ข่าว

สู้ชีวิตยิบตา ไม่มีคำว่าแพ้

สู้ชีวิตยิบตา ไม่มีคำว่าแพ้

16 ม.ค. 2557

สู้ชีวิตยิบตา ไม่มีคำว่าแพ้ : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-เจษปัน มาลาคุ้ม // เรียบเรียง -เสาวลักษ์ คงภัคพูน

                  "มีสุขต้องแบ่งปัน" นั่นคือปณิธานของ "กนกพรรณ เอิฟสโตรเซอร์ (พิน จุลคำภา)" วันนี้ในวัย 57 ปี กับ "สตีฟ เอิฟสโตรเซอร์" นักวิทยาศาสตร์และธรณีวิทยา วัย 62 ปี สามีที่ร่วมกันสร้างพิพิธภัณท์พุทธปฏิมากรนานาชาติ ที่วัดศรีบุญเรืองสุวรรณาราม บ้านคำโป้งเป้ง ต.ค่ายบกหวาน อ.เมือง จ.หนองคาย
 
                  นอกจากนั้นก็ยังก่อตั้งมูลนิธิ Star-of-Esan เพื่อสงเคราะห์เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุและคนด้อยโอกาสให้ได้รับโอกาสตามความเหมาะสม คัดเลือกนางงามระดับพื้นบ้านเพื่อเป็นทูตวัฒนธรรม เผยแพร่วัฒนธรรมของภาคอีสานและของประเทศไทยให้ต่างชาติได้รับรู้วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย 
 
                  กว่าจะมีวันนี้ "พิน" ผ่านความยากลำบากมามาก ไม่ต่างจากชีวิตของเด็กสาวชนบทดินแดนอีสาน เรียนจบชั้นสูงสุดเพียงแค่ ป. 4 มาหาบขนมขายตามสถานที่ราชการ วันไหนขายไม่หมดก็เอาขนมไปขอแลกข้าวเพื่อนำไปกินประทังชีวิตกันในครอบครัว เคยท้อที่เกิดมายากจน ต้องลำบากแสนสาหัส 
 
                  ความลำบากเมื่อบีบรัดเข้ามากๆ กลับแปรเปลี่ยนเป็นพลัง "พิน" คิดจะสู้กับความยากจนให้ถึงที่สุด สิ่งที่จะช่วยให้หลุดพ้นได้มีทางเดียวคือ การศึกษา ถ้ามีความรู้มากโอกาสในการทำงานก็มากขึ้นตามไปด้วย เธอตั้งใจจะหาโอกาสเรียนให้สูงที่สุด อยากเป็นครู แม้ว่าจะยังมองไม่เห็นหนทางก็ตาม พยายามเก็บหอมรอมริบวันละบาทสองบาท หาโอกาสไปสมัครเรียนให้ได้ ที่สุดก็สมหวังเมื่อได้เรียนที่ กศน.จนจบระดับชั้นประถมปีที่ 7 รีบนำวุฒิการศึกษาไปสมัครเป็นครูฝึกสอน สมัยนั้นได้เงินเดือน 300 บาท ต่อมามีโอกาสได้ไปทำงานเป็นแม่บ้านในแคมป์ทหารจีไอ 
 
                  สิ่งที่พบในชีวิตประจำวันขณะนั้นเป็นทหารฝรั่ง หัวแดง พูดภาษาที่เธอไม่เข้าใจ แรกๆ พินไม่กล้าพูดคุยด้วย ไม่แม้แต่จะสบตาเพราะกลัวถูกถามแล้วจะตอบไม่ได้ แต่คนอย่างพินไม่เคยวิ่งหนีปัญหา ยิ่งหนีมันจะยิ่งตามเป็นเงาตามตัว เมื่อพูดไม่ได้ อ่านไม่ออก ก็ต้องขวนขวายเรียนรู้ เวลาว่างทั้งหมดจากการทำความสะอาดจะมานั่งท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ ท่องทวนไปมา ทดลองอ่าน เริ่มสะกดคำ จนทำให้พอสื่อสารกับทหารฝรั่งได้บ้าง สิ่งเหล่านี้อยู่ในสายตานายจ้าง ที่เห็นพัฒนาการด้านภาษาของพิน ยิ่งฝึกยิ่งคล่อง สามารถพูดสื่อสารโต้ตอบกับชาวต่างชาติได้ จึงเลื่อนตำแหน่งให้เป็นพนักงานต้อนรับนักบิน
 
                  จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มขึ้นแล้ว ด้วยความขวนขวายของตัวเอง ไม่งอมืองอเท้ายอมรับชะตาชีวิตยากไร้ที่ถาโถมเข้ามา ทำให้มีวันนี้ วันที่พินมีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายขึ้น รับจ้างสอนฝรั่งพูดภาษาไทยค่าแรงชั่วโมงละ 300 บาท และยังรับตอบจดหมายจากเมียฝรั่ง ทำแบบนั้นเรื่อยมาจนมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ จึงลาออกมาลงทุนค้าเพชรพลอย ขายจิวเวลรี่ให้ชาวต่างชาติ เวลาว่างก็เป็นไกด์ให้ 
 
                  "เป็นคนชอบเพชรพลอยเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว อยากเป็นนักเพชรดาราศาสตร์ เลยเลือกมาขายเพชรพลอย แล้วเราถนัดพบปะฝรั่งอยู่แล้ว ก็ขายเพชรพลอยจิวเวลรี่ให้ฝรั่งนี่แหละ งานถนัด" 
 
                  มีคนเห็นความสามารถเหล่านี้จึงส่งพินไปเป็นพนักงานขายจิวเวลรี่ที่ห้างในสหรัฐอเมริกา เพื่อเรียนภาษาเพิ่มและหาประสบการณ์ เมื่อไปปักหลักในต่างแดนได้ระยะหนึ่ง ชีวิตเข้าที่เข้าทาง อยากเข้าวัดไหว้พระ แต่หาคนไปด้วยไม่ได้ จึงโทรหาคนรู้จักขอเช่ารถให้ไปส่งที่วัดไทยในอเมริกา เพื่อนแนะนำให้รู้จัก "สตีฟ" ที่อาสามาขับรถพาไปวัดเพราะชอบไปทำบุญที่วัดเช่นกัน
 
                  น่าแปลกคือ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในวัด พบหลวงพ่อทักขึ้นมาทันทีว่าพาสามีมาทำบุญด้วยหรือ พิมและสตีฟชะงัก รู้สึกตกใจและโกรธหลวงพ่อ รีบบอกไปว่าพิมมีคู่หมั้นชาวต่างชาติอยู่แล้ว 
 
                  "คนที่หมั้นด้วยน่ะ แต่งไม่ได้หรอกเพราะไม่ใช่เนื้อคู่ คนนี้แหละเนื้อคู่" คำทักของหลวงพ่อ
 
                  แม้จะไม่เชื่อแต่คำทักจากหลวงพ่อก็อดทำให้ความคิดของพิมหวั่นไหวไปตามไม่ได้ ยิ่งพอนานวันคบหาสนิทสนมมากขึ้น ความรู้สึกว่าใช่เกิดขึ้นตามมา เมื่อหัวใจไม่นิ่ง พิมตัดสินใจบอกคู่หมั้นขอยกเลิกงานแต่ง ซึ่งเขาก็เข้าใจและยอมรับในความเปลี่ยนแปลงของคนรัก จบเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ดีกว่าเดินต่อแต่ไปไม่ถึงไหน
 
                  "พิม-สตีฟ" เดินหน้าคบหากันอย่างจริงจัง ศึกษาเรียนรู้อุปนิสัยซึ่งกันและกัน แม้จะมีปัญหากันบ้างในบางครั้ง แต่ต่างก็ปรับตัวประคองชีวิตรักให้ผ่านมาได้ ที่สุดตัดสินใจแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งคู่เปิดองค์กรช่วยเหลือชาวไทยที่ใช้ชีวิตในอเมริกาและสอนวิธีใช้ชีวิตในต่างแดน หากมีกรณีที่ต้องหย่าร้างกับชาวต่างชาติ ภรรยาชาวไทยจะทำอย่างไร 
 
                  นอกจากนี้พิมยังเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ โดยทำงานด้านจิตอาสามาตลอด และช่วยงานมูลนิธิของประเทศไทยด้วย มุ่งมั่นทำเพื่อสังคมอย่างไม่ย่อท้อ 
 
                  "ตั้งแต่ตอนชีวิตไม่มีอะไร เคยสัญญากับตัวเองไว้ว่า ถ้าวันใดชีวิตสบายขึ้น มีเหลือพอแบ่งปัน ตั้งใจจะช่วยเหลือทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะช่วยให้ได้เรียนหนังสือสูงๆ และเป็นคนดีของสังคม"
 
                   ฝากไปถึงทุกคนที่ท้อในการใช้ชีวิตว่า ถ้าไม่สู้คุณไม่รู้หรอกว่าชีวิตมันมีความสุขขนาดไหน ชีวิตเป็นของเราถ้าปล่อยให้แย่เราก็ไม่มีความสุข แต่เมื่อสุขแล้วอย่าลืมแบ่งปัน การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นความสุขทางใจ เห็นรอยยิ้ม เห็นครอบครัวเขาเป็นอยู่ดีขึ้น แค่นี้ก็เป็นสิ่งตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว 
 
 
...................................................
 
 
(สู้ชีวิตยิบตา ไม่มีคำว่าแพ้ : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-เจษปัน มาลาคุ้ม // เรียบเรียง -เสาวลักษ์ คงภัคพูน)