
กองทัพลุ้นเลื่อนลต.ชี้'รุนแรง'คือจุดเปลี่ยน
กองทัพลุ้นเลื่อนเลือกตั้ง ชี้'รุนแรง'คือจุดเปลี่ยน : ศรุติ ศรุตา/ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
มีแนวโน้มสูงยิ่งที่การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ จะไม่เกิดขึ้น ทั้งจากสถานการณ์การชุมนุมในวันที่ 13 มกราคม ที่พร้อมจะยกระดับกลายเป็นความรุนแรงได้ตลอดเวลา หรือกระทั่งเงื่อนปมทางกฎหมายหลายประการ เช่น การไม่มีผู้สมัครใน 28 เขตเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งถึงแม้จะเลือกตั้งเสร็จก็ไม่สามารถเปิดสภา และเลือกนายกฯ ได้
ทิศทางของประเทศกำลังเดินไปสู่ภาวะ "สุญญากาศ" ที่ไม่สามารถสถาปนารัฐบาลที่มีอำนาจเต็มได้ และไม่รู้ว่า เมื่อไหร่จะพ้นจากภาวะตรงนี้ ที่สำคัญคือ ในเมื่อการเลือกตั้งไม่สามารถนำไปสู่ทางออกจากวิกฤติของประเทศ งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งกว่า 3,800 ล้านบาทก็เท่ากับ "สูญเปล่า" !!
ก่อนหน้านี้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบภารกิจให้กองทัพทำหน้าที่เป็น "ตัวประสาน" ในการเจรจากับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เพื่อหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน แต่จากการหารือกันหลายรอบในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่สามารถหาจุดที่ร่วมกันได้ ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทุกขณะ
วงในระดับสูงของกองทัพวิเคราะห์ว่า การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้ แม้ว่าหนทางดังกล่าวจะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยก็ตาม เพราะหากเกิดเลือกตั้งจริง เชื่อว่าจะมีความรุนแรงในหน่วยเลือกตั้ง เช่น การฉีกบัตรเลือกตั้ง เขียนข้อความไม่เห็นด้วย หรือกระทั่งเกิดเหตุความวุ่นวายในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้ กกต. ไม่สามารถรับรองการเลือกตั้งได้
สมมุติว่า กกต.ประกาศรับรองการเลือกตั้ง แต่ถ้ามีคนไปร้องและศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิ่งเหล่านี้รัฐบาลรักษาการจะต้องฉุกคิดให้มาก อย่าดื้อที่จะให้มีการเลือกตั้ง อีกทั้งสถานภาพของรัฐบาลจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ หากยังไม่แก้ไข ปัญหาก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่อึมครึมไร้ทางออกของประเทศ ทำให้กองทัพในฐานะที่ดูแลงานด้านความมั่นคงรู้สึกอึดอัด ขณะที่รัฐบาลเองก็ยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ยังคงใช้หลักใครอึดกว่า ทนกว่า แต่บ้านเมืองรอแบบนั้นไม่ได้
เชื่อว่ากองทัพได้เตรียมการแก้ไขปัญหาไว้แล้ว แต่ไม่ใช่การทำเพื่อต้องการอำนาจ แต่ทำเพื่อคลี่คลายปัญหาสถานการณ์เพื่อให้เกิดความสงบสุข และให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ และกลไกทางกฎหมายไม่ได้เขียนทางออกเรื่องเหล่านี้ไว้ ถ้ายังไม่แก้ไข ปัญหาจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นแตกหักกันได้
สำหรับท่าทีของรัฐบาลที่ดูแล้วก็เรียกได้ว่า น่าห่วง เพราะภาพออกมากลายเป็นว่า พยายาม "ลอยตัว" เหนือปัญหา โดยพยายามทำให้ภาพกลายเป็นว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน และคล้ายต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างประชาชน 2 กลุ่ม
ส่วนบทบาทของกองทัพหลังจากนี้คงจะไม่มีการพูดคุยกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอีกแล้ว เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการในสิ่งที่เสนอแนะเลย และสถานะของรัฐบาลเองก็ยังน่าเป็นห่วง แต่รัฐบาลกลับยืนกรานที่จะให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ให้ได้ ทั้งที่มองเห็นแล้วว่า จะเป็นหนทางไปสู่ปัญหา มากกว่าที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาของประเทศ
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้อาจจะต้องขึ้นอยู่กับบรรดาข้าราชการ ที่จะร่วมกันแสดงจุดยืนว่า ให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน เพราะถ้าข้าราชการรวมตัวกันก็จะมีพลังมาก ซึ่งทางออกในเรื่องนี้ เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้แล้ว ก็อาจจะเป็นทางที่รัฐบาลนี้ต้องยอมเสียสละ เพื่อให้มีคนกลางมาแก้ไขปัญหาแทน
ปัญหาทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของ "ความชอบธรรม" ตามกฎหมายมากกว่า และถ้ารัฐบาลไม่ต้องการให้ประเทศเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ ไม่มี "อำนาจนอกระบบ" เข้ามาแทรกแซง นายกรัฐมนตรี และครม. ต้องเสียสละ
แต่แนวทางที่ว่านั้น มองในแง่ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ "นายใหญ่" ที่ถูกบีบให้เล่นเกม "ถอย" มาเป็นระยะๆ มานานแล้ว ตั้งแต่ถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ยุบสภา ประกาศตั้งสภาปฏิรูปประเทศ กระทั่งล่าสุดแสดงท่าทีพร้อมพูดคุยเจรจาเต็มที่ เรียกได้ว่า ถอยมานานมากจนพอจะรู้แล้วว่า หากจะกลับไปเล่นในเกมที่ตนถนัดมันต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเพื่อพลิกผันสถานการณ์ที่เป็นอยู่
ถามว่า เหตุการณ์ที่ว่านั้นคืออะไร ?
ชัดเจนว่า ในแง่ของกฎหมาย ฝ่ายการเมืองเพลี่ยงพล้ำจนแทบจะหมดรูป น.ส.ยิ่งลักษณ์ รอดเงื้อมมือ ป.ป.ช.มาได้อย่างหวุดหวิดท่ามกลางความกังขาของผู้คน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่พ้นพงหนาม เพราะมาเจอกับกรณีศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การแก้ไขมาตรา 190 นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญอีก
การไม่ลาออกจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ก็พูดได้เพียงอย่างเดียวว่า "ซื้อเวลา" รอให้บางอย่างสุกงอม
การเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงในช่วงนี้จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับการระมัดระวังความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะออกมาดักคอแล้วว่า หากเกิดความรุนแรง "รัฐบาลต้องรับผิดชอบ" ก็ตาม
สถานการณ์เมื่อเดินมาจนถึงขณะนี้แล้ว ฝ่ายความมั่นคงประเมินแล้วว่า มีแต่ "ความรุนแรง" เท่านั้นที่จะทำให้สถานการณ์พลิกผัน ส่วนพลิกแล้วใครจะได้ ใครจะเสีย ไปลุ้นกันในวันข้างหน้า
.........................
(หมายเหตุ : กองทัพลุ้นเลื่อนเลือกตั้ง ชี้ 'รุนแรง' คือจุดเปลี่ยน : ศรุติ ศรุตา/ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



