
หากหวังจะเลื่อน-ต้องล้ม
หากหวังจะเลื่อน-ต้องล้ม : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิสำนักข่าวเนชั่นรายงาน
วันนี้ยังมีความเห็นต่างอยู่ในสังคม ฝั่งหนึ่ง คือรัฐบาลและผู้สนับสนุนเห็นควรให้เดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ขณะที่อีกฝั่งคือกปปส.และผู้สนับสนุนก็ต้องการเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป โดยอ้างว่าต้องปฏิรูปให้เสร็จก่อน โดยเฉพาะการเขียนกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งใหม่
ขณะที่นักวิชาการจากทั้งสองฝ่ายก็ออกมาถกเถียงถึงความสมควรหรือไม่ของการเลื่อนเลือกตั้งออกไป ฝั่งหนึ่งเห็นว่าความขัดแย้งที่มีอยู่ควรใช้วิธีการอย่างอารยะในการแก้ไขคือ ใช้การเลือกตั้งเป็นเวทีแก้ไขความขัดแย้ง แต่อีกฟากฝั่งก็มีคำอธิบายว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้น หากเดินหน้ายิ่งจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์และนำไปสู่ "การเลือกตั้งเลือด"
แต่สุดท้าย กกต. ในฐานะผู้จัดการการเลือกตั้งก็เสนอที่จะให้เลื่อนออกไป แต่จะใช้เทคนิคทางกฎหมายข้อใดเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้ นี่คือเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ เพราะสิ่งที่ยังค้ำคออยู่ในขณะนี้คือ พระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้คืออยู่ในช่วง 45-60 วันนับจากวันยุบสภา โดยมีผู้รักษาการคือนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการการเลือกตั้ง
ทั้งนี้เมื่อพลิกรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ไม่พบว่ามาตราใดที่ให้อำนาจในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป หากจะมีใกล้เคียงที่สุดก็น่าจะเป็นการเลื่อนวันลงคะแนนตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ การได้มาซึ่ง ส.ว. ในมาตรา 78 ระบุว่า สามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้ในกรณีเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย หรือเหตุสุดวิสัย แต่นั่นหมายถึงเป็นการเลื่อนเฉพาะบางเขตเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งประเทศ
ที่น่าสนคือแม้จะมีความพยายามตีความให้กระบวนการนี้ให้หมายรวมถึงทั้งประเทศ แต่ที่ต้องรู้คือเป็นเพียงกระบวนการเลื่อนวันลงคะแนน กำหนดวันลงคะแนนใหม่ ส่วนตัวผู้สมัคร กระบวนการอื่นยังใช้ของเดิมทั้งสิ้น แปลความให้ง่ายเข้าไปอีกว่าผู้สมัครก็ยังชุดเดิม "ประชาธิปัตย์" หรือผู้ที่บอยคอตการเลือกตั้ง ก็ไม่ได้มีโอกาสกลับมาสมัครอยู่ดี หากจะมีสิทธิเข้ามาเป็นผู้สมัครใหม่ก็ทำได้เฉพาะในเขตที่ไม่มีผู้สมัคร หรือพูดง่ายๆ คือเหลือเพียง 28 เขตให้สมัครเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้เพราะการเลื่อนวันลงคะแนนจะอยู่บนพื้นฐาน "พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับเดิม" จึงเป็นที่มาซึ่ง กกต. ได้ส่งซิกให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งฉบับใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ "กิตติพงษ์ กิตยารักษ์" ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ระบุว่าเป็นข้อเสนอในนามอดีตกรรมการอิสระะตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
คำถามคืออยู่ที่ว่า การออกพระราชกฤษฎีกาทำได้หรือไม่ ความเห็นมีอยู่ว่าการออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งฉบับใหม่นั้นทำไม่ได้ เพราะจะเป็นพระราชกฤษฎีกาซ้อน ล้มล้างพระราชกฤษฎีกาเดิม และยังมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนชัดเรื่องระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้ง หากเลื่อนออกไปก็จะเท่ากับว่าเลยห้วงเวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ และหากกฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญก็หมายความว่าบังคับใช้ไม่ได้
ทั้งนี้มีผู้พยายามแย้งว่าทำได้ โดยเทียบเคียงกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่งมีการออกพระราชกฤษฎีกาให้เลือกตั้งอีกครั้งในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 แต่สุดท้ายก็ถูกรัฐประหารเสียก่อน
แต่สิ่งที่ถูกเลือกจะไม่อธิบายคือ การออกพระราชกฤษฎีกาครั้งนั้นไม่ได้เป็นการออกพระราชกฤษฎีกาซ้อน แต่เป็นเพราะมีเหตุจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ จากความเห็นเรื่องการหันคูหาออกทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ นั่นจึงเป็นเหตุให้ออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งอีกครั้งได้ และเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่หมายถึงกระบวนการทุกอย่างจะเริ่มต้นใหม่รวมถึงการรับสมัครเลือกตั้ง
เมื่อช่องทางกฎหมายไม่เปิด ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งอยากให้เลื่อน ช่องทางจึงอาจจะไปอยู่ที่การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เนื่องจากทั้งนายกฯ และกกต.เห็นขัดแย้งกันว่าใครมีอำนาจเลื่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเข้าข่ายความขัดแย้งแห่งอำนาจของสององค์กรที่อาจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงที่ศาลจะไม่รับเพราะกรณีดังกล่าวยังเป็นเพียงความเห็นขัดแย้ง ยังไม่มีองค์กรใดกระทำการใด ซึ่งศาลเคยตอบหลายองค์กรแล้วว่าเมื่อเหตุยังไม่เกิดจึงไม่สามารถวินิจฉัย เพราะศาลไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมาย
และแม้ว่าจะรับตีความเรื่องอำนาจก็ไม่แน่ว่าผู้ชนะจะกล้าใช้หรือไม่ โดยเฉพาะหากผู้ที่ได้รับการตีความว่ามีอำนาจเป็นรัฐบาล ก็เชื่อได้เลยว่าจะไม่มีการเลื่อนอย่างแน่นอน
ดังนั้นนาทีนี้ สำหรับผู้ที่หวังจะให้เลื่อนการเลือกตั้งและเปิดกระบวนการใหม่ทั้งหมดจึงเหลือความหวังเพียงหนึ่งเดียว คือเมื่อผ่านวันเลือกตั้งไปแล้ว จึงร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ถูกต้อง และสั่งให้เป็นโมฆะ จากนั้นค่อยเริ่มกระบวนการใหม่ เทียบเคียงกับสมัยปี 2549
ปัญหาอยู่ที่จะหาเหตุอะไรมาทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ หากรัฐบาลทำตามประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาทุกประการ ช่องทางก็ยิ่งปิดแคบลงอีก เรื่องหันหน้าหันหลังคูหา กลุ่ม "เพื่อไทย" คงเข็ดไปจนวันตาย
แต่ถ้าทำอะไรพิสดารจากที่เคยปฏิบัติกันมาก็เชื่อขนมกินได้เลยว่าจะถูกหยิบเป็นเหตุเพื่อนำมาสู่การเลือกตั้งใหม่แน่ๆ เว้นแต่รัฐบาลตั้งใจให้นอกลู่ให้เกิดเหตุนั่นก็เป็นอีกเรื่อง
...........................................
(หมายเหตุ : หากหวังจะเลื่อน-ต้องล้ม : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิสำนักข่าวเนชั่นรายงาน)



