงการ ขณะที่ผู้ส่งออกข้าว อาทิ อินเดีย และเวียดนาม ที่ผลิตข้าวได้มากเช่นกัน ขายผลผลิตในราคาถูกกว่าและโค่นตำแหน่งผู้ส่งออกหมายเลขหนึ่งของไทย
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาชนบท สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ชาวนาไม่พอใจมาก และว่า "นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชาวนาไม่ได้รับเงินค่าข้าวที่พวกเขาได้ขายให้แก่รัฐบาลไปแล้ว"
รายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล ระบุว่า ธ.ก.ส.ที่รับผิดชอบหาเงินสำหรับโครงการนี้ กำลังพยายามระดมทุน 2 หมื่นล้านบาท ผ่านการประมูลพันธบัตรในวันพฤหัสบดี (16 ม.ค.) โดยหวังจะชดเชยส่วนที่ยังขาดหลังเปิดประมูลพันธบัตร 7.5 หมื่นล้านบาทเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่กลับมีผู้ประมูลไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เงินนี้จะนำไปจ่ายให้แก่ชาวนาซึ่งจำนวนหนึ่งไม่ได้รับเงินมานานหลายเดือนแล้ว
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศขยายเส้นตายสำหรับการจ่ายจำนำข้าวฤดูเก็บเกี่ยวรอบเดือนตุลาคม ขณะสื่อในไทย รายงานว่า ที่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ มีเกษตรกรจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นจากเกือบ 5 หมื่นคนที่ได้รับเงินจากรัฐบาล
ประชากรในชนบทเป็นฐานเสียงสำคัญของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ และโครงการรับจำนำข้าวเป็นหนึ่งในนโยบายที่มุ่งเอาใจฐานเสียงในชนบท ที่สร้างความไม่พอใจแก่ผู้ประท้วงในกรุงเทพฯ ที่โดยมากเป็นชนชั้นกลางผู้เสียภาษี ฝ่ายต่อต้านออกมาชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ลาออก พวกเขากล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์และนโยบายประชานิยมของพี่ชายของเธอ ไม่ต่างอะไรกับการซื้อเสียง ขณะรัฐบาลยืนยันว่าเป็นนโยบายช่วยเหลือชาวนาที่เป็นกลุ่มคนยากจนที่สุดของประเทศ
ความคาดหวังอันเกิดจากโครงการรับจำนำข้าวขณะนี้ ได้กลายเป็นภาระรับผิดชอบของรัฐบาล ซึ่งนอกเหนือจากนี้แล้ว ก็ยังต้องเผชิญกับการ
ประท้วงจากเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และอีกหลากหลายกลุ่มที่เรียกร้องการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
ทั้งนี้ ความล่าช้าในการจ่ายเงินในโครงการจำนำข้าวยังสะท้อนว่า โครงการนี้ได้ส่งผลให้ ธ.ก.ส.และรัฐบาล ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายทางการเงิน นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี เซคเคียวริตี้ ระบุว่า รัฐบาลไทยจะต้องแบกรับรายจ่ายประมาณ 3 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 2.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพื่ออุดหนุนราคาข้าว
ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า รัฐบาลไทยยังไม่ได้จ่ายค่าข้าวเปลือกแก่ชาวนา ประมาณ 10 ล้านตัน หรือคิดเป็นประมาณ 1.7 แสนล้านบาท
"ชาวนาพิจิตร"จัดเครื่องเสียง-เตรียมเผาโลง"ยิ่งลักษณ์" ปิดถนน 17 ม.ค.นี้



