
ผ่าแผนคุมเข้มจุดเสี่ยง'ชัตดาวน์กรุง'
ผ่าแผนคุมเข้มจุดเสี่ยง'ชัตดาวน์กรุง' : ปฏิญญา เอี่ยมตาล / วัชรา ตามคำ / กรกมล อักษรเดชรายงาน
การประกาศของ กปปส.นำมวลมหาประชาชนปิดกรุงเทพฯ หรือชัตดาวน์กรุงเทพฯ ในวันที่ 13 มกราคม โดยกระจายกำลังมวลชนปิดแยกสำคัญต่างๆ ทั่วกรุงจำนวน 7 จุด แม้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ยืนยันว่า ชุมนุมและปิดแยกต่างๆ ด้วยความสงบปราศจากอาวุธ แต่ ศอ.รส.ยังประเมินว่าอาจจะมีผู้ไม่หวังดีก่อความรุนแรงสร้างผลกระทบให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป จนเกิดเหตุการณ์บานปลาย ดังนั้น ศอ.รส.ได้จัดกำลังและเตรียมแผนในการเผชิญเหตุรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ( ศอ.รส.) ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผอ.ศอ.รส. กุมบังเหียน "แม่ทัพใหญ่" ขับเคลื่อนกำลังพลควบคุมสั่งการปฏิบัติการของตำรวจนครบาล กองร้อยควบคุมฝูงชน ตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจภูธรภาคทั่วทุกภาค และตำรวจตระเวนชายแดนลงพื้นที่ดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยพื้นที่เป้าหมายหลักหัวใจสำคัญ
ทั้งนี้ จุดเฝ้าระวังที่เป็นเป้าหมายหลักในภารกิจจำนวน 21 จุด ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงที่ตำรวจต้องดูแลอย่างเต็มที่ ประกอบด้วย 1.ทำเนียบรัฐบาล 2.รัฐสภา 3.ศูนย์ราชการ 4.กระทรวงการคลัง 5.กระทรวงการต่างประเทศ 6.กระทรวงมหาดไทย 7.กระทรวงพลังงาน 8.กรมประชาสัมพันธ์ 9.กรมสอบสวนคดีพิเศษ 10.ธนาคารแห่งประเทศไทย 11.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 12.กองบัญชาการตำรวจนครบาล 13.บ้านพักนายกรัฐมนตรี 14.บ้านจันทร์ส่องหล้า 15.พรรคเพื่อไทย 16.กระทรวงกลาโหม 17.บก.ทบ. 18.สำนักทะเบียน 19.โรงพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 20.ทก.ศอ.รส.สำรอง 21.บก.ทร.
นอกจากนี้ จากการข่าวของตำรวจ วิเคราะห์คาดการณ์พื้นที่เป้าหมายสถานีโทรคมนาคมและการสื่อสาร 8 แห่งที่คาดว่าผู้ชุมนุมจะเคลื่อนไหวไปปิดล้อมโดยจัดวางกำลังคุมเข้ม ได้แก่ กสท. (บางรัก, แจ้งวัฒนะ) และทีโอที แจ้งวัฒนะ รวมทั้งสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 และไทยพีบีเอส รวมทั้งไทยคม และสถานที่ด้านคมนาคมสำคัญอีก 5 แห่ง 1.สนามบินดอนเมือง 2.สนามบินสุวรรณภูมิ 3.วิทยุการบิน 4.สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส 5.สถานีรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที และเฝ้าระวังระบบสาธารณูปโภค 3 แห่ง 1.การประปานครหลวง 2.การไฟฟ้านครหลวง 3.การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
พล.ต.อ.วรพงษ์ เปิดเผยว่า ใช้กำลังตำรวจและทหารประสานการปฏิบัติร่วมกัน แบ่งเป็นกำลังตำรวจจากหลายหน่วยรวม 56 กองร้อย จำนวน 8,400 นาย ส่วนทหารสนับสนุนจำนวน 40 กองร้อย รวม 4,500 นาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรอีก 4,000 นายโดยหน่วยงานทหารจะเฝ้าระวังพื้นที่ 20 จุด ขณะที่ตำรวจดูแลสถานที่ราชการสำคัญและบ้านพักนายกฯ รวมแล้ว 10 จุดด้วยกัน เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงเพราะเป็นการแสดงออกในระบอบประชาธิปไตย
ทั้งนี้ ได้หยิกยกแผน "กรกฎ 52" มากางออกปัดฝุ่นใช้การใหม่อีกรอบ โดย ศอ.รส.มอบหมายให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. และนายตำรวจระดับรอง ผบช.น. 13 นาย และผบช.เป็น ผบ.เหตุการณ์จุดต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำหนดตั้งเวที 7 แห่ง คือ เวทีหน้าศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ (พื้นที่ บก.น.2) เวทีห้าแยกลาดพร้าว (พื้นที่ บก.น.2) บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (พื้นที่รับผิดชอบ บก.น.1) สี่แยกปทุมวัน สวนลุมพินี แยกอโศกและแยกราชประสงค์ (พื้นที่รับผิดชอบ บก.น.5 และ 6) โดยแต่ละจุดมีนายตำรวจระดับรอง ผบช.น.ควบคุมการปฏิบัติในภาพรวมอีกชั้นหนึ่ง เน้นการตั้งจุดร่วมเส้นทางเข้าออกแต่ละเวที โดยตรวจค้นการพกพาอาวุธ สิ่งเทียมอาวุธ บุคคลต้องสงสัยและจับตามือที่สาม ที่อาจแทรกแซงเข้ามาสร้างสถานการณ์ในพื้นที่
ขณะที่กำลังตำรวจอีกสวนหนึ่งดูแลสถานที่ 10 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง บ้านพักบุคคลสำคัญบ้านนายกฯ บ้านพักรองนายกฯ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะคุม ศอ.รส. และ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย เป็นต้น
ส่วนทหาร 40 กองร้อย ดูแลสถานที่สำคัญ อาทิ สวนจิตรลดา บ้านพักประธานองคมนตรี โรงพยาบาลรัฐบาลต่างๆ สถานีขนส่งมวลชนและเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินและบนดิน รวมทั้งหมด 10 แห่ง
พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผช.ผบ.ตร. รับผิดชอบงานด้านการจราจร กล่าวว่า บก.น.1-9 จัดตั้ง ศปก.ส่วนหน้า ดูแลการจราจรบริเวณทางแยก 20 จุดที่มีการปิดถนน จัดการจราจรโดยรอบเวทีชุมนุม 7 จุด และทางแยกต่อเนื่อง 64 จุด มีชุดเคลื่อนที่เร็ว 20 ชุดออกมาดูแลความเรียบร้อยการจราจรพร้อมชุดช่วยเหลือบริการประชาชน 20 ชุดดูแลคนป่วยคนเจ็บนำส่งโรงพยาบาล จัดกำลังตำรวจคุมเข้มมวลชน 20 จุด เฝ้าระวังเป็นพิเศษใช้กำลังจุดละ 2 กองร้อยในจุดแยกอุรุพงษ์ เจริญผล หัวลำโพง บางรัก สีลม สามย่าน พญาไท ราชเทวี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สยามสแควร์ ลาดพร้าว ดินแดง ประตูน้ำ ราชประสงค์ สวนลุมพินี คลองเตย อโศก ราชดำเนิน เพชรบุรี และเยาวราช พร้อมจัดกำลังตำรวจจราจรสนับสนุนบนถนน 16 สายหลักทั่วเมืองกรุง
ในส่วน "กองบัญชาการตำรวจนครบาล" วางกำลัง 11 จุด ดังนี้ 1.รัฐสภา 2.แยกราชวิถี 3.แยกขัตติยานี 4.แยกการเรือน 5.โค้งปตท.ถนนอู่ทองใน 6.ทำเนียบรัฐบาล 7.สะพานชมัยมรุเชฐ 8.แยกสวนมิสกวัน 9.สะพานมัฆวานรังสรรค์ 10.สะพานอรทัย 11.กองบัญชการตำรวจนครบาล ใช้กำลัง 35 กองร้อยโดยลงพื้นที่เต็มอัตรากำลังในวันที่ 13 มกราคม แบ่งความเข้มข้นในการวางกำลังเป็น 3 ระดับ วางแนวกั้นแบบสลับฟันปลา 3 จุด คือ แยกขัตติยานี แยกการเรือน และสะพานอรทัย และวางเครื่องกีดขวางแนวกั้นถาวรคือแท่นปูนแบร์ริเออร์ใน 5 จุด แยกราชวิถี โค้ง ปตท. สะพานชมัยมรุเชฐ แยกสวนมิสกวัน และสะพานมัฆวานรังสรรค์ นอกจากนี้มีฝ่ายปฏิบัติการพิเศษอีกจำนวนหนึ่ง ประจำการ ณ ทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา
พ.ต.อ.พิชัย เกรียงวัฒนศิริ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) บอกว่า หากสถานการณ์รุนแรงได้จัดเจ้าหน้าที่และรถดับเพลิงขนาดใหญ่ไว้ประจำทุกสถานีดับเพลิง 35 สถานีใหญ่ และอีก 15 สถานีเล็ก นอกจากนี้จะประสานกับ อปพร. อาสาป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อม 1,800 นาย และเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือรับมือตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกัน นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิกาสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. ได้เตรียมพร้อมทีมแพทย์และโรงพยาบาลไว้รองรับผู้บาดเจ็บ ตามแผนเอราวัณ 3-4 แผน และเตรียมศูนย์สั่งการ แจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดเหตุขัดข้องไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ จะมีรถสื่อสารเฉพาะกิจ ทำหน้าที่เสมือนยกศูนย์สั่งการไปไว้ในพื้นที่ที่เกิดความเสี่ยง
ขั้นตอนปฏิบัติจากเบาไปหนัก
สำหรับขั้นตอนการปฏิบัติตาม "แผนพิทักษ์เมือง" เป็นแผนแม่บท และใช้ “แผนกรกฎ 52" เป็นแผนสำรอง โดยเน้นย้ำมาตรการเบาไปหาหนัก 10 ขั้นตอนดังนี้ 1.แสดงกำลังของตำรวจ 2.การใช้คำสั่งเตือน 3.การใช้มือเปล่าจับกุม 4.การใช้มือเปล่าจับล็อกบังคับ 5.การใช้เครื่องพันธนาการ ปืนยิงตาข่าย 6.การใช้คลื่นเสียง 7.การใช้น้ำฉีด 8.อุปกรณ์เคมี เช่น แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย 9.กระบองหรืออุปกรณ์ที่ใช้ตี และ 10.อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น กระสุนยาง และอุปกรณ์ช็อตไฟฟ้า
--------------
(หมายเหตุ : ผ่าแผนคุมเข้มจุดเสี่ยง'ชัตดาวน์กรุง' : ปฏิญญา เอี่ยมตาล / วัชรา ตามคำ / กรกมล อักษรเดชรายงาน)



