
'ปู'ถกปฏิรูป-หนุ่มชูป้ายใส่'มาร์ค'ร่วมด้วย
16 ม.ค. 2557
'ยิ่งลักษณ์'นั่งปธ.ถกปฏิรูปประเทศ ย้ำรัฐบาลไม่มีข้อเสนอแค่รับฟัง ชี้เป็นจุดเริ่มต้น 'เอก' หนุ่มที่ชูป้าย 'Respect my vote'ร่วมวงด้วย
เมื่อเวลา 13.50 น. ที่หอประชุมกองบัญชาการกองทัพอากาศ ดอนเมือง มีการจัดประชุมการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 1/2557 โดยมีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม โดยครั้งนี้สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าภาพ โดยได้มีการเชิญ 28 องค์กร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคธุรกิจ อาทิ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น สมัชชาปฏิรูป คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ขบวนองค์กรชุมชนและประชาสัมพันธ์เพื่อการปฏิรูป มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค มูลนิธิชีววิถี โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม เครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มวลมหาประชาคุย สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 2 เอา 2 ไม่เอา สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล สมาคมธนาคารไทย โดยนายธวัชชัย ยงกิตติกุล สภาธุรกิจตลาดหุ้นไทย โดยนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนายจรัมพร โชติกเสถียร สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย โดยคุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยนางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิการส่งเสริมการออกแบบอนาคต สถาบันพระปกเกล้าฯ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล TDRI ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาเกษตรกรแห่งชาติ
นอกจากนี้ ยังมี นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ นักวิชาการ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด นายเอก อัตถากร ผู้ที่ชูป้าย Respect my vote ใส่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายเอกชัย ไชยนุวัติ และนายเกษม เพ็ญภินันท์ เข้าร่วมวงปฏิรูปด้วย
ในส่วนของรัฐมนตรีที่เข้าร่วมหารือประกอบด้วย อาทิ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษา โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังตลอดการประชุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มประชุมนายเอกได้ชูป้ายและกล่าวกับสื่อมวลชนว่า วันที่ตนได้เดินทางไปเวทีพิมพ์เขียวของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไปด้วยเสียงของประชาชนที่ไม่อยากเห็นพรรคการเมืองอะไรเช่นนั้น ซึ่งถ้าพรรคการเมืองไม่ทำตนก็คงไม่ตะโกนคำสุดท้าย เพราะตนไม่ใช่คู่ขัดแย้งและต้องการให้ทุกคนเห็นว่าประชาชนทุกคนไม่ใช่จะถูกจ้างได้ แล้วถ้าปล่อยให้บ้านเมืองปกครองโดยชนชั้นกลางที่ไม่มีความยุติธรรม ใช้เสียงดังจากนกหวีดเข้ามาเราก็คงไม่ยอม ทุกคนควรจะเคารพสิทธิของคนอื่นด้วย อย่าคิดว่าเสียงดังแล้วทุกคนต้องเชื่อ ถ้าเอาคนดีที่พิสูจน์ไม่ได้ประเทศนี้ก็คงจะมีปัญหา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวเปิดการประชุมว่า ต้องขอขอบคุณหน่วยเอกชนทุกหน่วยงานทั้ง 12 องค์กร รวมทั้งนักวิชาการ รวมทั้งเราได้มีโอกาสเชิญผู้ที่มีความรู้ในเรื่องการปฏิรูปเข้ามาร่วมพูดคุยในวันนี้ด้วย วัตถุประสงค์ในการร่วมกันหารือในวันนี้ สิ่งแรก คือ การปฏิรูปประเทศที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องช่วยกันทำการปฏิรูป ต้องขอขอบคุณเวทีภาควิชาการหลาย ๆ เวที และหลายคนที่ได้กรุณาทำแผนปฏิรูปประเทศมา ทั้งที่มีแผนเดิมตั้งแต่แรกด้วย และแผนใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา จะพบว่า เรามีข้อมูลการปฏิรูปประเทศค่อนข้างมาก ตนเชื่อว่า เวทีนี้จะทำให้เวทีปฏิรูปเกิดขึ้นจริงให้เร็วที่สุด และเราจะทำอย่างไรให้แผนปฏิรูปทั้งหลายเป็นแผนใหญ่และแผนเดียวในที่สุด จึงขอเรียนว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ที่จะใช้เวทีนี้ในการหารือ ตนจึงขอเปลี่ยนบทบาทของรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะบีบหรือโน้มนำในเรื่องของเนื้อหาการปฏิรูปใด ๆ ทั้งสิ้น ตามที่รัฐบาลได้รับข้อมูลจากภาคเอกชนที่มีความชัดเจนในเรื่องโครงสร้าง แต่สิ่งที่เราจะสรุปในที่นี่คือ เราจะทำอย่างไรให้แผนการปฏิรูปที่เรามีอยู่สามารถนำไปสู่ภาคปฏิบัติตามกฎหมายให้เป็นจริง
"รัฐบาลพร้อมที่จะใช้เวทีนี้รับฟังและขออนุญาตไม่ใช้สิทธิ์เสนอ และจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่รวบรวม ส่วนข้าราชการประจำนั้นจะเป็นแม่งานหลัก นี่คือวัตถุประสงค์แรก และเมื่อเราได้หารือกันแล้ว เราก็พร้อมที่จะให้เวทีต่อๆ เป็นกลไกในการพูดคุย เพราะการที่เราเชิญมาวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในเรื่องการปฏิรูป ซึ่งในอนาคตเราจะได้เชิญผู้ที่มีส่วนร่วมอื่น ๆ จึงขอความกรุณาผู้ร่วมประชุมได้เชื่อมความต้องการของผู้ชุมนุม หรือกลุ่มอื่นๆ เพื่อให้เวทีนี้เกิดเป็นเวทีกลางในการปฏิรูปต่าง ๆ เพื่อที่จะทำให้น้ำหนักในการหารือเกิดขึ้นกับทุกส่วน" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ขอความกรุณาสื่อมวลชนช่วยเผยแพร่การหารือครั้งนี้ เพราะอาจมีหลายภาคส่วนที่ไม่ได้เข้าฟังจึงขอให้สื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการนำเวทีดังกล่าวไปสู่สาธารณะชน เพื่อที่ข้อมูลของทุกภาคส่วนจะได้ไม่ตกหล่น และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการรับฟังและสื่อสารไปยังประชาชนทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาไปเรื่อย ๆ สำหรับประเด็นหารือ คือ ขั้นตอนการทำงานเพื่อการปฏิรูป และโครงสร้าง เช่น จำนวนของผู้ที่จะมาปฏิรูปต้องมีจำนวนเท่าไร ส่วนตัวอย่างที่รัฐบาลได้เสนอว่า คณะกรรมการปฏิรูป 11 คน และสรรหาอีก 499 คนนั้น วันนี้รัฐบาลจะยังไม่เสนอ และสุดท้ายคือ สาระสำคัญหลักในการปฏิรูปที่ทุกภาคส่วนต้องการ เช่น เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น เราจะทำอย่างไรให้ขั้นตอนทุกอย่างมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม หรือใครมีผลของการศึกษาการปฏิรูปตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว ก็สามารถนำเสนอได้
"ภาคเอกชน"แนะหากเลื่อน"เลือกตั้ง"ได้ คลายความตึงเครียด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอาคม กล่าวรายงานว่า การหารือในวันนี้ รัฐบาลเปิดให้ภาคส่วนต่างๆ และองค์กรธุรกิจ นำเสนอความเห็นและแนวทางเรื่องการปฏิรูป เพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการเพื่อหาทางออกของปัญหาต่อไป
นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า วันนี้เรานำเสนอความเห็นด้วยความอึดอัดใจ เพราะเหตุการณ์ไม่ปกติ และสิ่งที่เราเสนอจะเป็นกลางที่สุด เพื่อไม่ให้ถูกนำไปตีความเข้าข้างใคร และการออกมาของภาคเอกชนครั้งนี้ เพื่อทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยที่เราไม่ได้เป็นคนกลางแต่เป็นเวทีกลางที่เชิญคนที่มีความรู้มาหารือ โดยรวบรวมความเห็นในการประชุม เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2556 และได้ความเห็นใน 2 ข้อ คือ การตั้งองค์กรปฏิรูป และรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งเพื่อมาปฏิรูป เพื่อให้รัฐบาลที่ได้มาอยู่ 1 ปี และเราคิดว่า จะยุติบทบาทเพียงเท่านั้น เพราะเห็นว่า เกินกว่าศักยภาพของภาคเอกชนที่จะทำแล้ว แต่เมื่อรัฐบาลทาบทามและบอกว่า ความเห็นของภาคเอกชนเป็นประโยชน์ก็ได้จัดเวทีในวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมาขึ้นมา โดยมี 18 องค์กรเข้าร่วม และได้ข้อสรุปที่จะนำเสนอใน 4 ประเด็น
รองประธานหอการค้า กล่าวต่อว่า 1.การจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง ให้มีกฎหมายรองรับชัดเจน โดยมีรูปแบบเป็นคณะอำนวยการมากกว่ารูปแบบสภา ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม 2.การทำความตกลงร่วมกับพรรคการเมืองเกี่ยวกับการปฏิรูป และภารกิจ 3.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ให้รัฐบาลที่มีภารกิจหลักเพื่อการปฏิรูป และ 4.ปรับรูปแบบของรัฐบาลรักษาการ ที่สำคัญคือ ต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ทั้งนี้ เนื้อหาของการปฏิรูปมี 8 กลุ่ม โดยที่จะเน้น 3 หัวข้อ คือ ปฏิรูประบบการเมืองและระบบราชการ ปฏิรูปการปกครอง การกระจายอำนาจ และปฏิรูปการขจัดคอร์รัปชั่น
นายวิชัย กล่าวต่ออีกว่า สำหรับประเด็นเรื่องการเลื่อนเลือกตั้ง ในวันที่ 2 ก.พ.ในเวทีกลางที่เราหารือกับ 18 องค์กร เห็นว่า น่าจะมีอุปสรรคขึ้นได้ และหากเลื่อนไปสักระยะสถานการณ์ความตึงเครียดน่าจะคลี่คลาย โดยหยิบยกข้อกฎหมายมาคุย ซึ่งมีความเห็นทั้งเป็นไปได้และไม่ได้ อีกทั้ง ได้ไปพูดคุยกับบางคนในเรื่องนี้
"ส่วนตัวเหนื่อยมาก และคงทำได้แค่นี้ เพราะทุกอย่างขณะนี้เริ่มเผชิญหน้ากันเข้ามาแล้ว และในองค์กรก็คุยกันว่า จะกลับไปดูเรื่องเศรษฐกิจบ้าง และคงไม่จัดเวทีกลางอีกแล้ว แต่พร้อมจะร่วมมือเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง" นายวิชัย กล่าว
ด้านนายเอก อัตถากร ในฐานะตัวแทนสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย กล่าวว่า ที่ตนมาพูดก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะจะถูกมองว่าเชียร์รัฐบาล องค์กรเอกชนบอกว่า ไม่ไหว แต่ประชาชนอย่างตนก็กลัว เพราะปัจจุบันนี้บ้านเมืองแตกแยก และการประชุมปฏิรูปไม่มีประโยชน์หากผู้ใหญ่ไม่ยอมรับความผิด และทุกคนต้องกลับไปปฏิรูปตัวเองก่อน
"คนฝั่งหนึ่งบอกชาวบ้านโง่ ถูกซื้อได้ ขณะที่ อีกฝั่งบอกว่าเป็นคนดี ทำให้บ้านเมืองแบ่งแยกกัน และขอให้ยอมรับว่าบ้านเมืองเราวันนี้หาคนเป็นกลางไม่ได้ แม้แต่ราชการก็ตาม และผมยอมเป็นควายตามที่ถูกกล่าวหาเพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเองในการเลือกตั้ง"นายเอก กล่าว
จากนั้น นายกฯ กล่าวแทรกว่า ข้อเสนอต่างๆ ตนเชื่อว่า เจตนาทุกคนอยากให้บ้านเมืองเดินไปได้ และยินดีรับฟังภาคเอกชน อะไรที่อยู่ภายใต้กฎหมายเรารับฟัง และเรื่องใดกฎหมายเราทำได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็ขอให้วางไว้ก่อนเพื่อนำมาพิจารณาในโอกาสต่อไป



