ข่าว

แผนสำรองป้องงานสะดุดช่วง'ชัตดาวน์กรุง'

แผนสำรองป้องงานสะดุดช่วง'ชัตดาวน์กรุง'

13 ม.ค. 2557

เอกซเรย์ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ทุกภาคส่วนงัดแผนสำรองป้องกันงานสะดุด : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน

 

                         การประกาศปิดกรุงเทพฯ ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในวันที่ 13 มกราคม 2557 ทำให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชน จำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือในหลายๆ ด้าน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่สะดุด และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่ให้บริการประชาชน

 

คลังปิดกระทรวง-ยันงานไม่สะดุด

 

                         นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมด หลังได้รับมอบนโยบายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำชับให้ส่วนราชการให้บริการประชาชนตามปกติ แม้จะมีการเคลื่อนไหวปิดกรุงเทพฯ ของกลุ่ม กปปส.ในวันที่ 13 มกราคมนี้ โดยยืนยันว่ากระทรวงการคลังสามารถให้บริการประชาชนได้ตามปกติ รวมทั้งการจ่ายเงินเดือนข้าราชการก็ไม่มีปัญหาหากการชุมนุมยืดเยื้อออกไป ส่วนการเสียภาษีของกรมสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร ที่ต้องชำระเข้ามาก่อนวันที่ 15 ของทุกเดือนนั้น ได้สั่งการให้ข้าราชการสามารถทำงานนอกสถานที่ ซึ่งอาจเป็นสถานที่สำรองหรือที่บ้าน ซึ่งให้หัวหน้าส่วนประสานงานกับข้าราชการทุกคนแล้ว

                         “ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 มกราคมนี้ เป็นต้นไป เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้ามาทำงานที่กระทรวงการคลัง โดยมอบหมายให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้เฝ้าดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ ซึ่งไม่น่าจะมีผู้ชุมนุมเข้ามายึดได้เหมือนที่ผ่านมา และเพื่อความปลอดภัยก็ได้สั่งการให้ปิดกระทรวงการคลัง ล็อกประตูรั้วไปเลย โดยจากที่เคยมีประสบการณ์มาแล้วครั้งนี้คิดว่าน่าจะรับมือได้ทั้งการสำรองไฟฉุกเฉินและระบบไอที” นายรังสรรค์กล่าว

                         สำหรับการเสียภาษีของประชาชนนั้น หากไม่สามารถเดินทางไปเสียภาษีที่กรมสรรพากรและกรมสรรพสามิตพื้นที่ได้ ก็ควรเสียภาษีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้กำชับให้ข้าราชการประจำกระทรวงทำสำเนา หรือก๊อบปี้ข้อมูล และเก็บเอกสารจำเป็นติดตัวไปด้วย เพื่อให้งานยังสามารถเดินต่อไปได้ โดยให้ถือว่าการทำงานในสถานที่ภายนอกไม่ใช่เป็นวันหยุดราชการ เพราะการเดินทางคงจะค่อนข้างลำบาก

                         ส่วนกรมศุลกากรก็มองว่า อาจมีผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าอยู่มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่สินค้าจะถูกนำออกจากท่าเรือแหลมฉบังมากกว่าที่ท่าเรือคลองเตย และเชื่อว่าผู้ประกอบการคงวางแผนหลีกเลี่ยงนำสินค้าออกวันที่ 13 มกราคม หรือตลอดทั้งสัปดาห์ เพราะสถานการณ์ยังไม่แน่นอนว่าจะมีการชุมนุมยืดเยื้อกี่วันและคงต้องประเมินกันวันต่อวัน

                         "ผลกระทบต่อการทำงานคงมีบ้าง แต่ยังสามารถทำงานกันได้ ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะมีมากน้อยคงแค่ไหนคงยังบอกไม่ได้ แต่พบว่าสถาบันต่างๆ ได้ทยอยปรับลดการขยายตัวของจีดีพีในปีนี้ลงแล้วจากที่มองว่าจะเติบโตได้ 4.5% ก็เหลือประมาณ 3%" นายรังสรรค์กล่าว

 

"แบงก์-ตลาดหุ้น"แผนสำรองพร้อม

 

                         ส่วนภาคการเงินนั้น ยังมีความจำเป็นต้องเปิดให้บริการตามปกติ โดยนายชาญชัย บุญฤทธิ์ไชยศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายช่วยงานบริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท.ได้เตรียมแผนสำรองฉุกเฉินไว้แล้ว และเชื่อว่าจะสามารถรับมือได้ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นก็สามารถนำแผนดังกล่าวมาใช้ได้ทันที ขณะที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ไว้ด้วยเช่นกัน

                         “ฝ่ายที่ดูแลในเรื่องนี้เตรียมพร้อมดูแลระบบชำระเงินไม่มีปัญหา โดยมองว่าการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะไม่สร้างปัญหาต่อการทำงานของระบบธนาคารพาณิชย์มากเท่ากับช่วงที่เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554” นายชาญชัยกล่าว

                         ด้าน นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ธนาคารแต่ละแห่งมีการประเมินสถานการณ์ของตัวเอง หากจำเป็นต้องปิดสาขาเนื่องจากการชุมนุมก็ทำได้และมีการเพิ่มเติมการบริการในส่วนอื่นเพื่อให้การบริการที่เพียงพอ เชื่อว่าการที่ธนาคารแต่ละแห่งมีสาขาหลายร้อยแห่งและมีตู้เอทีเอ็มหลายพันแห่งจะเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน และที่สำคัญเพียงต้องดูแลระบบชำระเงินไม่ให้มีปัญหา ส่วนประเด็นการสำรองรวมถึงขนย้ายเงินสดนั้น เชื่อว่าแต่ละแห่งจะดูแลได้ เนื่องจากประเทศไทยก็เคยเผชิญมาหลายเหตุการณ์แล้ว

                         ขณะที่ นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ได้มีการหารือร่วมกันระหว่างผู้บริหารจากบริษัทหลักทรัพย์ 34 ราย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในเรื่องแผนงานบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เพื่อรับมือกรณีการประกาศปิดกรุงเทพฯของ กปปส. โดยได้ข้อสรุปว่า ตลาดหุ้นจะยังคงดำเนินการซื้อขายตามปกติ ส่วนแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างพร้อมมีระบบสำรองในการส่งคำสั่งซื้อขายไว้อยู่แล้ว ทั้งระบบคอมพิวเตอร์ บุคลากร และสถานที่ปฏิบัติงานฉุกเฉิน

                         ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีระบบการปั่นไฟไว้สำรอง ซึ่งใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันเป็นหลัก ส่วนการชุมนุมปิดถนนที่อาจจะกระทบต่อการเดินทางมาทำงานของพนักงานนั้น แต่ละบริษัทได้มีการจัดให้พนักงานที่ทำหน้าที่ติดต่อกับนักลงทุนไปประจำสาขาที่สะดวกในการเดินทางแทน และพนักงานที่เป็นระดับปฏิบัติการของระบบ บริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่งก็มีสถานที่สำรองไว้รองรับอยู่แล้ว ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าอยู่ที่ไหน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังสามารถส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามาได้ตามปกติ หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน ก็จะมีการแจ้งล่วงหน้าให้รับทราบก่อนเสมอ ปัจจุบันระบบการส่งคำสั่งซื้อขายของตลาดหุ้นนั้นมีเทคโนโลยีที่สามารถดำเนินการได้แม้อยู่นอกสถานที่

 

ห้างเปิดปกติสต็อกสินค้าไม่ขาด

 

                         ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องดูแลด้านสินค้าและบริการนั้น นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ได้สั่งการให้เข้มงวดเรื่องราคาสินค้าและปริมาณสินค้าในช่วงที่จะมีการชุมนุมใหญ่ โดยให้กรมการค้าภายในออกตรวจตลาดเพื่อประเมินสถานการณ์หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าห้างร้านบางแห่งเริ่มกักตุนสินค้าเพื่อหวังฉวยโอกาสขึ้นราคา หรืออาจเป็นเหตุผลเพื่อป้องกันหากเกิดปัญหาการขนส่ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจทำให้สินค้าขาดตลาดได้ จึงเร่งประชาสัมพันธ์ว่าได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลเส้นทางจราจรและการขนส่ง รวมถึงเส้นทางเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมเพื่อป้องกันปัญหาด้านโลจิสติกส์ ให้สินค้ากระจายตามพื้นที่ได้ตามปกติ

                         “แม้ว่าขณะนี้ราคาสินค้าจะยังไม่ปรับสูงขึ้นและยังไม่พบการกักตุนสินค้า แต่เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมกระทรวงพาณิชย์ต้องวางแผนในการดูแลไม่ให้มีการฉกฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า หรือมีการกักตุนสินค้าจนทำให้สินค้าเกิดการขาดแคลนไว้ก่อน” นายนิวัฒน์ธำรงกล่าว

                         ขณะที่จากการสำรวจห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า พบว่าส่วนใหญ่จะยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แม้อยู่ในพื้นที่การชุมนุม เนื่องจากหลายแห่งได้อานิสงส์มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการและขายของได้มากขึ้น โดยนายศักดิ์ชัย เก่งกิจโกศล กรรมการผู้จัดการธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็มบีเค จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ได้เตรียมพร้อมรับมือในทุกด้าน โดยที่ไม่จำเป็นต้องปิดศูนย์การค้า เพื่อดูแลให้กลุ่มธุรกิจ ผู้เช่าสำนักงานและผู้ค้า รวมถึงนักท่องเที่ยวและผู้ซื้อวันละไม่ต่ำกว่า 30,000 คน ได้เข้ามาใช้บริการตามปกติ

                         อย่างไรก็ตาม ศูนย์การค้าได้เตรียมมาตรการรับมืออย่างรัดกุมรอบด้าน ตั้งแต่เฝ้าระวังเหตุการณ์อัคคีภัย ความพร้อมเรื่องกล้องวงจรปิด ระบบการสื่อสาร และซ้อมรับมือเหตุการณ์ไว้ในหลายระดับ ไปจนถึงการปิดห้างทันทีภายใน 3 นาที นอกจากนี้ยังมีการสำรองแก๊สหุงต้มและอาหารอย่างน้อย 8 วัน แต่หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงยืดเยื้อจะต้องสต็อกสินค้าได้ยาวนานถึง 17 วัน

                         นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ระบุว่า ในเบื้องต้นจะยังเปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ตามปกติ แต่หากมีเหตุการณ์ยืดเยื้อก็จะเฝ้าติดตามสถานการณ์ในแต่ละวันอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับอารมณ์การจับของลูกค้า เพราะลูกค้าจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

 

คาดเม็ดเงินใช้จ่ายวูบวันละ500ล้าน

 

                         นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหววันที่ 13 มกราคมนี้ กกร.มีความกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย รวมถึงผู้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงภารกิจและการเดินทางในพื้นที่เสี่ยง เช่น นักเรียน นักศึกษา ผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล คนทำงานและประชาชนทั่วไป จึงขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคำนึงถึงผลกระทบข้างเคียงเหล่านี้ด้วย และหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะกระทบเศรษฐกิจในภาพรวมมากขึ้น ซึ่งตอนนี้หลายสำนักด้านเศรษฐกิจก็ประเมินผลกระทบและการเติบโตเศรษฐกิจไว้ต่างกัน

                         “เสียงสะท้อนจากนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ที่มีความวิตกกังวลค่อนข้างมากว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การค้าและการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีเงินทุนน้อย หากทุกอย่างหยุดชะงัก จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นหายไป ให้สังเกตจากตัวเลขการลงทุนในปีนี้ที่หายไปเพราะไม่มั่นใจเสถียรภาพการเมืองไทย” นายพยุงศักดิ์กล่าว

                         ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยอมรับว่า ผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งผลกระทบจากการปิดกรุงเทพฯ นั้น ประเมินว่าจะส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่าย 5-10% โดยเฉลี่ยการจับจ่ายทั่วประเทศจะลดลงประมาณวันละ 500 ล้านบาท หรือลดลง 5,000-10,000 ล้านบาทต่อการปิดกรุงเทพฯ สองสัปดาห์ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่คาดว่าเม็ดเงินสะพัดจะหายไปเฉลี่ยวันละ 200-500 ล้านบาท และเงินจะหายไป 5,000-10,000 ล้านบาทต่อการปิดกรุงเทพฯ สองสัปดาห์ และหากปิดกรุงเทพฯ 1 เดือน จะส่งผลต่อเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจโดยรวมลดลงประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะกระทบต่อจีดีพี 0.1-0.2%

                         “สถานการณ์การเมืองขณะนี้ทำให้คาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้ได้ยาก แต่ยังมองว่าน่าจะขยายตัวเป็นบวก 0-5% เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่ง รวมทั้งการส่งออกน่าจะดีขึ้นและยังไปได้ เพราะการชุมนุมไม่ได้กระทบต่อภาคการผลิต และไม่มีการปิดเส้นทางขนส่ง รวมทั้งสนามบิน”

 

 

------------------------

(เอกซเรย์ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ทุกภาคส่วนงัดแผนสำรองป้องกันงานสะดุด : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน)