
'ปชป.'จี้รบ.ป้องเหตุรุนแรงช่วงชัตดาวน์
'ปชป.' จี้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ไม่ให้เกิดความรุนแรงช่วง 'ชัตดาวน์กรุงเทพฯ' ปัดข่าวลงขันพันล้านล้ม 'รบ.'
12 ม.ค. 57 เมื่อเวลา 10.20 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่กลุ่มกปปส. จะชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ ว่า มีการสร้างกระแสว่าการปิดกรุงเทพฯ จะนำสู่ความรุนแรงและป็นเงื่อนไขนำสู่การปฏิวัติได้ โดยเป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่างกปปส.และทหาร ซึ่งทางกปปส.ได้ปฏิเสธเรื่องนี้แล้ว ทั้งนี้การชุมนุมของประชาชนจะไม่นำไปสู่ความรุนแรง ถ้ารัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ในการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง อีกทั้งรัฐบาลยังกำกับดูแลกองกำลังต่างๆ ที่สามารถยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์นำสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นระบอบประชาธิปไตยได้ ดังนั้นรัฐบาล และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ต้องปฏิบัติหน้าที่ ป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงอย่างเต็มที่ ไม่ควรโยนบาปไปสู่ผู้ชุมนุม เพราะการชุมนุม 2 เดือนกว่ายังอยู่ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องไม่เป็นตัวกลางในการสร้างเงื่อนไขต่างๆ แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร
"พรรคขอยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการใดๆ ที่นำสู่ความรุนแรง ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงที่นอกเหนือระบอบประชาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง ถ้านายกฯ ปล่อยให้สถานการณ์เกิดขึ้นจนถึงการรัฐประหาร ถือว่านายกฯ มีส่วนรู้เห็นเป็นใจปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น"
นายองอาจ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีกลุ่มแนวร่วมของรัฐบาลออกมาสร้างสถานการณ์ และพยายามชี้ให้เห็นว่าการชัตดาวน์กรุงเทพฯ จะเกิดปัญหาหลายประการ
1. สร้างตัวเลขข้อมูลที่เกินจริง เช่น พยายามบอกว่าสายการบินงดเที่ยวบินมากทม.หลายร้อยเที่ยวบิน ซึ่งความจริงมีการงดเที่ยวบินไม่มากถึงขนาดนั้น
2. มีการแจกใบปลิว เผยแพร่ข้อมูลให้ร้ายว่าผู้ชุมนุมจะปิดการจราจรทั่วกทม. ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ตัดน้ำตัดไฟทั่วกทม. ซึ่งไม่เป็นความจริง
3. ใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐสร้างความหวาดวิตกให้ผู้ชุมนุม เช่น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของตำรวจนครบาล ระบุว่า มีมือที่สามเตรียมก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเข้าไประงับยับยั้งเหตุดังกล่าว ไม่เช่นนั้นถือว่าผู้ที่ออกมาพูดประพฤติตนเป็นเด็กเลี้ยงแกะหวังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้ชุมนุม
อย่างไรก็ตามต้นตอของปัญหามาจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การกระทำเพื่อพวกพ้องของรัฐบาล ทำให้เกิดข้อเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถ้านายกฯ ไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อคนกทม. ก็ควรลาออกตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของนายกฯ ในการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง หรือเพื่อประโยชน์ของครอบครัวเท่านั้น การตัดสินใจครั้งนี้ของนายกฯ เป็นจุดสำคัญในการคลี่คลาย หรือเพิ่มปัญหาให้บ้านเมือง
ปัดข่าวลงขันพันล้านล้มรัฐบาล
นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง นายพร้องพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุมีการลงขัน 1 พันล้านบาท เพื่อล้มรัฐบาล ว่า เป็นเพียงการจินตนาการวันเด็กของนายพร้อมพงศ์ ตอนนี้ถือว่ารัฐบาลล้มไปแล้ว คงไม่มีใครเสียสติลงขันเพื่อล้มรัฐบาล รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ล้มไปแล้วเพราะพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตริ ที่มุ่งทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ส่วนที่นายพร้อมพงศ์ พยายามพูดดูถูกคนไทยในภาคใต้ กล่าวหาว่ามีรับการรับเงินค่าจ้าง 2 พันบาท เพื่อมาชุมนุมนั้น ตนเป็นคนภาคใต้ ขอเรียกร้องให้นายพร้อมพงศ์ หยุดพฤติกรรมดังกล่าว คนภาคใต้ไม่สามารถซื้อได้ และอยากให้คนภาคใต้ช่วยจดจำพฤติกรรมของนายพร้อมพงศ์ ไว้ว่าดูถูกคนภาคใต้อย่างไร และนายพร้อมพงศ์ รู้อยู่แล้วว่าคนภาคใต้ซื้อไม่ได้ พิสูจน์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา การออกข่าวใส่ร้ายคนภาคใต้เช่นนี้ไม่เหมาะสม ขอเรียกร้องให้นายพร้อมพงศ์ ออกมาขอโทษผู้ชุมนุม เพราะทุกคนมาชุมนุมด้วยใจบริสุทธิ์ไม่มีการจ้างมา และถ้านายพร้อมพงศ์ มั่นใจในข้อมูล ก็ขอให้นำหลักฐานออกมาแสดงให้ชัดเจน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูดออกมา
จ่อร่อนจดหมายถึงเลขายูเอ็น แจง 6 ประเด็นสถานการณ์ไทย
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บิดเบือนสถานการณ์ภายในประเทศ กล่าวหาตุลาการ ฝ่ายค้านอย่างไม่เป็นธรรมให้ข้อมูลเท็จกับนายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ว่า ในวันพรุ่งนี้ (13 ม.ค.) พรรคจะส่งหนังสือไปยังสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับนานาชาติ ใน 6 ประเด็น คือ
1. การอ้างว่าองค์กรอิสระเข้ามาแทรกแซงการเมืองนั้นเป็นเท็จ เพราะทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช.เป็นการดำเนินการตามกรอบรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลทำผิดกฎหมายและทุจริต
2. ชี้แจงว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับการออกร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถึงแม้นายอภิสิทธิ์ จะร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม
3. ยืนยันว่ากฎหมายนิรโทษกรรมครอบคลุม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกและแกนนำคนเสื้อแดงซึ่งตรงกันข้ามกับการที่นายกฯ ออกมาระบุว่า เป็นการช่วยเหลือที่ไม่ครอบคลุมแกนนำเสื้อแดง
4. การกล่าวหาว่า นายอภิสิทธิ์ และพรรค เคยได้รับคำเชิญเรื่องปฏิรูปเพียงครั้งเดียว ซึ่งพรรคขอให้ถอนนิรโทษกรรมแต่ไม่ทำพรรคจึงไม่เข้าร่วมการดำเนินการดังกล่าว
5. ใส่ร้ายผู้ชุมนุมเสพยาเสพติด ปล่อยให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีโจมตีการ์ด กปปส.และคปท.
6. ผู้สร้างปัญหาให้ประเทศคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะ กกต.ก็เสนอให้เลื่อนวันเลือกตั้ง แต่กลับมีการกล่าวหา กกต.ดึงดันเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่จะทำให้เกิดความวุ่นวาย
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงครั้งนี้ จะทำให้เลขาธิการสหประชาชาติมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ภายในประเทศไทย
"ผมเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มียุทธศาสตร์ที่จะใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม โดยพิจารณาจากสถานการณ์ที่ผ่านมาทั้งการวางกำลังตำรวจไว้บนตึกสูง โจมตีการ์ด คปท.และกปปส. แสดงว่ากำลังถึงทางตันจึงใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยหวังว่าเมื่อเกิดเหตุรุนแรงแล้วทหารจะออกมาเข้าข้างตัวเองและนานาชาติจะให้การสนับสนุน จึงขอให้อย่าประมาทความคิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพือไทย เพราะเคยใช้ศพประชาชนมาแก้ปัญหาให้ตัวเองมาแล้วในปี 2553 ซึ่งอาจจะนำมาใช้อีกในปี 2556 ทั้งที่รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว จึงขอเตือนสติข้าราชการว่าจะลงเรือเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรืออยู่ข้างประชาชน ซึ่งสองสามวันนี้จะเป็นวันชี้ชะตาระหว่างตระกูลชินวัตรกับประเทศไทย"
เล็งยื่นร้อง กกต. พบพฤติกรรมเข้าข่ายทำผิดรธน.-กม.เลือกตั้ง
นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีติดตามพฤติกรรม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ว่า ตนได้ทำเสร็จไปสองสำนวนแล้ว คือ สำนวนแรกคือที่เกี่ยวกับการทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ประกอบ พ.ร.บ.เลือกตั้งมาตรา 53 และระเบียบกกต.ฯ กรณีใช้งบประมาณสัมมนา แจกจ่ายทรัพย์สิน ใช้พัสดุ เบิกค่าใช้จ่าย ใช้เครื่องมือรัฐ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการได้ ส่วนสำนวนที่สองเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งมาตรา 53 กรณีที่นายกรัฐมนตรีแจกเงินให้ตำรวจ ซึ่งถือว่าเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้คนลงคะแนนให้ โดยมีทั้งพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์และเอกสาร โดยตนจะเดินทางไปยื่นต่อ กกต.ในวันที่ 14 ม.ค. 57 เชื่อว่า เป็นพฤติกรรมทำผิดที่อาจทำให้ได้ใบแดง ถูกเพิกถอนสิทธิ 5 หรือ 10 ปี อีกทั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ก็อาจมีความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งมาตรา 57 ด้วย
นายสาธิต กล่าวต่อว่า นอกจากตนยังได้รับข่าวจากข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการว่า มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากผิดปกติโดยเมื่อคำนวณกระดาษแล้วมีการทำบัตรเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อถึง 68 ล้านใบ ซึ่งผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีเพียง 48 ล้านคน ซึ่งถือว่ามากผิดปกติ อีกทั้งนายสมมาตร์ มีศิลป์ ผอ.คุรุสภาคนปัจจุบันเคยเป็นอดีตผู้สมัครส.ส.เพื่อไทยมาก่อนด้วย และยังมีนายพิชิต ชื่นบาน อดีตส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในองค์กรคุรุสภาหลายครั้ง จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการพิมพ์บัตรเกินจำนวนมากมายขนาดนี้ จะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งหรือไม่ ทั้งนี้จะได้ตรวจสอบในรายละเอียดต่อไปว่ามีการกระทำความผิดใดๆ หรือไม่



