
เลือกตั้ง-ไม่เลือกตั้ง?
เลือกตั้ง-ไม่เลือกตั้ง? : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล
มีคนเคยพูดไว้นานแล้วว่า ประชาธิปไตยเป็นของแพง ลำพังแค่การเลือกตั้งแต่ละครั้งรัฐก็ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลยังไม่รวมค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งอีกไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่ถึงจะแพงยังไง ถ้าได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่ว่าจะเป็นการรักษาระบอบประชาธิปไตย การให้โอกาสแก่บุคคลที่อาสามาทำงานการเมือง การให้ประชาชนได้ใช้สิทธิของตนในการเลือกผู้แทน รวมทั้งเรียนรู้กระบวนการต่างๆ ของการปกครอง การเลือกตั้งก็นับว่าไม่สูญเปล่า
แต่สำหรับการเลือกตั้งทั่วไป ที่กำหนดไว้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ด้วยวงเงินถึง 3,800 ล้านบาทนั้น มองในแง่ไหน ดูยังไงก็ไม่เห็นประโยชน์และความคุ้ม เพราะคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าจะต้องเกิดปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งซึ่งถูกคว่ำบาตรจากหลายฝ่าย แต่ถ้ารัฐบาลดึงดันที่จะเลือกตั้งให้ได้ ก็อาจทำให้บางพื้นที่ในหลายจังหวัดไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ หรือจำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งไม่ถึงเกณฑ์เพียงพอที่จะเปิดประชุมสภา และลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเรื่องสูญเปล่าและเกิดความวุ่นวายยิ่งขึ้น
การเลือกตั้งเป็นกระบวนการทางการเมืองที่รัฐบาลนำมาใช้ในการต่อสู้กับการกดดันให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยรัฐบาลเลือกที่จะยุบสภาแทนการลาออกของนายกรัฐมนตรี และกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 โดยพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธที่จะร่วมสังฆกรรมด้วย ขณะที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลต้องการให้มีการเลือกตั้งก่อนแล้วค่อยปฏิรูปในภายหลัง แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้น ทั้งๆ ที่ตอนแรกอ้างว่าไม่สามารถทำได้ก็ตาม
สิ่งที่น่าสนใจก็คือเจตนารมณ์ของการปฏิรูปของคุณสุเทพ กับรัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลต้องการที่จะรักษาอำนาจของตนและอิทธิพลของพรรคเพื่อไทยไว้ให้นานที่สุด ดังนั้น แนวคิดหลักๆ ก็น่าจะเป็นการจำกัดบทบาทและอำนาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเห็นว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตน ส่วนแนวคิดที่สำคัญของคุณสุเทพก็คือการกำจัดอิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากวงการเมืองไทย ดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ถ้ารัฐบาลเป็นฝ่ายชนะในการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็จะมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ พรรคประชาธิปัตย์ก็อาจจะสูญหายไปจากเวทีการเมือง แต่ถ้าคุณสุเทพและพลังประชาชนเป็นฝ่ายชนะ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย จะถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ดังนั้นการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ จึงมีผลอย่างสูงต่อพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูการเมืองไทยใน พ.ศ.2549 หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยุบสภาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน ในตอนนั้น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชนได้เรียกร้องให้พรรคไทยรักไทยลงนามในสัตยาบันร่วมกัน ว่าหลังการเลือกตั้งจะมีการปฏิรูปการเมือง โดยแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ในบางมาตรา แต่พรรคไทยรักไทยปฏิเสธที่จะร่วมลงนาม แต่เสนอให้ทุกพรรคการเมืองทำสัญญาประชาคม จากนั้นจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทั้ง 3 พรรค เห็นว่าเป็นการถ่วงเวลา จึงคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ด้วยการไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง และการต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณของกลุ่มพันธมิตรประชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจบลงด้วยการปฏิวัติในวันที่ 19 กันยายน 2549
สภาพการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ แทบจะไม่ต่างจากเมื่อ พ.ศ.2549 และหากรัฐบาลยังขืนจะให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ บทจบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คงจะไม่ต่างจาก พ.ต.ท.ทักษิณ สักเท่าไหร่หรอกครับ



